ความฝันของหลี่เจียนเจียน
บรรยากาศการทำงานที่บริษัทจัดจำหน่ายอาหารชื่อดัง ในฝ่ายการตลาดและการออกแบบการผลิตบรรจุภัณฑ์ วันนี้ดูคึกคักตั้งแต่เช้า ทุกคนต่างกำลังพูดคุยกันเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารตัวใหม่กันอย่างออกรสชาติ บ้างก็กำลังกางแผนงานธุรกิจพร้อมการออกแบบของตนออกมาให้คนในทีมได้รับรู้กันไปทั่วด้วย
หลี่เจียนเจียนเดินอมยิ้มน้อย ๆ ไปนั่งลงตรงโต๊ะทำงานของเธอ พร้อมนำแผนการออกแบบและแผนงานธุรกิจของเธอในลิ้นชักโต๊ะ ออกมาอ่านทบทวนอีกครั้งก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมทีมกันในวันนี้เวลาบ่ายโมงครึ่ง
แม้ว่าหลี่เจียนเจียนจะเป็นลูกสาวของนักธุรกิจที่ร่ำรวยระดับหมื่นล้าน แต่เธอเองกลับตัดสินใจเลือกที่จะสมัครเข้าทำงานในบริษัทใหม่ที่ไม่ได้อยู่ใกล้กันกับบ้านเกิด เพื่อที่เธอจะได้เรียนรู้การทำงานได้จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่มีแต่คนมาประจบสอพลอเพราะเห็นว่าเธอเป็น
ลูกสาวท่านประธานบริษัทเพียงเท่านั้น
หากจะพูดถึงธุรกิจหมื่นล้านของบิดาแล้วล่ะก็
หลี่เจียนเจียนก็สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า บิดาของเธอนั้นทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พ่วงด้วยร้านอาหารสุดหรูในเครือโรงแรมประจำตระกูลหลี่อยู่มากมายกระจายไปทั่วทุกแห่งหน นอกจากนี้บิดาคนดียังมีธุรกิจเปิดเต็นท์รถที่จัดจำหน่ายรถยนต์สุดหรูมูลค่าขั้นต่ำหลักสิบล้านขึ้นไปอยู่นับสิบสาขาด้วย
ความจริงแล้วด้วยความที่ตนเองเกิดมาบนกองเงินกองทองเช่นนี้ หากหลี่เจียนเจียนเลือกที่จะนั่งกินนอนกินและเลือกแต่งงานกับผู้ชายสักคนที่บิดาจัดหาให้ก็ย่อมได้แต่นั่นมันไม่ใช่ทัศนคติของหลี่เจียนเจียนคนนี้เลยแม้แต่น้อย เธอต้องการสร้างธุรกิจและหารายได้ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากความสามารถของตนเองมากกว่าที่จะคอยหวังพึ่งพิงทรัพย์สมบัติในตระกูล นั่นจึงจะถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจอันแท้จริงของหลี่เจียนเจียนคนนี้
การออกแบบที่หลี่เจียนเจียนจัดทำขึ้นเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้สำหรับวัยรุ่นและวัยทำงานที่เน้นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ และความสวยงามดูดี
หากจะพูดถึงเรื่องช่วงวัยนั้นแล้ว บอกตามตรงเลยว่าหลี่เจียนเจียนชอบช่วงวัยและช่วงเวลานั้นมากที่สุด
จำได้ดีว่าช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายนั้น บิดามารดาได้ส่งเธอไปเรียนต่อที่ประเทศไทย เพราะคุณยายที่เป็นคู่ชีวิตของคุณตาได้จากไปด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน
ทุกคนกลัวว่าคุณตาจะเหงา จึงได้ส่งหลานที่คุณตารักมากที่สุดไปอยู่ด้วยเพื่อคอยให้กำลังใจกับเขา ทำให้ในบรรดาหลานทั้งหมดหลี่เจียนเจียนสนิทกับคุณตามากที่สุด
อีกทั้งหากจะพูดกันถึงเรื่องอายุแล้วล่ะก็ คุณตาของเธอเองตอนนี้มีอายุเพียง 58ปีเท่านั้น อีกทั้งยังดูอ่อนกว่าวัยเอามาก ๆ ด้วย นอกจากนี้คุณตาของเธอยังดูแข็งแรงสุด ๆ ราวกับดูยังหนุ่มยังแน่นเลยทีเดียว
เมื่อครั้นที่เธออาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้น หลี่เจียนเจียนถือได้ว่าเป็นนักมวยหญิงอันดับหนึ่งในค่ายมวยพยัคฆ์สีทองก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่คุณตานั้นมีความรักใคร่ห่วงใยหลานสาวประดุจไข่ในหินมากจนเกินไปแม้ว่าหลี่เจียนเจียนจะมีฝีมือต่อยมวยเก่งกาจมากเพียงใด เขาก็ไม่เคยให้หลี่เจียนเจียนเข้าร่วมการแข่งขันต่อยมวยเพื่อเดิมพันในฝีมือและความสามารถของหลานสาวเลยสักครั้ง
แม้ว่าหลี่เจียนเจียนจะนึกขัดใจไปอยู่บ้าง แต่ทว่าก็ยอมเคารพในการตัดสินใจของคุณตามาโดยตลอด
หลี่เจียนเจียนรักในศิลปะมาตั้งแต่ยังเด็กอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการต่อสู้ การวาดภาพ การเขียนกลอนหรือบทกวี เธอมีความฝันเอาไว้ในใจว่า อยากมีค่ายมวยเป็นของตัวเอง และเปิดพิพิธพันฒ์ศิลปะให้ผู้ชมเข้าชมและร่วมประมูลผลงานศิลปะของเธอได้ เธอปรารถนาที่อยากจะใช้ชีวิตเรียบง่าย อยู่อย่างผ่อนคลายไม่เร่งรีบ ไม่รีบร้อน ไม่จำเป็นที่จะต้องรวยล้นฟ้าอย่างบิดาผู้เป็นนักธุรกิจหมื่นล้านก็ได้ เพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแต่ละวัน แค่นั้นก็พอ
หลังจากหลี่เจียนเจียนอ่านแผนงานธุรกิจของเธอจบลง ก็มีข้อความเสียงส่งมาทางไลน์หาเธอว่า “เจียนเจียน ลูกเป็นอย่างไรบ้าง แม่คิดถึงลูกมากนะ” ก็ทำให้หลี่เจียนเจียนตัดสินใจขึ้นมาเป็นอย่างดีแล้วว่า ในอีกสองวันข้างหน้าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เธอจะเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมหาครอบครัวของเธอดูบ้างเสียแล้ว
ในช่วงสองวันมานี้ หลี่เจียนเจียนจึงไม่ได้ออกไปซ้อมมวยมากนัก เพราะเธอต้องเร่งเคลียร์งานและตั้งใจทำงานโปรเจคถัดไปต่อ แต่ถึงอย่างไรในแต่ละค่ำคืนเธอก็ไม่ได้ละทิ้งการวาดรูปไปเลยแม้แต่น้อย หลี่เจียนเจียนตัดสินใจที่จะวาดรูปสวย ๆ กลับไปฝากคนในครอบครัวเสียหน่อย หวังว่าวันนั้นทุกคนคงจะอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตานะ นึกได้ดังนั้นไม่รอช้าหลี่เจียนเจียนจึงได้ลงมือวาดรูปภาพคนในครอบครัวสไตล์ภาพวาดการ์ตูนขึ้นมาในทันที อีกทั้งยังมีน้ำใจที่ดีวาดภาพมามอบให้กับหยางฟ่งอีกด้วย
พูดถึงหยางฟ่งแล้ว เขาถือได้ว่าติดตามรับใช้หลี่เจียนเจียนมาตั้งเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่ที่เธอไปเรียนชั้น
มัธยมศึกษาตอนปลายที่ประเทศไทยนั้นเลยทีเดียว
ชายหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาคมคาย ผิวคล้ำดำแดดแต่ทว่ากลับมีท่าทางอบอุ่นอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง นิสัย
ใจคอดีขัดกับหน้าตาของเขาราวฟ้ากับเหว หลี่เจียนเจียนเองนับว่าก็เป็นคนที่จิตใจดีใช้ได้อยู่ไม่น้อย ที่ไม่ได้เลือกคบคนที่หน้าตาแต่อย่างใด หากเธอคัดเลือกคน คบหาคนโดยพิจารณาแค่เพียงหน้าตาอย่างเดียวเพียงเท่านั้น หยางฟ่งคงไม่ได้เป็นคนขับรถและบอดี้การ์ดส่วนตัวของเธอหรอก ที่ผ่านมาบิดาของเธอมักจะย้ำนักย้ำหนาว่าเขาเป็นคนเก่งสามารถให้ความช่วยเหลือและดูแลปกป้องเธอได้ทุกเรื่อง จนถึงช่วงวัยทำงานแล้ว บิดาก็ยังไม่วายเป็นห่วงเธอมากเกินขนาด ถึงได้จัดหาบอดี้การ์ดมาคอยดูแลและขับรถให้ตลอดเช่นนี้ แต่ดูท่าจากการที่เธอลองให้เขาเป็นคู่ซ้อมมวยดูแล้ว หลี่เจียนเจียนก็ทำใจเชื่อในคำพูดของบิดาได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
กว่าหลี่เจียนเจียนจะวาดรูปทุกคนในครอบครัวและหยางฟ่งเสร็จก็กินเวลาไปเนิ่นนานจนเกือบสี่ทุ่มแล้ว เธอจึงรีบไปอาบน้ำแต่งตัวใส่ชุดนอนสีชมพูอ่อนลวดลายดอกเบญจมาศน้อยสดชื่นมองดูแล้วให้ความรู้สึกนุ่มนวลอ่อนหวานเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นจึงส่งข้อความไปหาหยางฟ่งว่าในอีกสองวันข้างหน้าเวลาแปดโมงเช้าเธอจะเดินทางกลับบ้านไปหาบิดามารดาที่หนานโจวแล้ว ขอให้หยางฟ่งเตรียมตัวขับรถพาเธอกลับบ้านด้วย
ซึ่งหยางฟ่งเองก็อ่านข้อความที่เธอส่งไปหาในทันทีพร้อมส่งข้อความตอบกลับมาว่า “รับทราบครับคุณหนู”
นึกแล้วเธอก็อดที่จะชื่นชมหยางฟ่งขึ้นมาไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนก็ตาม หากเธอจะสั่งการอะไรลงไป หยางฟ่งก็พร้อมที่จะทำตามคำสั่งของเธอเสมอ หลี่เจียนเจียนใช้เวลาจัดเตรียมข้าวของในการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ไปราวยี่สิบนาที จึงปิดโคมไฟตรงหัวเตียงเข้านอนไปในที่สุด
