บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 ความฝันกลายเป็นจริง

แสงแดดอ่อนจางทาบทับลงบนบานหน้าต่างกระดาษที่ขาดวิ่น ลมหนาวพัดลอดเข้ามาจนร่างเล็กของสาวใช้สั่นสะท้าน ชิงชิงงัวเงียตื่นขึ้นมา ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพเรือนท้ายจวนอย่างชัดเจนในเวลากลางวัน

หยากไย่เกาะตามมุมเพดาน ฝุ่นหนาเตอะจับตัวบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ผุพัง ชิงชิงมองภาพตรงหน้าอย่างรันทดใจ น้ำตาร่วงเผาะลงมาอาบแก้มอีกครา

"คุณหนู..." สาวใช้ตัวน้อยสะอื้น เรียกผู้เป็นนายที่พึ่งจะลุกขึ้นนั่งบนเตียงไม้แข็งกระด้าง "เรือนนี้ช่างทรุดโทรมเหลือเกิน สภาพเช่นนี้คนจะอาศัยอยู่ได้อย่างไร ทนอยู่ไปร่างกายต้องเจ็บป่วยแน่เจ้าค่ะ"

หลินเจาเยว่กวาดสายตามองรอบห้องอย่างสงบนิ่ง นัยน์ตาหงส์ไม่มีแววตัดพ้อต่อโชคชะตาเลยสักนิด

ทนายความสาวประเมินสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว โครงสร้างเรือนยังแข็งแรง เพียงแค่ขาดการดูแลทำความสะอาด หากปัดกวาดเสียหน่อยก็พอจะซุกหัวนอนได้อย่างปลอดภัย

นางลุกจากเตียง เดินเข้าไปหาชิงชิงพลางยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาบนพวงแก้มของสาวใช้อย่างเบามือ นางระบายยิ้มจาง ส่งสายตาแน่วแน่เป็นเชิงบอกว่าเรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหา

'แค่เปลี่ยนที่นอนใหม่ จะร้องไห้ให้ตาบวมไปทำไมกัน ในเมื่อรอดชีวิตมาได้ ก็ต้องอยู่ให้ดีที่สุด' หลินเจาเยว่คิดในใจอย่างเจ้าเล่ห์

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นอย่างหยาบคาย ชิงชิงสะดุ้งสุดตัว รีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาก่อนจะวิ่งไปเปิดประตู

สตรีในชุดสาวใช้สีเขียวเข้มสองคนยืนกอดอกอยู่หน้าประตู ใบหน้าของพวกนางเชิดขึ้นอย่างเย่อหยิ่งจองหอง หนึ่งในนั้นถือปิ่นโตเก่าคร่ำคร่าเอาไว้ในมือ

"นี่คืออาหารเช้าสำหรับพระชายา" สาวใช้ร่างอวบกล่าวเสียงห้วนไร้ความเคารพ ก่อนจะกระแทกปิ่นโตลงบนโต๊ะไม้ผุพังกลางห้องเสียงดังลั่น

ปัง!

ฝาปิ่นโตเผยอออก ส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยคละคลุ้งไปทั่วห้อง ชิงชิงชะโงกหน้าเข้าไปดูแล้วต้องเบิกตากว้าง ข้าวสวยในชามแฉะจนเหมือนโจ๊ก ส่วนแกงจืดก็มีฟองฟอดและส่งกลิ่นบูดเน่าอย่างรุนแรง

"นี่มันอะไรกัน! อาหารเน่าเสียเช่นนี้พวกเจ้ากล้าเอามาให้พระชายาเสวยได้อย่างไร!" ชิงชิงตวาดเสียงสั่นอย่างโมโห "พวกเจ้าจงใจกลั่นแกล้งคุณหนูของข้า!"

สาวใช้ร่างอวบแค่นเสียงขึ้นจมูก ยกมุมปากเยาะเย้ย "อาหารเน่าเสียอะไรกัน ข้าก็เห็นว่ามันยังกินได้ คุณหนูของเจ้าถูกท่านอ๋องสั่งให้มาอยู่เรือนท้ายจวนตั้งแต่คืนเข้าหอ เป็นเพียงสตรีไร้ค่าที่ถูกทอดทิ้ง มีข้าวกินประทังชีวิตก็บุญเท่าไหร่แล้ว หรือจะให้ข้าไปทูลท่านอ๋องว่าพระชายาเรื่องมาก กินอาหารธรรมดาไม่ได้"

"แต่ถึงอย่างไรคุณหนูของข้าก็เป็นถึงพระชายาเอก พวกเจ้าเป็นแค่บ่าว กล้าดีอย่างไรมาทำกำเริบเช่นนี้ กฎของจวนอ๋องมีไว้ให้บ่าวไพร่ข่มเหงเจ้านายหรืออย่างไร ข้าจะไปฟ้องพ่อบ้านใหญ่ ให้ลงโทษพวกเจ้าบ่าวชั่ว" ชิงชิงเถียงสู้ยิบตา ร่างเล็กสั่นสะท้านเพราะความโกรธ

สาวใช้ทั้งสองหัวเราะร่วนราวกับได้ยินเรื่องตลก "ไปฟ้องเลยสิ พ่อบ้านใหญ่ก็คนของอนุฉู่ทั้งนั้น ใครจะมาเข้าข้างสตรีที่ถูกขังตั้งแต่วันแรกที่แต่งเข้ามากันเล่า เจียมตัวเสียบ้างนังบ่าวโง่ หากเจ้ายังปากดีอีก ข้าจะให้คนมารื้อฟืนในห้องนี้ออกไปให้หมด ดูสิว่าหน้าหนาวนี้พวกเจ้าจะทนหนาวตายหรือหิวตายก่อนกัน"

หลินเจาเยว่มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างใจเย็น ทุกอย่างเกิดขึ้นตรงตามที่นางเห็นในฝันพยากรณ์เมื่อคืนไม่มีผิดเพี้ยน

นางก้าวเดินช้าๆ เข้าไปขวางหน้าชิงชิงเอาไว้ ร่างบอบบางยืดตัวตรงแผ่กลิ่นอายกดดันอย่างน่าเกรงขาม

นัยน์ตากระจ่างใสจ้องมองบ่าวทั้งสองอย่างเย็นเยียบ สายตาของนางคล้ายกับใบมีดน้ำแข็งที่กรีดลงบนผิวหนัง ทิ่มแทงจนคนมองรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ไม่มีใครคาดคิดว่าสตรีใบ้ผู้มีท่าทางอ่อนแอจะมีดวงตาพิฆาตถึงเพียงนี้

สาวใช้ทั้งสองชะงักงัน รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาตามไขสันหลัง ความเย่อหยิ่งเมื่อครู่หดหายไปกว่าครึ่ง พวกนางลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

"ฝาก... ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าหมดหน้าที่แล้ว ขอตัว" สาวใช้ร่างอวบละล่ำละลักกล่าว ก่อนจะรีบดึงแขนสหายเดินจ้ำอ้าวออกจากเรือนท้ายจวนไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีผี

เมื่อคนนอกรอดพ้นสายตา ชิงชิงก็หันมากระทืบเท้าอย่างเจ็บใจ "คุณหนูดูพวกนางสิเจ้าคะ ช่างกำเริบนัก อาหารบูดเน่าเช่นนี้สุนัขยังไม่ยอมกินเลย บ่าวจะเอามันไปเททิ้ง แล้วจะลองไปขอร้องแม่ครัวที่โรงครัวใหญ่ เผื่อพวกนางจะเห็นใจแบ่งปันข้าวต้มร้อนๆ มาให้เราบ้าง"

เด็กสาวทำท่าจะยกปิ่นโตนั้นไปเททิ้ง ทว่าหลินเจาเยว่กลับคว้าข้อมือเล็กนั้นเอาไว้แน่น นางส่ายหน้าช้าๆ เป็นคำสั่งห้าม

ชิงชิงขมวดคิ้วสับสน "คุณหนูห้ามบ่าวทำไมเจ้าคะ หรือท่านจะทนเสวยของพวกนี้ ไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านจะปวดท้องเอาได้"

หลินเจาเยว่ปล่อยมือสาวใช้ นางเดินไปหยิบกิ่งไม้แห้งที่ตกอยู่บนพื้น นำมาปัดฝุ่นออกเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงเขียนตัวอักษรบนพื้นดินที่มีฝุ่นหนาเตอะ

"ห้ามทิ้ง เก็บมันเอาไว้ นี่คือหลักฐานชั้นดี"

ชิงชิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นลายมือตวัดสวยงามบนพื้น "หลักฐาน... หลักฐานอะไรหรือเจ้าคะ"

ทนายความสาวยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาพราวระยับอย่างมีแผนการ

'หมิ่นประมาทและตั้งใจกลั่นแกล้งเจ้านายอย่างไรเล่า หากทำลายหลักฐานทิ้งไป แล้วเราจะเอาอะไรไปฟ้องร้องเอาผิดพวกมันได้' นางคิดในใจอย่างเป็นต่อ

การต่อสู้ในชั้นศาลหรือแม้แต่ในจวนแห่งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การร้องห่มร้องไห้เรียกร้องความสงสาร แต่คือพยานและหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุดต่างหาก อาหารบูดเน่าเหล่านี้คือเครื่องยืนยันชั้นยอดว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังคอยชักใยสั่งการแน่นอน

นางเขียนข้อความลงบนพื้นอีกครั้ง

"เจ้าจงออกไปสืบเรื่องกฎระเบียบภายในจวนอ๋องแห่งนี้มาให้ละเอียดที่สุด ใครมีหน้าที่ดูแลโรงครัว ใครดูแลเรื่องเบี้ยหวัด และกฎการลงโทษบ่าวที่ลบหลู่เจ้านายมีข้อกำหนดไว้อย่างไรบ้าง"

สาวใช้อ่านข้อความบนพื้นแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความตื่นเต้นและเลื่อมใสในตัวคุณหนูของตน นางรีบพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว

"บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะไปสืบมาให้ละเอียดที่สุด จะไม่ให้ตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียวเลยเจ้าค่ะ" ชิงชิงรับปากเสียงหนักแน่น ก่อนจะรีบวิ่งออกไปทำตามคำสั่งทันที

เมื่อชิงชิงจากไปแล้ว เรือนท้ายจวนก็ตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง หลินเจาเยว่ขยับแขนเสื้อที่ยาวกรอมพื้นขึ้นมาผูกมัดให้กระฉับกระเฉง นางเริ่มลงมือปัดกวาดฝุ่นผงบนโต๊ะและเก้าอี้ด้วยตัวเองอย่างไม่นึกรังเกียจ

ในยุคปัจจุบัน นางคือทนายความมือทองที่ต้องต่อสู้กับคดีความสุดหินมานับไม่ถ้วน การรับมือกับลูกไม้ตื้นๆ ของพวกสตรีในจวนหลังจึงไม่ต่างอะไรกับการเล่นขายของ

อาหารบูดเน่าเช้านี้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร เฉินอ๋องแม้วาจาจะร้ายกาจและเย็นชา แต่เขาก็คือแม่ทัพผู้หยิ่งทะนง บุรุษระดับนั้นย่อมไม่ลดตัวลงมาใช้วิธีสกปรกกลั่นแกล้งสตรีในเรื่องอาหารการกินเป็นแน่

ผู้ที่ได้ผลประโยชน์และมีความจงเกลียดจงชังนางมากที่สุดในจวนแห่งนี้ ย่อมหนีไม่พ้นอนุฉู่ สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นคนโปรดของเฉินอ๋อง การที่พระชายาเอกอย่างนางแต่งเข้ามา ย่อมสร้างความสั่นคลอนให้กับอำนาจในเรือนหลังของผู้อื่น

หลินเจาเยว่จัดระเบียบเก้าอี้ไม้จนเข้าที่ นางนั่งลงพักเหนื่อย สายตาจับจ้องไปยังปิ่นโตอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ

'อยากเล่นสงครามประสาทกับข้าอย่างนั้นหรือ ย่อมได้ ข้าจะสงเคราะห์ให้รู้สำนึก ว่าการกระตุกหนวดเสือมันจะมีจุดจบอย่างไร'

ความอ่อนเพลียจากการใช้ความคิดประกอบกับร่างกายที่พึ่งจะฟื้นฟู ทำให้เปลือกตาของนางเริ่มหนักอึ้ง พลังลึกลับในสายเลือดเริ่มทำงานอีกครั้ง

หลินเจาเยว่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะไม้และจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

ในความฝันนั้น โลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวดำ นางเห็นภาพอนุฉู่สวมชุดผ้าไหมสีฉูดฉาด กำลังนั่งจิบชาอยู่บนตั่งนุ่มในเรือนหรูหรา ใบหน้าของอนุภรรยาผู้นั้นประดับด้วยรอยยิ้มร้าย พลางเอ่ยปากสั่งการสาวใช้คนสนิท

"ไปดูสิว่านังใบ้นั่นหิวตายหรือยัง หากมันทนไม่ไหวจนต้องคุกเข่าอ้อนวอน ข้าจะยอมเดินไปดูสภาพน่าเวทนาของมันด้วยตาตัวเองสักหน่อย"

ภาพตัดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คราวนี้นางเห็นอนุฉู่พร้อมด้วยขบวนสาวใช้เดินนวยนาดเข้ามาในเรือนท้ายจวน หญิงผู้นั้นชี้หน้าด่าทอนางด้วยถ้อยคำหยาบคาย หวังจะยั่วโมโหให้นางสติแตก

นางสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อแสงแดดเริ่มร้อนแรงขึ้น นางปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมออก นัยน์ตาสงบนิ่งพราวระยับขึ้นมาอย่างมีแผนการ

ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นช่างดูเยียบเย็นและแฝงไปด้วยอันตรายบางอย่าง หากชิงชิงอยู่ตรงนี้คงต้องขนลุกเป็นแน่

'นางจิ้งจอกกำลังจะมาหาถึงที่ ไม่ต้องออกแรงเดินไปหาหลักฐานให้เหนื่อยเลยสักนิด'

หลินเจาเยว่ขยับตัวนั่งหลังตรง จัดระเบียบเสื้อผ้าและเส้นผมให้ดูเรียบร้อยสง่างามที่สุด แม้จะอยู่ในเรือนซอมซ่อ แต่ท่าทางของนางกลับดูสูงส่งราวกับนั่งอยู่บนบัลลังก์

ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ก็ดังกระหึ่มขึ้นจากบริเวณลานหน้าเรือนท้ายจวน ตามมาด้วยเสียงแหลมเล็กที่ดังแทรกอากาศเข้ามาอย่างเย่อหยิ่ง

"พระชายาเอก! เปิดประตูเดี่ยวนี้! อนุภรรยาอย่างข้ามาทำความเคารพแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ออกมาต้อนรับอีก!"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel