คุณตาผู้เป็นไอดอล
“นายนี่นะ จะเป็นคู่ซ้อมมวยให้กับฉันดี ๆ ไม่ได้เลยหรือยังไงกัน เอาหน่อย สู้หน่อย เหวี่ยงหมัดให้แรงกว่านี้ ให้ไวกว่านี้เร็วเข้า”
หลี่เจียนเจียนออกคำสั่งคนขับรถของเธอด้วยความหัวเสีย เขาแรงน้อยเช่นนี้แลดูเหมือนกับว่าจะไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาตลอดทั้งวันเลยสิหน่า
“หยางฟ่ง นายอย่าเอาแต่ปัดป้องอยู่อย่างนี้ มาสู้กันกับฉันเร็วเข้า นายไม่ต้องออมมือให้กับฉันหรอกนะ”
ในขณะพูดหลี่เจียนเจียนก็ยังคงวาดลวดลายแม่ไม้มวยไทยใส่คู่ซ้อมอย่างหยางฟ่งออกมาอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งหยางฟ่งเองก็เอาแต่เพียงปัดป้อง ป้องกันตัวและหลบหลีกจากคุณหนูของตนเพียงเท่านั้น ไม่กล้าประเคน หมัด เท้า เข่าศอก ใส่คุณหนูแสนงามเลยแต่อย่างใดสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้เกิดขึ้นกับหลี่เจียนเจียนเป็นอย่างมาก จนเธอถึงกับเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ที่ปลายหางคิ้วของเขาเข้าอย่างจังทำเอาหยางฟ่งถึงกับล้มทั้งยืนไปเลยทีเดียว
หยาดเลือดไหลซึมออกมาตรงปลายหางคิ้วของเขาราวกับสายน้ำหลาก หลี่เจียนเจียนเห็นดังนั้นจึงหยุดซ้อมมวยในทันใด ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาทางปาก
“นายรีบไปทำแผลที่คลินิกเถอะ และต้องขอโทษด้วยที่ฉันอารมณ์ร้อนไปหน่อย พอดีมีเรื่องให้เครียดน่ะ”
หลี่เจียนเจียนพูดพร้อมยื่นมือออกไปข้างหน้าอย่างคนที่มีน้ำใจนักกีฬาหวังดึงมือของหยางฟ่งให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคง ซึ่งหยางฟ่งเองก็ไม่ได้ปฏิเสธในไมตรีของหลี่เจียนเจียนแต่อย่างใด เขายอมยื่นมือใหญ่อันหยาบกระด้างออกมาจับกับมือเล็กที่แสนจะบอบบางนุ่มนิ่มของหลี่เจียนเจียนในทันที
“ผมขอโทษครับคุณหนู”
หยางฟ่งพูดพร้อมก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด
“เอาล่ะ ๆ อย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลย นายรีบไปทำแผลเถอะ ทำแผลเสร็จแล้วค่อยขับรถมารับฉันกลับก็ได้”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยี่หระ คล้อยหลังหยางฟ่งไปแล้ว เธอจึงได้ซ้อมต่อยมวยกับกระสอบทรายอยู่
คนเดียวอย่างบ้าคลั่ง ด้วยหวังอยากปลดปล่อยอารมณ์ความตึงเครียดจากการที่จะถูกบิดาจับคลุมถุงชนออกไปให้มันลดน้อยลงไปบ้าง หรือว่าเธอจะหาทางหลบหนีการคลุมถุงชนในครั้งนี้ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ประเทศไทยจะดีหรือไม่นะ พอคิดถึงประเทศนี้ที่ไร หลี่เจียนเจียนก็อดที่จะคิดถึงคุณตาสุดที่รักของเธอที่เป็นถึงเจ้าของค่ายมวยอันดับต้น ๆ ขึ้นมาไม่ได้ คุณตาที่หล่อเหลาราวกับพระเอกหนัง คุณตาที่แสนจะใจดี ที่รักเธอมากยิ่งกว่าหลานคนไหน และเอาใจเธอมากเป็นอันดับหนึ่งด้วย
จูหย่งจางคือชื่อคุณตาของเธอ หลี่เจียนเจียนจำได้ว่าทวดของเธออพยพมาจากเมืองจีน มาก่อร่างสร้างตัวจนเป็นเศรษฐีและได้แต่งงานกับสาวไทยใจดีคนหนึ่ง จนมีลูกด้วยกันสามคน คุณตาเป็นลูกชายคนโตมีน้องสาว น้องชายอยู่อย่างละหนึ่งคน นอกจากนี้คุณตาของเธอยังมีชื่อ-นามสกุลจริงตามสไตล์ไทยแท้ว่า นายพยัคฆา จันทร์ส่องแสง มีค่ายมวยที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือชื่อว่า
ค่ายมวยพยัคฆ์สีทอง
ยอมรับกับตนเองขึ้นมาเลยว่าเธอนั้นรู้สึกประทับใจในฝีไม้ลายมือและศิลปะการต่อสู้ของคุณตาเป็นอย่างมาก อีกทั้งเธอยังมีความชื่นชอบในศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทยเป็นอย่างมากด้วย จนยกคุณตาเอาไว้ในฐานะไอดอลคนโปรดในใจเธอเลยทีเดียว แต่ครั้นกระนั้นใช่ว่าเธอจะเก่งแค่ศิลปะการต่อสู้ในด้านเดียวเท่านั้น อย่างที่รู้กันว่าเหล่าบรรดาลูกหลานเศรษฐีคนมีเงินร่ำรวยระดับหมื่นล้าน ที่ฉลาดมีความคิดจริง ๆ ไม่ได้เน้นการใช้เงินในการแก้ไขปัญหาเพียงอย่างเดียวนั้น ย่อมต้องเป็นคนที่มีความรู้ในศาสตร์หลายแขนง และสามารถป้องกันตนเองได้เป็นอย่างดีด้วย เพราะฉะนั้นตอนนี้เองหลี่เจียนเจียนจึงมีความสามารถด้านการต่อสู้วิชายูโดถึงขั้นสายดำแล้ว และมีทักษะการป้องกันตัววิชาคาราเต้ได้พอประมาณ
ไม่เสียแรงที่เธอเคยชอบดูหนังจีนกำลังภายในมา
ตั้งแต่เมื่อครั้นยังเป็นเด็ก
แต่หากจะพูดแค่ว่าคุณตาของเธอนั้นทำอาชีพเพียงแค่ค่ายมวยอย่างเดียวนั่นล่ะก็ย่อมคิดผิด เขาเพียงเปิดค่ายมวยเพราะความชื่นชอบและเห็นเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งเท่านั้น อาชีพอีกหลายอย่างที่คุณตาของเธอต้องบริหารหลักคือการค้าของเก่าอันล้ำค่าในหลายรูปแบบและการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแกะสลักอย่างดีนั่นต่างหาก จึงสามารถสร้างเม็ดเงินอย่างมหาศาลให้กับคุณตาของเธอได้ หลี่เจียนเจียนมักจะได้รับข้าวของอันล้ำค่าและเงินก้อนโตที่คุณตาของเธอมอบให้เสมอ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เธอเคารพรัก และนับถือคุณตาเป็นไอดอลได้อย่างไรกันล่ะจริงมั้ย
นอกจากนี้หลี่เจียนเจียนยังทราบมาว่าการพนันมวยเป็นการพนันอย่างเดียวที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย หากสามารถปั้นเด็กในค่ายให้โด่งดังขึ้นมาได้และชนะการพนันเดิมพันได้ล่ะก็จะสามารถสร้างเงินได้เป็นกอบเป็นกำมากเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ไม่รู้คุณตาเกิดใจป้ำอะไรขึ้นมาจึงได้ลงเดิมพันการพนันมวยไปราวหลักร้อยล้าน และเมื่อชนะการประมูลแล้วจึงได้โอนเงินเข้าบัญชีหลานสาวสุดที่รักอย่างเธอหลักสิบล้านเลยทีเดียว
เพราะเกิดมาสวย รวย เก่ง อย่างนี้เองสินะบิดาตัวดีจึงได้หาทางจับคู่คลุมถุงชนให้เธอไม่เว้นในแต่ละวันทั้งๆ ที่ นี่มันยุคสมัยไหนแล้วความรักที่ดีควรเป็นการรักกัน คบหากันด้วยความจริงใจนั่นสิมันถึงจะถูก
หลังจากคิดถึงคุณตาพร้อมซ้อมต่อยมวยไปด้วยอยู่ได้นานราวสี่สิบห้านาที หลี่เจียนเจียนจึงหยุดซ้อมและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูความเคลื่อนไหวในกลุ่มไลน์เพื่อนรักเสียหน่อย
“เซียงลู่เหยา ชวนไปขอพรที่วัดโบราณ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังเริ่มจะมีหิมะโปรยปรายอย่างนั้นหรือ”
หลังอ่านข้อความในกลุ่มไลน์จบ หลี่เจียนเจียนก็ยกขวดน้ำขึ้นหมายจะเปิดออกมาดื่มแก้ดับกระหาย
แต่ทว่าฝาขวดน้ำนี้มันช่างแข็งแรงมากเกินไปหน่อยแล้วหรือไม่ เธอพยายามเปิดมันอย่างไรก็เปิดไม่ออก ในขณะที่เธอกำลังนั่งหัวเสียอยู่นั้น หยางฟ่งก็ได้ยื่นขวดน้ำสะอาดที่เปิดมาเรียบร้อยแล้ว ส่งมอบให้กับเธอด้วยรอยยิ้ม
“ขอบใจ”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้นก็ยกขวดน้ำขึ้นมาดื่มอัก ๆ ไม่ได้รักษากิริยามารยาทการเป็นกุลสตรีต่อหน้าหยางฟ่งแต่อย่างใด
‘เห็นทีว่าเธอควรเร่งกลับบ้านไปเจรจากับหลี่เฉียน
ผู้เป็นบิดา พร้อมหาพรรคพวกคนในครอบครัวให้เข้าข้างเธอเสียหน่อย แล้วค่อยไปทำการไหว้เจ้าขอพรกับกลุ่มเพื่อนรักคงยังไม่สาย’
นึกได้ดังนั้นแล้วหลี่เจียนเจียนจึงกดส่งไลน์ตอบรับคำชวนของเซียงลู่เหยาไป และเดินทางแวะไปหาอะไรกินสักหน่อยก่อนกลับบ้านพักสุดหรูของเธอไปในที่สุด…
