เจ้าสาวพระราชทาน2
”สตรีคนนั้นจะได้เป็นเพียงฮูหยินธรรมดา ไม่มียศฐาเพราะกระหม่อมจะขอลาออกจากฐานันดร กระหม่อมไม่เป็นแล้ว องค์ชายสิบเอ็ด!!“ คนเอาแต่ใจยังไม่ยอมแพ้
”เช่นนั้นหม่อมฉันจะรีบทำพิธีให้เสร็จ เพื่อเพิ่มเวลาให้พระองค์ได้ร่างจดหมายลาออกจากฐานันดรดีหรือไม่เพคะ“ สตรีที่สวมอาภรสีแดง มีผ้าผืนบางคลุมศรีษะจนมิดเดินลงมาจากเกี้ยวพร้อมเอ่ยช้าๆเนิบๆ
“เห็นทีว่าพระสวามีคงกะเวลาผิด จึงช้ากว่าหม่อมฉันไปหนึ่งก้าว ไม่คิดเลยจริงๆว่าบุรุษที่โชกโชนนารีเช่นนี้ จะขี้ขลาดจนไม่กล้าแม้แต่จะเข้าหอกับสตรีที่เป็นคู่หมั้น” เสียงหวานนุ่มทำเขาแทบเคลิ้ม แต่วาจาบาดจิตรบาดใจเช่นนี้ดึงสติเขากลับมา
“แม่นางสกุลหลิว เจ้าอย่าคิดว่ามีฝ่าบาทและไทเฮาถือหางแล้วจะพูดจาสามหาวกับข้าอย่างไรก็ได้นะ ข้าขอเตือนไว้ก่อน” นิ้วมือแกร่งยกขึ้นชี้สั่นระริก แต่โดนพัดจากองค์ไทเฮาปัดมันลงเสียก่อน
“องค์ชายสิบเอ็ด เจ้ากำลังเสียมารยาทกับพระชายา เหตุใดจึงยังไม่เดินไปรับ มัวปล่อยให้นางปรามาสอยู่ได้อย่างไร” เมื่อรู้ว่าจะพูดสิ่งใดให้หลานชายยอมทำตามก็จัดการจุดไฟเพิ่มเสียหน่อย
“ท่านยาย!!”
“อย่าขึ้นเสียงหน่า ด้านนอกชาวบ้านมีอยู่ไม่น้อย เจ้าเป็นคุณชายเจ้าสำราญมาแต่ไหนมีหรือจะไม่มีใครรู้ จะมาตกม้าตายเพราะคนที่กำลังจะมาเป็นเจ้าสาว อายเขาแย่” คนโดนหมิ่น สวมชุดคลุมสีแดงตามที่บ่าวไพร่จัดการเรียบร้อยก่อนจะเดินดุ่มๆ ไปดึงมือบางแรงๆ จนพัดที่ปิดบังใบหน้าแทบหลุดออก
“ท่านมารยาททรามเช่นนี้ หากไม่มีเงิน…เกรงว่าสตรีตามหอนางโลมคงเบือนหน้าหนี อะๆ อย่ามีโทสะ ประตูวังเปิดอยู่ท่านไม่เห็นหรือ รีบพาข้าไปไหว้ดวงวิญญาณ พ่อแม่สามีเถอะ ก่อนที่องค์ไทเฮาจะไปเผาหอนางโลมท่านเสียก่อน” สายตามคมมองดูองค์รักษ์เงาหลายคนยืนรอรับคำสั่งอยู่ข้างๆเสด็จยาย ก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะบีบมือนางแน่น เพื่อเอาคืนเล็กๆน้อยๆ
“บ่าวสาวคำนับพ่อแม่สามี” เสียงกั๋วกงคอยบอกอยู่ข้างๆ เริ่มสายชาวบ้านเริ่มออกมาดูอย่างตื่นเต้น ดีไม่น้อยที่องค์ชายสิบเอ็ดแต่งงานเสียที ชาวบ้านแถวนี้รู้ถึงชื่อเสียงด้านความเกลียดค้านเป็นอย่างดี นอกจากจะไม่สนใจการเมือง การทหาร องค์ชายผู้นี้ยังเข้าหอสุราเป็นว่าเล่น ข้างพระวรกายไม่เคยขาดสตรี แม้แต่องค์ไทเฮายังละอายใจได้แต่ส่งทหารคนสนิทคอยปรามเหล่าสตรีให้อยู่ในขอบเขต
“ คำนับฟ้าดิน” พิธีอภิเษกสมรสดำเนินต่อไปเรื่อยๆท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านที่รู้สึกสงสาร สตรีที่ได้สมรสพระราชทาน มาเป็นพระชายาองค์ชายเสเพลผู้นี้
ใช้เวลากว่าค่อนวันกว่าพิธีการจะเสร็จสิ้น ตอนนี้นางกำลังรับคำอวยพรจากองค์ฮ่องเต้และฮองเฮา ก่อนจะตามมาด้วยองค์ไทเฮา ผู้นำตระกูลเซิ่นและฮูหยินสกุลหลิว
“ องค์ชายเพคะ ข้าเลี้ยงบุตรสาวมาตามลำพัง มีความยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนหม่อมฉันไม่เคยหวั่น วันนี้หม่อมฉันยอมปล่อยมือบุตรสาวคนรองให้พระองค์ หากวันใดพระองค์ไม่ต้องการนางจริงๆ เพียงแค่ให้องครักษ์ไปตาม หม่อมฉันจะส่งคนมารับหลิวซ่งหร่าน กลับเรือนทันที” นี่ไม่ใช่คำขู่ และเขาก็ไม่ได้เต็มใจที่จะแต่งงาน แต่เพราะสายตาเรืองรองที่ส่งมาถึงสี่คู่ ทำเขาพูดสิ่งใดไม่ได้นอกจากรับปากแม่ยายที่ยืนซับน้ำตาอยู่ตรงหน้า
“ แม้การแต่งงานครั้งนี้ข้าจะไม่ได้เต็มใจนัก แต่ขอให้รู้ไว้ว่า ข้าจะปล่อยมือจากนางก็ต่อเมื่อนางทนข้าไม่ไหวเอง” ยอมทำตามพิธีมาได้ขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว เขาคิดแบบนี้จริงๆ จะให้เขามีคำพูดหวานซึ้งเอาใจคงเป็นไปไม่ได้ เสิ่นหลี่จ้านคิดเช่นนั้น
“ เอาละๆถึงเวลาฤกษ์งามยามดีส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอแล้ว พวกเราก็ออกไปกันเถอะ ซู่อวี๋..หน้าที่เฝ้าห้องหอและดูแลพระชายาเป็นหน้าที่เจ้า หากตะวันไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ห้ามองค์ชายและพระชายาออกจากเรือนหอเป็นอันขาด”
