ตอนที่ 1 คืนเข้าหอ
กลิ่นกำยานมงคลลอยอวลปะปนกับควันเทียนสีแดงสด แสงไฟสลัวส่องกระทบม่านมุกที่ห้อยระย้าอยู่หน้าเตียงกว้าง
ร่างบอบบางในชุดเจ้าสาวปักลายหงส์ขยับตัวเชื่องช้า อาการปวดแปลบแล่นปราดขึ้นมาตามขมับ หลินจือเฟยค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่กรอบสายตาคือเพดานไม้สลักลายโบราณซึ่งไม่คุ้นเคย
ความทรงจำแปลกประหลาดมากมายของเจ้าของร่างไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตก
ทนายความสาวมือหนึ่งตระหนักได้ในเสี้ยววินาทีว่าตนเองพึ่งจะทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของหลินเจาเยว่ คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลิน ผู้ถูกคนทั้งเมืองหลวงตราหน้าว่าเป็นสตรีใบ้และไร้ค่า
"คุณหนู คุณหนูของบ่าว ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ"
เสียงสะอื้นไห้ดังมาจากข้างเตียง ชิงชิง สาวใช้ประจำตัวคุกเข่าอยู่บนพื้น ใบหน้าจิ้มลิ้มเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาอย่างน่าสงสาร นางรีบขยับเข้ามาใกล้พลางกุมมือผู้เป็นนายเอาไว้แน่น
"บ่าวตกใจแทบแย่ ตอนที่ท่านหมดสติไปบนเกี้ยวเจ้าสาว ตระกูลหลินช่างใจดำนัก บังคับให้ท่านแต่งเข้ามาในหลุมพรางเช่นนี้ได้อย่างไร เฉินอ๋องขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิต หากเขารู้ว่านายท่านหลินจงใจส่งท่านมาเป็นหมากทางการเมือง เขาต้องสังหารพวกเราทิ้งเป็นแน่เจ้าค่ะ"
หลินจือเฟยมองสบตาสาวใช้คนสนิทของเจ้าของร่างเดิมอย่างนิ่งสงบ นางไม่ได้ตื่นตระหนก ไม่ได้กรีดร้องโวยวายตามสัญชาตญาณของร่างเดิม นางเพียงยกมือขึ้นลูบเรือนผมของชิงชิงอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม
'ร้องไห้ตีโพยตีพายไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อทะลุมิติมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือหาทางเอาชีวิตรอดต่างหาก' ทนายความสาวคิดวิเคราะห์ในใจอย่างจำนน
ปัง!
บานประตูไม้ถูกเตะเปิดออกอย่างรุนแรงจนกระแทกผนังเสียงดังสนั่น ชิงชิงสะดุ้งสุดตัว นางรีบถลาเข้ามาขวางหน้าผู้เป็นนายเอาไว้ทันที แม้ร่างเล็กนั้นจะสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ก็ตาม
บุรุษร่างสูงใหญ่ก้าวอาดๆ เข้ามาภายในห้องหอ เย่อู๋ซวน หรือเฉินอ๋อง อยู่ในชุดคลุมสีดำสนิทซึ่งตัดกับบรรยากาศมงคลอย่างสิ้นเชิง
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับเทพบุตร ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาคมกริบดุดันจ้องมองมายังสตรีบนเตียงอย่างเกลียดชังและหวาดระแวง
ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง ทันทีที่ก้าวมาหยุดยืนอยู่กลางห้อง แม่ทัพเงาอสูรก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง
เคร้ง!
กระบี่เหล็กกล้าถูกโยนลงมากระแทกพื้นตรงหน้าหลินเจาเยว่ ปลายปลอกกระบี่สีเงินสะท้อนแสงไฟวาววับ ชิงชิงหลุดเสียงอุทานออกมาเบาๆ แล้วรีบก้มหน้าหมอบราบไปกับพื้น
"หากเจ้ากล้าก้าวออกจากจวนแม้แต่ก้าวเดียว! ข้าจะบั่นคอเจ้าเสีย!" เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าว วาจาแรกในคืนวสันต์ช่างเหี้ยมเกรียมและไร้เยื่อใย
เฉินอ๋องหรี่ตาลง ประเมินสตรีตรงหน้าอย่างจับผิด "จงจำเอาไว้ หากข้าสืบรู้ว่าเจ้าเป็นสายลับที่ตาเฒ่าหลินส่งมา ข้าจะสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้น คืนนี้ไสหัวไปอยู่ที่เรือนท้ายจวนนู่นซะ"
"ท่านอ๋อง โปรดเมตตาคุณหนูด้วยเถิดเจ้าค่ะ" ชิงชิงรวบรวมความกล้าโขกศีรษะลงกับพื้น อ้อนวอนเสียงสั่น "คุณหนูพึ่งจะฟื้นคืนสติ ร่างกายยังอ่อนแอนัก หากต้องย้ายไปเรือนท้ายจวนกลางดึกเช่นนี้ เกรงว่าจะรับสภาพอากาศหนาวเย็นไม่ไหว"
"หุบปาก! สาวใช้อย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์มาร้องขอความเห็นใจจากข้า!" ท่านอ๋องตวาดแทรกขึ้นมาทันควัน แววตาวาวโรจน์อย่างน่าเกรงขาม
บรรยากาศภายในห้องหอตกสู่ความเงียบงัน เย่อู๋ซวนรอคอยให้คุณหนูใหญ่ตระกูลหลินผู้บอบบางปล่อยโฮออกมา หรือไม่ก็คุกเข่าร้องขอชีวิตดั่งเช่นที่สตรีขี้ขลาดควรจะเป็น
เขาเกลียดชังการถูกบีบบังคับให้แต่งงาน และยิ่งเกลียดตระกูลหลินที่ส่งคนใบ้มาหยามเกียรติ
ทว่าทุกสิ่งกลับผิดคาด หลินเจาเยว่ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย แววตากระจ่างใสของนางไม่มีร่องรอยความหวาดหวั่นเลยสักนิด
นางค่อยๆ ดันไหล่ชิงชิงออกไปด้านข้าง ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าสง่างามและมั่นคงจนผู้มองต้องขมวดคิ้ว
ร่างบางก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปยังจุดที่อาวุธสังหารตกอยู่ นางคุกเข่าลงเก็บกระบี่เล่มนั้นขึ้นมา ใช้แขนเสื้อเช็ดฝุ่นผงที่เกาะติดอยู่ออกอย่างทะนุถนอม จากนั้นจึงเดินนำมันไปวางไว้บนโต๊ะไม้ทรงกลมอย่างเรียบร้อย
เมื่อจัดการอาวุธเสร็จสิ้น พระชายาใบ้ก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ รินชาอุ่นๆ ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบ แล้วยกขึ้นจิบดื่มอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังดื่มด่ำรสชาติชาชั้นดี โดยไม่สนใจบุรุษผู้ทรงอำนาจที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่กลางห้องเลยสักนิด
เฉินอ๋องชะงักค้างไปชั่วขณะ แม่ทัพผู้เกรียงไกรอย่างเขาขู่กรรโชกผู้ใดก็ล้วนแต่ต้องหมอบคลาน ทว่าสตรีตรงหน้ากลับเมินเฉยใส่เขาราวกับเป็นเพียงธาตุอากาศ
ความคาดหวังที่จะได้เห็นสายตาหวาดกลัวถูกทำลายลงอย่างน่าขัน เฉินอ๋องรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรงที่ไม่อาจข่มขวัญสตรีไร้ค่าผู้นี้ได้
"ดี! ดีมาก! อวดดีให้ได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน" เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามสะกดกลั้นโทสะที่พุ่งพล่าน "ข้าจะคอยดูว่าความหยิ่งยโสของเจ้าจะช่วยให้เจ้ามีชีวิตรอดในเรือนท้ายจวนได้สักกี่วัน"
กล่าวจบ ร่างสูงใหญ่ก็หมุนตัวสะบัดก้นเดินตึงตังออกจากห้องหอไป ทิ้งให้บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เมื่อแผ่นหลังกว้างลับสายตา ชิงชิงก็รีบพุ่งเข้ามาจับมือผู้เป็นนาย "คุณหนู ท่านช่างใจกล้าเหลือเกิน บ่าวคิดว่าเมื่อครู่นี้เราจะถูกบั่นคอเสียแล้วเจ้าค่ะ"
หลินเจาเยว่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ มุมปากยกยิ้มบางๆ อย่างหาดูได้ยาก นางแตะหลังมือสาวใช้เบาๆ เป็นสัญญาณบอกให้สงบสติอารมณ์ ความนิ่งของนางทำให้ชิงชิงเริ่มคลายความกังวลลงได้อย่างโล่งใจ
"เรารีบเก็บของกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู" ชิงชิงปาดน้ำตาพลางลุกขึ้นเดินไปเปิดหีบสัมภาระ
"ชุดเจ้าสาวนี่ล้ำค่ามาก เราควรพับเก็บไว้อย่างดี บ่าวพึ่งจะได้ยินพวกนางกำนัลนินทากันว่าเรือนท้ายจวนนั้นหลังคารั่วและไม่มีเตาผิงด้วย หากเราไปอยู่ที่นั่น คงต้องลำบากแย่"
หลินเจาเยว่ปรายตามองหีบเสื้อผ้าและเครื่องประดับน้อยชิ้นที่ติดตัวมา นางถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นไปช่วยสาวใช้พับผ้าอย่างเงียบๆ
'ไม่เป็นไร มีสมองและสองมือ ต่อให้เป็นศาลเจ้าร้าง ข้าก็จะทำให้มันกลายเป็นตำหนักทองให้ดู'
ค่ำคืนนั้น สองนายบ่าวจำต้องหอบหิ้วข้าวของที่จำเป็นย้ายมายังเรือนท้ายจวนตามคำสั่งเด็ดขาดของท่านอ๋อง
สภาพเรือนไม้เก่าทรุดโทรมและเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ชิงชิงต้องออกแรงปัดกวาดเช็ดถูอยู่นานกว่าจะพอให้เอนกายลงนอนได้
หลังจากผ่านความตึงเครียดและการปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่ หลินเจาเยว่รู้สึกอ่อนเพลียอย่างหนักจนล้มตัวลงหลับไปในที่สุด
ทว่าในห้วงนิทราอันมืดมิด จิตวิญญาณของนางกลับไม่ได้พักผ่อน มันคือจุดเริ่มต้นของการฝันพยากรณ์ครั้งแรก
ภาพเหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้ฉายชัดเจนอยู่ในหัวราวกับว่าเป็นเรื่องจริง นางเห็นภาพรุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้ จะมีกลุ่มสาวใช้ท่าทางวางอำนาจเดินกรีดกรายเข้ามาพังข้าวของในเรือนหลังนี้ ซ้ำยังนำปิ่นโตเก่าๆ ที่บรรจุข้าวและแกงบูดที่ส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวมาโยนทิ้งไว้ให้พวกนางกินประทังชีวิตอีก
หลินเจาเยว่ขยับตัวในความฝัน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มเยียบเย็นจะผุดขึ้นบนใบหน้างดงาม
'คิดจะใช้วิธีสกปรกมากลั่นแกล้งทนายความอย่างฉันงั้นหรือ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน'
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะขึ้นอย่างหยาบคายในตอนรุ่งสาง พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ยืนทาบทับอยู่หน้าบานประตูเรือน...
