บทที่ 4
ตั้งแต่เด็กจนโต นางได้แต่พึ่งตนเอง ต้องปากกัดตีนถีบเอาตัวรอด และต้องอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อแย่งชิงทุนการศึกษามาตลอดชีวิต
ดังนั้นคำว่าองค์หญิงผู้สูงศักดิ์จึงห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริงของนางอย่างสิ้นเชิง
เซียวเยี่ยนยังมองนางด้วยสายตาไม่คลายความสงสัย ทั้งยังออกแรงผลักนางออกจนเขาลุกขึ้นนั่งได้อีกครั้ง
“ถอยไป!”
หลี่ซูเยว่เอ่ยเสียงอ่อนเมื่อเห็นเลือดเขาเปื้อนหน้าอกตนเอง
“ท่านอ๋อง ท่านเลือดออกอีกแล้ว”
กล่าวจบก็เปิดหีบยาที่วางอยู่ข้าง ๆ แล้วคว้าขวดยาสีขาวออกมา
“ให้ข้าช่วยท่าน”
สีหน้าของเซียวเยี่ยนเคร่งขรึม “พวกเขาใกล้เข้ามาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เร่งมือ!”
นางคิดว่าเขาหูแว่วไปเอง แต่ท่าทางจริงจังนั้นทำให้หลี่ซูเยว่ต้องรีบเร่ง
“ไม่อาจดึงธนูออกตอนนี้ได้ แต่ต้องห้ามเลือดเอาไว้ก่อน ท่านจะเกิดอาการแสบร้อน ต้องอดทนหน่อยนะเจ้าคะ”
“พูดมาก จะทำสิ่งใดก็รีบทำ!”
หลี่ซูเยว่คล่องแคล่วนัก นางจัดแจงดึงของในหีบยาของตนเองออกมา จากนั้นก็ราดเหล้าแรงเพื่อล้างแผล
เซียวเยี่ยนสะท้านไปทั้งร่าง ร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าบิดเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปน ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงเสียจนโลกทั้งใบของเขากลายเป็นสีขาวโพลน แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ยอมปริปากร้องออกมาแม้แต่คำเดียว
หลี่ซูเยว่รู้ว่าเขาเจ็บ แต่นางไม่รอช้ายังเทยาลงไปบนแผลนั้นต่อ ยานี่ทำให้เจ็บแสบแต่ก็น้อยกว่าเหล้าที่เพิ่งราดลงไป เซียวเยี่ยนหอบหายใจแรง ลมหายใจรวยรินมองใบหน้านางด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย และจากนั้นเขาก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดค่อย ๆ บรรเทาลง
หลี่ซูเยว่เอ่ยว่า
“ท่านอ๋อง เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าไปในบาดแผลจนเกิดอักเสบเพิ่ม ท่านต้องพันแผลเอาไว้ก่อนเจ้าค่ะ”
“รีบลงมือ ไยพูดมากเช่นนี้”
หลี่ซูเยว่เคยชินกับการอธิบายอาการป่วยให้คนไข้ฟังโดยละเอียดก่อนจะลงมือทำสิ่งใด ตอนนี้ผู้ชายคนนี้กลับไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่
เมื่อเห็นสีหน้าอันเคร่งเครียดของเขา นางก็รวดเร็วดุจสายฟ้า พริบตาเดียวนางก็พันแผลอย่างเรียบร้อย
ท่าทางคล่องแคล่วของนางและท่าทางที่แตกต่างจากหลี่ซูเยว่คนเดิมราวกับเป็นคนละคน ทำให้เซียวเยี่ยนยิ่งประหลาดใจ
เพียงแต่ไม่มีเวลาคิด ในตอนนั้นเซียวเยี่ยนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากอยู่ใกล้ ๆ นี้แล้ว
“พวกมันมาถึงหน้าวัดแล้ว”
คราวนี้หญิงสาวจึงได้ยินเสียงดังลอยมาตามลม เป็นเสียงตะโกนสั่งค้นวัดและเสียงโวยวายของเหล่านางชีที่กำลังแตกตื่นเพราะวัดถูกล้อม
หลี่ซูเยว่ตกใจแทบสิ้นสติ
“เป็นใครกัน หลี่ซูเจิ้งพี่ชายข้าหรือเจ้าคะ” นางหมายถึงพระเอกในนิยายผู้มีฐานะเป็นพี่ชายของร่างนี้
“ย่อมไม่ใช่ ที่นี่เป็นเขตแดนของแคว้นเป่ย หลี่ซูเจิ้งย่อมข้ามาไม่ได้ ทว่าคนที่มาคือคนที่พร้อมจะฆ่าทั้งเจ้าและข้าไปพร้อม ๆ กัน”
หลี่ซูเยว่ขนลุกซู่ นางเคยผ่านการหนีเอาชีวิตรอดร่วมกับเซียวเยี่ยนมาแล้ว และไม่อยากตกอยู่ในฝันร้ายนั้นอีก
“รีบไป ไม่มีเวลาแล้ว”
เซียวเยี่ยนจับแขนของนาง ทำท่าจะลากหนีไปด้วยกัน แต่อาการบาดเจ็บขนาดนี้ ทั้งยังมีนางเป็นตัวถ่วง ย่อมหนีไปได้ไม่ไกลแน่
หลี่ซูเยว่กลัวตายจนตัวสั่น แต่นางมีแผนสำรองเผื่อฉุกเฉิน จึงบอกเขา “ท่านอ๋อง ข้ามีที่ซ่อนเจ้าค่ะ”
เซียวเยี่ยนมองนาง หญิงสาวถลาไปที่หัวเตียง กดกลไกเผยให้เห็นหลุมหลบภัยที่ทำให้เซียวเยี่ยนถึงกับตกตะลึง นางเอ่ยว่า
“ข้าบังเอิญพบเข้าเจ้าค่ะ คงเป็นเจ้าของห้องเดิมทำเอาไว้”
วัดนางชีแห่งนี้เป็นวัดที่เซียวเยี่ยนอุปถัมภ์เอาไว้อย่างลับ ๆ และเขามักจะส่งคนมาหลบซ่อนตัวหลังจากทำงานสังหารให้เขา
ที่หลบภัยนี้คงมีคนของเขาทำเอาไว้และหลี่ซูเยว่มาพบเข้าพอดี
หญิงสาวเร่งเขา “เร็วเจ้าค่ะท่านอ๋อง”
นางพยุงร่างหนักอึ้งของเขาลงไป ทว่าขณะที่เขากำลังจะดึงนางลงตามไป นางกลับชะงักเมื่อเห็นรอยเลือดบนพื้น
“ท่านอ๋อง ท่านลงไปก่อนเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะไปไหน” เขาดึงข้อเท้านางไว้ สีหน้าหวาดระแวง
“ท่านอ๋อง ข้าไม่ทิ้งท่านหรอก ข้าเองก็กลัวตาย เชื่อใจข้านะเจ้าคะ”
คำว่า กลัวตาย ของนางทำให้เขายอมปล่อยมือ หลี่ซูเยว่ปีนออกมา รีบใช้ผ้าชุบน้ำชาเช็ดรอยเลือดบนพื้นและพนักเตียง เก็บกวาดหลักฐานจนเกลี้ยงและโรยผงกำยานทับเพื่อดับกลิ่นคาวเลือด
นางไม่ลืมดับตะเกียงแล้วคว้าหีบยาอันล้ำค่ามากอดแนบอก ก่อนมุดลงหลุมข้างกายเขาแล้วกดกลไกปิดหลุมหลบภัยเอาจนลับสายตา
“เจ้าออกไปทำอะไร”
“ทำลายหลักฐานเจ้าค่ะ รอยเลือดของท่านไม่ต้องห่วงแล้ว”
เซียวเยี่ยนนิ่งอึ้งไป ไม่คิดว่านางจะรอบคอบเพียงนี้
ไม่นานทหารก็เข้ามาค้นในเรือน ทั้งสองที่แนบชิดกันอยู่ใต้เตียงต่างหุบปากสนิท คนพวกนั้นค้นจนทั่วทว่าไม่พบสิ่งใด
“คนไม่อยู่แล้ว เตียงนอนยังอุ่น น่าจะหนีไปได้ไม่นาน”
ทันใดนั้น เสียงของคนผู้หนึ่งก็พลันดังขึ้นอย่างดุดัน
“ในเมื่อหาไม่เจอ ก็ไม่ต้องหา พวกเจ้าเผาสำนักนางชีนี่ให้ราบ อย่าให้มดสักตัวรอดออกไปได้”
หลี่ซูเยว่หวาดกลัวแทบเป็นลม หัวใจเต้นตึกตักและตัวสั่นเทา มือของเซียวเยี่ยนทาบทับอยู่บนแผ่นหลังของนาง โอบกอดร่างเล็กเอาไว้แน่น
เซียวเยี่ยนแสยะยิ้มเหี้ยมโหดเมื่อรู้ว่านั่นเป็นเสียงของน้องชายสุดที่รัก ‘ชินอ๋องเซียวป๋อ’ คนทรยศที่ร่วมมือกับหลี่ซูเจิ้งเพื่อกำจัดเขา
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับค้างอยู่บนริมฝีปาก เพราะใบหน้าถูกอัดเข้ากับหีบยาของหลี่ซูเยว่จนขยับไม่ได้
เขาอดทนแนบชิดนางอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักเสียงคนก็หายไป และคนทั้งสองก็เริ่มได้กลิ่นควันไฟลอยคลุ้ง หลี่ซูเยว่เอ่ยเสียงเบาหวิว
“ทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
หญิงสาวปากสั่นระริก กลัวจนแทบสิ้นสติ หรือนี่จะเป็นบทสุดท้ายของนิยายเรื่องนี้ นางและตัวร้ายต้องตายด้วยกันในกองเพลิงจริง ๆ หรือ
“ข้ากลัว...ทำยังไงดีท่านอ๋อง”
เขาดันหีบของนางออกห่างใบหน้าเล็กน้อยพอให้ตนเองอ้าปากได้ จากนั้นจึงหัวเราะในลำคอเหมือนกำลังดูหนังตลก หลี่ซูเยว่คิดด้วยความขุ่นเคืองใจ
ผู้ชายคนนี้จะมาขำอะไรตอนนี้ จะตายอยู่แล้วมันตลกตรงไหน
“หลี่ซูเยว่ เจ้าสมควรกลัว เพราะไฟนี้กำลังจะแผดเผาร่างของข้าและเจ้าจนมอดไหม้ไม่เหลือซาก ก่อนตายคงร้อนและทรมานน่าดู น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือข้ากับเจ้าต้องมาตายด้วยกัน ไม่สมควรเลยสักนิดที่จะต้องมาตายกับน้องสาวของศัตรู”
ไร้คำปลอบโยนจากบุรุษผู้นี้ เขายังหัวเราะอย่างเหี้ยมโหดคล้ายพร้อมรับความตาย ในขณะที่หญิงสาวตัวสั่นระริกและร้อนจนเหงื่อชุ่มกาย
“ท่านอ๋อง ข้ายังไม่อยากตาย ชีวิตนี้ยังมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้ทำ ท่านหาวิธีสิเจ้าคะ”
“ข้าจะหาแต่จะรอดหรือไม่ ก็แล้วแต่สวรรค์ลิขิต”
กล่าวจบเซียวเยี่ยนขยับมือไปเปิดกลไก ทันทีที่แผ่นไม้เลื่อนออก ทั่วบริเวณก็เต็มไปด้วยควันไฟหนาทึบ ห
ลี่ซูเยว่สูดควันเข้าไปจนไอออกมาไม่หยุด เซียวเยี่ยนกลับยังมีท่าทีสงบ เมื่อนางซบใบหน้าหลบควันลงบนอกเขา
“หลี่ซูเยว่ เจ้าตายหรือยัง”
คงเพราะสูดควันมากเกินไปและอากาศก็น้อยลงทุกที หลี่ซูเยว่รู้สึกเหมือนตนเองใกล้จะหมดลมหายใจแล้ว
“ท่าน...อ๋อง...ข้าไม่อยากตาย...พาข้าออกไป...พาข้าออกไป...”
นางพึมพำออกมาเบา ๆ ก่อนที่โลกทั้งใบจะดับวูบลงภายใต้อ้อมกอดของเขา
