บทที่ 6 ต้องวางแผนให้รัดกุม
หลินชิงเหยียนส่ายหน้าอย่างไม่ลังเล แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ได้ช่วยนางร้าย กัวอี๋เหนียงต่างหากที่ต้องการอาศัยโอกาสนี้ทำให้หานเยี่ยนเฉินยิ่งรังเกียจนางร้ายมากขึ้น
หานเยี่ยนเฉินไม่ใช่บุรุษที่ลุ่มหลงในรูปโฉมสตรี มิเช่นนั้น ต่อให้ต้องแต่งงานอย่างไม่เต็มใจ แต่เมื่อมีภรรยาที่งดงามเย้ายวนเช่นนางร้าย ก็คงไม่ปล่อยให้เวลาผ่านมาครึ่งปีโดยไม่เคยเข้าหอร่วมเรียงเคียงหมอนกับนางเลย
เดิมทีหานเยี่ยนเฉินก็จำใจแต่งงานกับนางร้ายอยู่แล้ว หากเมื่อคืนนี้เกิดเรื่องระหว่างสามีภรรยาขึ้นเพราะฤทธิ์ยา เขาไม่เพียงไม่รู้สึกยินดี แต่กลับจะยิ่งรังเกียจนางร้ายมากกว่าเดิม บางทีอาจถึงขั้นหาเหตุผลมาหย่านางด้วยซ้ำ
เมื่อนึกถึงตรงนี้ แววตาของหลินชิงเหยียนก็เย็นลงเล็กน้อย ทันใดนั้น นางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
เมื่อหลายปีก่อน พี่สาวของกัวอี๋เหนียงเสียชีวิต ทิ้งบุตรสาวคนหนึ่งนามว่าลู่ชิงถิงเอาไว้ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ลู่ชิงถิงเพิ่งมาพึ่งพากัวอี๋เหนียง และตอนนี้ก็อาศัยอยู่ในจวนกั๋วกง
เช่นนั้นแล้ว...ที่กัวอี๋เหนียงยุยงให้นางร้ายวางยาหานเยี่ยนเฉิน ก็เพื่อเปิดทางให้หลานสาวของตนอย่างนั้นหรือ?
หากนางร้ายเกิดเรื่องขึ้นมา ตำแหน่งฮูหยินน้อยก็ย่อมว่างลงไม่ใช่หรือ?
หลินชิงเหยียนแค่นหัวเราะเย็นชา กัวอี๋เหนียงช่างวางแผนได้แยบยลเสียจริง แต่นางร้ายกลับไม่ทันสังเกตเห็นแม้แต่น้อย
นางร้ายตื่นเต้นจนหัวใจวายตายไปก่อน หากไม่ใช่เพราะนางทะลุมิติเข้ามาเสียก่อน แผนการของกัวอี๋เหนียงก็คงสำเร็จ และนางคงผลักดันหลานสาวของตนขึ้นมานั่งตำแหน่งฮูหยินน้อยได้ตามต้องการ
จวนตระกูลใหญ่เช่นนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ผู้คนจะอยู่กันได้อย่างสบายใจจริงๆ ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยหลุมพรางและการคำนวณกันไปมา
แม้หลินชิงเหยียนจะมองออกแล้วว่ากัวอี๋เหนียงมีจุดประสงค์ใด แต่นางกลับไม่รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่นางกังวลที่สุดก็คือ วันหนึ่งตนอาจเผลอตกหลุมพรางของกัวอี๋เหนียงเข้าโดยไม่รู้ตัว
*****
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง กัวอี๋เหนียงเพิ่งกลับมาถึงเรือนพัก ลู่ชิงถิงผู้เป็นหลานสาวก็รีบเดินเข้ามาหาทันที ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
กัวอี๋เหนียงเพียงส่ายหน้าให้แก่นาง ดวงตาของลู่ชิงถิงก็หม่นลงทันที นางกัดริมฝีปากแน่น
โอกาสดีถึงเพียงนั้น หลินซื่อกลับไม่วางยาหานเยี่ยนเฉินอย่างนั้นหรือ? ไม่เห็นจะเหมือนนิสัยของอีกฝ่ายเลย
หากหลินซื่อกล้าวางยาจริง และเกิดเรื่องใดขึ้นกับหานเยี่ยนเฉิน ด้วยความรังเกียจที่เขามีต่อนาง คราวนี้เขาต้องหาเหตุผลหย่านางอย่างแน่นอน
เมื่อเข้ามาในห้องและไม่มีคนนอกอยู่แล้ว ลู่ชิงถิงก็ยังไม่ยอมตัดใจ รีบเอ่ยถามต่อ
"หรือว่าหลินซื่อไม่ได้วางยาเขาจริงๆ?"
กัวอี๋เหนียงย่อมรู้ดีว่า "เขา" ที่หลานสาวเอ่ยถึงหมายถึงผู้ใด
"เกรงว่าจะวางยาไปแล้ว เพียงแต่ซื่อจื่อไม่หลงกลก็เท่านั้น"
กัวอี๋เหนียงขมวดคิ้วเล็กน้อย จากที่นางรู้จักหลินซื่อผู้โง่เขลาคนนั้น ขอเพียงมีโอกาสได้เข้าใกล้หานเยี่ยนเฉิน อีกฝ่ายก็ไม่เคยสนใจว่าจะต้องใช้วิธีใด
มิเช่นนั้นตอนงานเลี้ยงวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลิน นางคงไม่ทำเรื่องน่าละอายอย่างการยั่วยวนหานเยี่ยนเฉินต่อหน้าผู้คน
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่ชิงถิงก็ทั้งดีใจและผิดหวังในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ทำให้นางดีใจก็คือ บุรุษที่นางหมายตาเอาไว้ ต่อให้ถูกวางยาปลุกกำหนัด ก็ยังไม่ชายตามองหลินซื่อ
ส่วนสิ่งที่ทำให้นางผิดหวังก็คือ แม้จะเป็นเช่นนั้น หลินซื่อกลับรอดพ้นเคราะห์ครั้งนี้ไปได้ และยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งฮูหยินน้อยอย่างมั่นคง
กัวอี๋เหนียงมองออกว่าหลานสาวกำลังคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยปลอบโยนว่า
"แม้ครั้งนี้แผนการของเราจะไม่สำเร็จ แต่วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล สักวันหนึ่งเราต้องหาทางจับผิดหลินซื่อให้ได้ และทำให้นางกลายเป็นภรรยาที่ถูกหย่า"
ลู่ชิงถิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ชิงถิงจะทำตามที่ท่านอาเห็นสมควรเจ้าค่ะ"
กัวอี๋เหนียงพอใจในความอ่อนโยนและเชื่อฟังของหลานสาวมาก นางยกมือขึ้นลูบเส้นผมของอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู
นางรักและสงสารหลานสาวคนนี้จากใจจริง อายุยังน้อยก็ต้องสูญเสียบิดามารดาไปแล้ว ดังนั้นเมื่อลู่ชิงถิงมาขอพึ่งพิง นางจึงรับตัวอีกฝ่ายเอาไว้โดยไม่ลังเล และเมื่อรู้ว่าหลานสาวมีใจให้หานเยี่ยนเฉิน นางก็ช่วยคิดหาทางให้อย่างเต็มที่
น่าเสียดายที่ลู่ชิงถิงมาช้าเกินไป มิเช่นนั้นแล้ว...จะมีที่ยืนของหลินซื่อได้อย่างไร?
แน่นอนว่าหากไม่ใช่เพราะนางไม่ต้องการให้หลานสาวเดินซ้ำรอยตนเองและต้องตกเป็นอนุภรรยาของผู้อื่น นางคงส่งหลานสาวขึ้นเตียงของหานเยี่ยนเฉินไปนานแล้ว
นอกจากนี้ นางยังมีแผนการของตนเองอยู่ด้วย
บุตรชายของนางปีนี้เพิ่งอายุแปดขวบ ยังไม่มีทางแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดจวนกั๋วกงกับหานเยี่ยนเฉินได้ ดังนั้นนางจึงหันไปฝากความหวังเอาไว้กับหลานสาวแทน
ขอเพียงลู่ชิงถิงได้ขึ้นเป็นฮูหยินน้อย เมื่อถึงวันที่หานเยี่ยนเฉินรับช่วงตำแหน่งกั๋วกงต่อไปในภายหน้า สองแม่ลูกก็จะมีที่พึ่งพิงเช่นกัน
ขณะที่สองน้าหลานกำลังวางแผนหาทางดึงหลินชิงเหยียนลงจากตำแหน่งอยู่นั้น หลินชิงเหยียนกลับพาเหอเซียงออกมาเดินเล่นบนถนนแล้ว
แม้นางจะยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะออกจากจวนกั๋วกง แต่เพิ่งมาถึงโลกแห่งนี้ได้ไม่นาน นางจึงอยากทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเสียก่อน ดังนั้นหลังกลับจากเรือนของเหลียนซื่อ นางจึงพกเงินติดตัว แล้วพาเหอเซียงออกจากจวน
ดินแดนที่นางอาศัยอยู่ในเวลานี้มีชื่อว่าแคว้นซีเหลียง เพียงมองจากความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง ก็พอจะเห็นได้ว่าแคว้นซีเหลียงถือเป็นแคว้นที่เข้มแข็งไม่น้อย
แม้หลินชิงเหยียนจะรักเงินมาก แต่เวลาใช้เงินกลับไม่เคยเสียดายเลยสักนิด เรียกได้ว่าใจกว้างอย่างยิ่ง เมื่อเห็นของอร่อย นอกจากจะซื้อให้ตนเองแล้ว นางยังซื้อให้เหอเซียงด้วย
หลังกจากเดินออกมาได้ไม่นาน ในมือของเหอเซียงก็มีของกินเล่นอยู่เต็มไปหมด ทั้งผลไม้เคลือบน้ำตาล เนื้อแกะย่าง ขนมเกาลัดน้ำตาล ผลไม้เชื่อม และถั่วอบแห้งนานาชนิด
แม้จะกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ ปกติคุณหนูออกจะประหยัดเสียยิ่งกว่าอะไร เหตุใดวันนี้ถึงใช้เงินอย่างใจกว้างเช่นนี้?
เมื่อนึกสงสัย นางก็ถามออกมาตรงๆ "คุณหนู วันนี้มีเรื่องน่ายินดีอะไรหรือเจ้าคะ?"
หลินชิงเหยียนมองถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนอย่างครึกครื้น พลางคำนวณอยู่ในใจว่า หากฉวยโอกาสหนีไปตอนนี้ โอกาสที่จะสำเร็จมีมากน้อยเพียงใด
หรือจะอาศัยจังหวะนี้หลบหนีไปเลยดี?
ไม่ได้หรอก...นางยังไม่รู้จักยุคสมัยนี้ดีพอ หลังจากความกล้าบ้าบิ่นเมื่อคืนพานางไปไม่ถึงฝั่ง และลงเอยด้วยความล้มเหลว ความกังวลในใจก็เพิ่มขึ้นมากมาย
อย่างแรก หากสตรีตัวคนเดียวต้องออกเดินทางตามลำพัง ย่อมไม่ปลอดภัยอย่างแน่นอน ในยุคสมัยนี้มีโจรผู้ร้ายอยู่ทุกหนแห่ง บางทีนางอาจเพิ่งออกจากเมืองได้ไม่ไกล ก็ถูกคนจับตัวไปแล้ว
ดังนั้นหากคิดจะหลบหนีจริงๆ นางจำเป็นต้องมีแผนการที่รัดกุมกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาคอยคุ้มกันระหว่างทาง
ขณะนั้นเอง เมื่อได้ยินคำถามของเหอเซียง หลินชิงเหยียนก็ชะงักไป
"วันดีอะไรกัน?"
"ไม่ใช่หรือเจ้าคะ? วันนี้คุณหนูใช้จ่ายไปไม่น้อยเลย" เหอเซียงตอบพลางเคี้ยวถั่วปากอ้าคั่วอย่างเอร็ดอร่อย
หลินชิงเหยียนเพิ่งนึกขึ้นได้ จริงด้วย นางร้ายเติบโตมาในชนบท จึงเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างประหยัด แม้หลังจากเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงแล้วจะมีเงินให้ใช้มากขึ้น แต่ยกเว้นเรื่องซื้อเสื้อผ้าให้ตนเอง นางก็แทบไม่ยอมใช้เงินไปกับสิ่งอื่นเลย แม้แต่การให้รางวัลแก่บ่าวรับใช้ก็ไม่เคยมี
ทุกครั้งที่เหอเซียงออกมาเดินเที่ยวกับนางร้าย อีกฝ่ายไม่เคยควักเงินซื้อของกินเล่นเลยสักครั้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการซื้อของให้สาวใช้กิน จึงไม่แปลกที่เหอเซียงจะคิดว่าวันนี้เป็นวันพิเศษอะไร
หลินชิงเหยียนจึงรีบแก้ตัว "ไม่ใช่วันดีอะไรหรอก แค่คุณหนูของเจ้าวันนี้อารมณ์ดีเท่านั้นเอง"
อารมณ์ดีจึงใช้เงินมากหน่อย ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่แล้ว เหอเซียงจึงไม่ได้ซักไซ้เรื่องนี้ต่อ
หลังจากเดินเที่ยวอยู่ทั้งวัน หลินชิงเหยียนก็ได้เห็นและเรียนรู้อะไรหลายอย่าง จนในใจเริ่มก่อร่างเป็นแผนการบางอย่างขึ้นมา
ในเมื่อยังออกจากเมืองหลวงไม่ได้ในตอนนี้ เช่นนั้นนางอาจอาศัยความคึกคักของเมืองหลวงหาโอกาสทำการค้าดูก็ได้
แม้เจ้าของร่างเดิมจะทิ้งเงินเอาไว้หลายพันตำลึง แต่หากเอาแต่นั่งกินนอนกิน สักวันหนึ่งก็ต้องร่อยหรอลงจนหมด ยิ่งหากภายหน้านางต้องออกจากที่นี่จริงๆ การมีเงินติดตัวมากขึ้นย่อมทำให้อุ่นใจได้มากกว่า
อีกอย่าง หากคิดจะหลบหนีจากที่นี่ นอกจากต้องมีคนที่ไว้ใจได้คอยคุ้มกันแล้ว ยังต้องมีเงินมากพอสำหรับรองรับเรื่องไม่คาดฝันระหว่างทางด้วย
หลังจากเดินสำรวจตลาดอยู่ทั้งวัน หลินชิงเหยียนจึงเห็นว่าการขายอาหารหรือของกินเล่นน่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะเงินในมือของนางมีอยู่เพียงไม่กี่พันตำลึง เป็นไปไม่ได้ที่จะนำออกมาลงทุนจนหมดสิ้น
อย่างไรเสียก็ต้องเก็บเงินเอาไว้ส่วนหนึ่งเผื่อเหตุฉุกเฉิน ขณะที่การค้าของกินใช้เงินลงทุนไม่มากนัก ต่อให้ขาดทุนขึ้นมา ก็ไม่ได้เสียหายหนักจนเกินไป
แต่หลินชิงเหยียนมั่นใจว่านางจะทำได้ดี เพราะไม่ว่ายุคสมัยใด การค้าขายอาหารล้วนเป็นกิจการที่ทำได้ง่ายที่สุดเสมอ ยิ่งอาหารว่างและของกินเล่นจากโลกอนาคตมีอยู่มากมายหลากหลาย เพียงหยิบออกมาสักอย่างก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนในยุคนี้ตื่นตาตื่นใจแล้ว
แน่นอนว่าสิ่งที่นางอยากเปิดมากที่สุดก็คือร้านอาหารว่าง แต่ด้วยเงินที่มีอยู่ในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ อีกทั้งนางก็ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องพำนักอยู่ในเมืองหลวงไปอีกนานเพียงใด ดังนั้นเรื่องเปิดร้านอาหารว่างคงต้องรอให้มีเงื่อนไขพร้อมกว่านี้เสียก่อน
