บทที่ 2
“คมดาบของข้าอาบยาพิษ หากต้องการยาถอนพิษ ก็จงกลับมาพร้อมกับของที่ข้าต้องการเสีย”
หลี่ซูเยว่ถึงกับพูดไม่ออก ความโกรธแค้นสุมอกจนอยากจะเอายาพิษกรอกปากเขาเสียเดี๋ยวนี้ นางอุตส่าห์ช่วยชีวิตเขา ลากสังขารพาเขาหนีลงจากเขาจนแทบจะตายตามกันไป แต่เขากลับตอบแทนด้วยยาพิษ
ช่างเป็นมนุษย์ที่เนรคุณที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอ!
“ไสหัวไปเอาผ้าพันแผลมา มัวชักช้าหาบิดาเจ้าหรือ แผลเล็กน้อยราวมีดบาดแค่นั้นไม่ทำให้เจ้าตายหรอก”
เสียงต่ำรอดไรฟันดังขึ้นเมื่อเห็นนางยังนิ่งค้าง
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวแสร้งยิ้มรับคำเบา ๆ นางมองที่ข้อมือและเห็นว่าแผลไม่ลึกอันใด จึงแล้วรีบก้าวเท้าจนกลายเป็นวิ่งออกมาจากเรือนนอนทันที
“ไอ้หอกหัก! ไอ้คนเนรคุณ! ไอ้คนไม่มีหัวใจ! กล้าวางยาข้าเหรอ ไอ้บ้าเอ๊ย!”
ปากยังหุบเข้าหุบออก ด่าคนชั่วคนนั้นพลางมุ่งหน้าไปยังห้องสมุนไพร โดยไม่รู้เลยว่าเซียวเยี่ยนที่อยู่ข้างหลังนั้นมีวรยุทธ์สูงล้ำพอจะได้รับยินทุกถ้อยคำ
อ๋องหนุ่มหัวเราะเยือกเย็นในลำคอ ทรุดร่างลงนั่งพิงเตียงของนางอย่างอ่อนแรง เขาเข้าใจเอาเองว่านางโกรธเพราะถูกทิ้งไว้ที่นี่ จึงได้มีท่าทางห่างเหินและมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเช่นนั้น
ทว่าสำหรับหลี่ซูเยว่คนใหม่ สิ่งที่นางต้องการตอนนี้ไม่ใช่ความรักจากเขาอีกต่อไป แต่คือการหาทางเอาตัวรอด และตามหา ‘เตียงโบราณ’ หลังนั้นให้พบ
เตียงนั้นเขียนอักษรแคว้นเป่ยเอาไว้ชัดเจน นางจึงเชื่อมั่นว่ามันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในแคว้นเป่ยแห่งนี้
หลี่ซูเยว่ต้องหาเตียงให้เจอ เพื่อกลับบ้านและไปให้พ้นจากโลกนิยายบ้า ๆ และผู้ชายใจยักษ์คนนี้เสียที!
หลี่ซูเยว่รีบเร่งฝีเท้ากลับมายังเรือนพัก ในมือมีหีบยาสมุนไพรที่ก่อนหน้านี้นางจัดเตรียมเอาไว้ก่อนจะลงเขา
หีบนี้แม้ขนาดไม่ใหญ่มากแต่กลับบรรจุอุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานอยู่หลายอย่างสำหรับใช้ในยามจำเป็น ยามนี้ข้อมือที่ถูกคมดาบกรีดจนเลือดไหลซึมถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าสะอาดอย่างเรียบร้อย
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ท่าทางอ่อนแรงและอาการไหล่ลู่ลงของตัวร้ายผู้มักจะมีสีหน้าหยิ่งยโสมาตลอดกลับทำให้นางต้องชะงัก
เซียวเยี่ยนในยามนี้ดูเหมือนกำลังจะตายจริง ๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูสูงส่งบัดนี้ซีดเผือดประดุจศพ เสื้อผ้าสีเข้มชุ่มโชกไปด้วยโลหิตจนมองไม่ออกว่าบาดแผลสาหัสอยู่ตรงจุดใดบ้าง
“มาช้า เจ้าอยากตายจริง ๆ ใช่ไหม”
เขาย่อมได้ยินเสียงหลี่ซูเยว่เปิดประตู น้ำเสียงแหบพร่าทว่ายังคงความดุดันเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะลืมตา
หลี่ซูเยว่กำหมัดแน่น ดวงตากลมโตถลึงมองใบหน้าของคนผู้นั้นอย่างอยากจะกินเลือดกินเนื้อ ‘ไอ้คนใจดำ ถูกทำร้ายจนโชกเลือดขนาดนี้ยังมีแรงมาขู่คนอื่นอีกนะ ถ้าฉันไม่กลับมา นายคงกลายเป็นผีเฝ้าวัดนางชีไปแล้ว’
แต่พอเขาปรือตาขึ้นมา นางก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นความอ่อนหวานทันที
“ท่านอ๋อง ซูเยว่มาแล้วเจ้าค่ะ มาช่วยท่านแล้ว”
นางถลาเข้าไปนั่งข้างกายเขา ลงมือตัดเสื้อที่ชุ่มเลือดออกอย่างชำนาญ และเมื่อเห็นบาดแผลชัดเจน หัวใจของนางก็แทบหยุดเต้น
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นบาดแผลบนตัวเขาอย่างครบถ้วนเมื่อไม่มีอาภรณ์สีดำหนาหนักบดบัง
บาดแผลที่เคยฉีดขาดบางแห่งเริ่มตกสะเก็ดเลือดทว่าบางแห่งที่ปริออกกลับดูเหวอะหวะน่าสยดสยอง นอกเหนือจากนั้น บนตัวเขายังมีรอยแผลเป็นเก่า ๆ หลงเหลืออยู่อีกมากมาย ตอกย้ำถึงชีวิตที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน
ทว่าที่สาหัสที่สุดคือลูกธนูที่ปักลึกอยู่ตรงไหล่หนา รอบแผลนั้นบวมช้ำและมีเลือดสีคล้ำไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย
ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสราวกับกระดูกถูกกัดกินแผ่ซ่านจากบาดแผลที่ฉีดขาดผ่านเส้นประสาทไปทั่วทั้งร่าง กระตุ้นให้เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก แผ่นหลัง และหน้าท้อง ยามนี้เขาทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดไปกับการสะกดกั้นความเจ็บปวด จนไม่มีอารมณ์จะสนใจว่าหลี่ซูเยว่จะอยู่หรือจะไป
“ข้าต้องดึงมันออก ไม่อย่างนั้นแผลจะติดเชื้อและท่านจะตาย”
เซียวเยี่ยนไม่ตอบ คำรามในลำคอแผ่วเบาแทนการอนุญาต หลี่ซูเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก นางไม่มีอุปกรณ์ผ่าตัด ไม่มีแม้แต่ยาชาที่ดีตามหลักการแพทย์ แต่นางก็ไม่คิดยอมแพ้
“แผลลึกไม่น้อย”
“อืม เจ้าคงรู้ว่าหากข้าตาย ไม่เกินสองวันพิษในกายของเจ้าจะกำเริบและเจ้าก็ต้องตายตามกันไป เช่นนั้นเจ้าต้องหาทางรักษาข้าให้ดี”
‘ชิ จะตายอยู่แล้วยังขู่เก่ง!’
“ท่านอ๋องโปรดวางใจ ซูเยว่หาใช่คนแล้งน้ำใจอย่างไรก็ต้องช่วย ท่านกินยานี่ก่อนนะเจ้าคะ เป็นยาระงับความเจ็บปวดและยังช่วยลดไข้ได้ จากนั้นข้าจะผ่าตัดเอาหัวธนูออกให้ท่าน”
เซียวเยี่ยนคว้ายาลูกกลอนที่นางส่งให้ไปใส่ปากโดยไม่ลังเล ทว่ารสขมจัดทำให้เขาแทบจะคายออกมา แต่สุดท้ายก็กล้ำกลืนลงไปจนได้
หลี่ซูเยว่เห็นท่าทางเหมือนเด็กกินยาของเขาเช่นนั้นก็ถอนหายใจ
ก่อนหน้านี้นางเคยเห็นเขากินยามาแล้ว และรู้ดีว่าสิ่งที่เซียวเยี่ยนเกลียดที่สุดก็คือยาขม ตัวร้ายคนนี้ไยจึงมีจุดอ่อนที่น่าขบขันเช่นนี้
