ตอนที่ 5 จดหมายของสามี
ตอนที่ 5 จดหมายของสามี
หลังมื้ออาหาร อ้ายหลานไม่ได้นั่งพักให้กระเพาะได้ย่อยอาหารอย่างที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำ เธอจัดการเก็บกวาดถ้วยชามไปล้างจนสะอาดเอี่ยม ก่อนจะหันมามองแม่สามีที่กำลังนั่งยิ้มอย่างมีความสุข
“แม่คะ เดี๋ยวหนูจะไปบ้านลุงเฉินนะคะ” อ้ายหลานเอ่ยขึ้นขณะเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนผืนเก่า
จางซือหยินขมวดคิ้ว “จะไปทำไมบ้านลุงเฉิน”
“หนูจะไปขอมูลวัวมาทำปุ๋ยหมักค่ะ แปลงผักกาดของแม่ดินแข็งเกินไป ถ้าเอาปุ๋ยหมักสูตรของหนูไปใส่ อีกไม่นานผักจะโตวันโตคืน ใบจะเขียวหนากว่าเดิมอีกหลายเท่าเลยค่ะ”
“เออๆ จะไปก็ไป แต่อย่าไปก่อเรื่องทะเลาะกับใครเขาล่ะ” จางซือหยินปรายตามองร่างอวบอัดที่แม้จะดูคล่องแคล่วขึ้นแต่ก็ยังนับว่าใหญ่โตอยู่ดี
“ค่ะแม่”
อ้ายหลานคว้าตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ที่สุดที่มีพาดหลัง พร้อมกับจอบเก่าๆ อีกด้ามหนึ่ง เธอเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านลุงเฉินท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่มองมาด้วยความงงงวย บางคนถึงกับหยุดจูงควายเพื่อหันมามอง “นั่นยัยอ้ายหลานจะไปไหนน่ะ แบกตะกร้าใบเบ้อเริ่ม” เสียงกระซิบกระซาบตามหลังไม่ได้ทำให้เธอเสียสมาธิ
เมื่อมาถึงบ้านลุงเฉิน อ้ายหลานก็เจรจาขอเศษมูลวัวและฟางเก่าๆ ที่สุมทับถมกันอยู่ข้างบ้าน ลุงเฉินที่กำลังนั่งสูบยาเส้นมองสะใภ้ตระกูลหยางด้วยแววตาประหลาดใจ “อยากได้เท่าไหร่ก็เอาไปเลย ถ้าเธอขนไปไหว”
“ขอบคุณค่ะลุงเฉิน”
อ้ายหลานเริ่มลงมือใช้จอบโกยขี้วัวแห้งผสมกับฟางใส่ตะกร้า กลิ่นฉุนกะทิของมูลสัตว์ไม่ได้ทำให้อดีตเชฟสาวที่รู้สึกรังเกียจ เธอใช้พละกำลังทั้งหมดเหวี่ยงตะกร้าขึ้นหลัง ความหนักหน่วงของมันทำให้ขาของเธอสั่นระริก
เธอยกตะกร้าขี้วัวกลับบ้านไปกลับถึงสามรอบ เหงื่อไหลโทรมกายจนเสื้อผ้าเปียกโชกราวกับไปตกน้ำมา ทุกครั้งที่ก้าวเดิน เธอรู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อขาที่ขยับตัวอยู่ภายใต้ชั้นไขมัน เมื่อถึงสวนหลังบ้าน เธอเริ่มขุดหลุมขนาดพอเหมาะ แล้วเทมูลสัตว์ลงไปสลับกับเศษใบไม้แห้งและเศษผักที่เหลือจากครัว
เช้าวันต่อมา และวันถัดๆ ไป ชีวิตของอ้ายหลานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอสร้างตารางชีวิตใหม่ที่เคร่งครัดยิ่งกว่าตอนคุมครัวในโรงแรมระดับห้าดาว
เวาลา 04:30 น. อ้ายหลานต้องลุกขึ้นจากเตียง แล้วออกมาเดินออกมาที่ลานหน้าบ้านท่ามกลางความมืดและอากาศที่เย็นจัด เธอเริ่มจากการเดินเร็วสลับกับวิ่งเหยาะๆ รอบหมู่บ้าน ในช่วงแรกเธอวิ่งได้เพียงไม่ถึงร้อยเมตรก็ต้องหยุดหอบจนตัวโยน แต่เธอก็ฝืนเดินต่อไป
หลังจากวิ่งเสร็จ เธอจะกลับมาที่ลานบ้านเพื่อฝึกโยคะพื้นฐานและบอดี้เวท การวิดพื้นของเธอยังคงทำได้เพียงไม่กี่ครั้ง แต่เธอก็เปลี่ยนมาวิดพื้นกับโต๊ะไม้แทน
เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า อ้ายหลานก็เข้าครัวทำหน้าที่สะใภ้ เธอเริ่มสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบที่มีจำกัด แป้งข้าวโพดถูกนำมานวดกับมันเทศนึ่งจนกลายเป็นแป้งนุ่มๆ แล้วจี่บนกระทะแบนโดยไม่ใช้น้ำมัน กลายเป็นแพนเค้กมันเทศสีทองที่กรอบนอกนุ่มใน เธอทำซุปผักกาดขาวใส่ขิงเยอะๆ เพื่อช่วยเผาผลาญไขมันให้ตัวเอง และทำไข่ตุ๋นเนื้อเนียนให้พ่อแม่สามี
จางซือหยินเดินเข้ามาในครัวทุกเช้าด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงน้อยลงเรื่อยๆ นางมักจะแอบมองดูอ้ายหลานที่ขยับตัวไปมาอย่างคล่องแคล่วในครัว
อ้ายหลานไม่ปล่อยให้ตัวเองว่าง ช่วงสายหลังจากทำงานบ้านเสร็จ เธอก็เอาเสื้อผ้าทั้งหมดในบ้านออกไปซักที่ลำธารของหมู่บ้าน ซักผ้าเสร็จเธอก็จะขุดดินรอบๆ บ้านเพื่อทำร่องน้ำใหม่ ทุกอย่างคืองานหนักที่ต้องใช้แรงกาย
ชาวบ้านที่เคยเห็นอ้ายหลานนอนอืดอยู่แต่ในห้อง เริ่มเปลี่ยนจากคำนินทาเป็นความสงสัย “ยัยหมูตอนนั่นไปกินยาดีอะไรมา ทำไมขยันผิดมนุษย์มนาแบบนั้น” ป้าหวังที่เคยโดนอ้ายหลานตอกหน้ายังคงแอบมองอยู่ห่างๆ พลางค่อนแคะ “ขยันได้ไม่กี่วันหรอก เดี๋ยวก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม”
เย็นวันที่สามของการใช้ชีวิตใหม่ อ้ายหลานเดินเข้าห้องนอนเพื่อจะเปลี่ยนเสื้อผ้าไปอาบน้ำที่หลังบ้าน เธอหยิบชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าหม่นซึ่งเป็นชุดที่เธอใส่ในวันแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้
ในวันนั้น เธอจำได้แม่นว่ากระดุมเม็ดกลางมันตึงจนแทบจะกระเด็นออกมา และตะเข็บใต้แขนนั้นรัดแน่นจนทำให้เธอคันไปหมด แต่เมื่อเธอสวมมันเข้าไปในวันนี้ เธอสามารถสอดนิ้วเข้าไปในช่องว่างระหว่างเนื้อกับผ้าได้อย่างง่ายดาย กระดุมที่เคยรัดเปรี๊ยะตอนนี้ติดได้โดยไม่ต้องแขม่วพุงจนหน้าเขียว เธอเดินไปส่องกระจกทองเหลืองบานเดิม
แม้ใบหน้าจะยังกลมมนและเห็นคางสองชั้นอยู่เหมือนเดิม แต่ความบวมฉุจากการกินขนมหวานและนอนทั้งวันเริ่มลดลง ดวงตาที่เคยโดนไขมันเบียดจนเล็กหยี บัดนี้เริ่มฉายแววสดใสและมองเห็นตาดำชัดเจนขึ้น ผิวพรรณที่เคยซีดเหลืองดูมีเลือดฝาดจากการที่เหงื่อได้ขับของเสียออกมาทุกวัน
“ลดไปได้นิดนึงแล้วสินะ” เธอเอามือลูบหน้าท้องที่ยังหนาอยู่ แต่เริ่มรู้สึกว่ามันไม่นิ่มเหลวเหมือนวันแรก ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าแบบนี้แหละที่เธอต้องการ
ช่วงบ่ายของวันต่อมา ในขณะที่อ้ายหลานกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดห้องครัวจนเงาวับ เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน
"บ้านหยาง! มีจดหมายมาส่ง!" เสียงของหลิวต้า บุรุษไปรษณีย์ประจำหมู่บ้านตะโกนก้อง
จางซือหยินรีบวิ่งออกไปรับด้วยมือที่สั่นเทา "จดหมาย...จดหมายจากอาเฟิงหรือเปล่า?!"
อ้ายหลานเดินตามออกมาด้วยความอยากรู้ ในใจของเธอมีความรู้สึกแปลกประหลาดวูบขึ้นมา มันคือความโหยหาลึกๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างของอ้ายหลานคนเดิมที่มีต่อสามีผู้เย็นชาคนนั้น
จางซือหยินรับจดหมายมาแล้วรีบส่งให้อ้ายหลาน "เร็วเข้าอ้ายหลาน อ่านให้แม่ฟังที ยัยเฒ่าอย่างฉันอ่านไม่ออก"
อ้ายหลานรับซองจดหมายสีขาวขุ่นมา บนหน้าซองเขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่ทรงพลังว่า "ถึงพ่อและแม่" ไม่มีชื่อของเธอปรากฏอยู่เลย อ้ายหลานรู้สึกเจ็บแปลบในอกเล็กน้อย แต่เธอก็รีบสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป แล้วฉีกซองออกอ่าน
พ่อครับ แม่ครับ หวังว่าทุกคนจะสบายดี ผมได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษจากการไปปฏิบัติภารกิจที่ชายแดน จึงส่งกลับมาให้เพิ่มอีก 100 หยวน หวังว่าแม่จะเอาไปซื้ออาหารดีๆ กิน และไม่ต้องตรากตรำทำงานหนักเกินไป ช่วงนี้ทางกองทัพมีการเข้มงวดเรื่องการลางาน ผมอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกหลายเดือน ขอให้พ่อแม่ดูแลตัวเองให้ดีด้วย
จาก...หยางเฟิง
เมื่ออ่านจบ จางซือหยินก็น้ำตาคลอ "อาเฟิงเอ๋ย...เจ้าลูกคนนี้ เป็นห่วงแต่พ่อแม่ แล้วเงิน 100 หยวนนี่มันเยอะมากเลยนะ"
หยางกวางที่เดินมาสมทบพยักหน้า "อาเฟิงเป็นเด็กกตัญญูเสมอ แต่เขาไม่ได้พูดถึงอ้ายหลานเลยหรือ?"
อ้ายหลานกวาดสายตาดูที่ท้ายกระดาษอีกครั้ง เธอพบประโยคเล็กๆ ที่เขียนไว้ริมขอบกระดาษราวกับเป็นความคิดที่ถูกเติมลงไปในนาทีสุดท้าย
ส่วนอ้ายหลาน ฝากแม่บอกเธอด้วยว่าอย่าใช้เงินฟุ่มเฟือยนัก และอย่าสร้างความลำบากใจให้พ่อกับแม่เลย
จางซือหยินนิ่งไปครู่หนึ่งบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบลง นางลอบมองสีหน้าของลูกสะใภ้ด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก หากเป็นเมื่อก่อน อ้ายหลานคงจะกรีดร้องโวยวายที่หยางเฟิงไม่เขียนถึงเธอด้วยหรือไม่ก็คงจะเรียกร้องเอาเงินร้อยหยวนนั้นไปซื้อขนมมากินทันที
แต่ทว่า...อ้ายหลานในตอนนี้เพียงแค่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูสงบและไร้ซึ่งความเกรี้ยวโกรธ
จางซือหยินถอนหายใจยาว ก่อนจะค่อยๆ นับเงินอย่างระมัดระวัง นางดึงธนบัตรสี่ใบออกมาแล้วยื่นส่งให้อ้ายหลาน “เอ้า... นี่ส่วนของเธอ สี่สิบหยวน เอาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่เสียบ้าง ชุดที่ใส่อยู่นี่ก็ดูจะคับจนจะขาดแล้ว”
อ้ายหลานมองเงินสี่สิบหยวนตรงหน้า ในยุค 80 เงินจำนวนนี้ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว มันสามารถซื้อข้าวสารชั้นดีได้หลายกิโล หรือเสื้อผ้าได้สองชุด เพราะราคาจักรยานอยู่ที่150 - 180หยวน แต่เธอกลับส่ายหน้าช้าๆ พร้อมรอยยิ้มละมุนที่ทำให้ใบหน้ากลมๆ นั้นดูสว่างไสว
อ้ายหลานค่อยๆ ดันมือแม่สามีกลับไปอย่างนุ่มนวล “ไม่เป็นไรค่ะแม่ เงินหนึ่งร้อยหยวนนี้แม่เก็บไว้เถอะค่ะ หนูจะไม่ขอใช้แม้แต่หยวนเดียว”
“อะไรนะ?!” จางซือหยินร้องเสียงหลง “เธอจะบ้าหรืออ้ายหลาน? นี่เงินสี่สิบหยวนเลยนะเธอไม่เอาจริงๆหรือ?”
“หนูพูดจริงค่ะแม่” อ้ายหลานสบตาแม่สามีตรงๆ “ที่ผ่านมาหนูใช้เงินของพี่หยางเฟิงมากพอแล้ว ต่อจากนี้ไปหนูอยากจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า หนูสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง เงินก้อนนี้แม่เอาไปซื้อเนื้อกับข้าวสารดีๆ มาเก็บไว้เถอะค่ะ แล้วก็แบ่งไปซ่อมหลังคาบ้านที่รั่วด้วยนะคะ”
หยางกวางมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาชื่นชมแกมประหลาดใจ “อ้ายหลานคิดได้แบบนี้พ่อก็ดีใจ แต่ถ้าเธอไม่ใช้เงินอาเฟิง แล้วเธอจะเอาเงินที่ไหนใช้ล่ะลูก?”
อ้ายหลานยืดตัวตรง แม้รูปร่างจะยังดูเจ้าเนื้อแต่ท่วงท่านั้นกลับดูมั่นใจและน่ามองอย่างประหลาด “หนูมีทางของหนูค่ะพ่อ”
คืนนั้นในห้องนอนที่เงียบสงัด อ้ายหลานนั่งขีดเขียนแผนการลงบนกระดาษเก่าๆ ที่เจอในลิ้นชัก จิตวิญญาณเชฟมือทองในตัวเธอกำลังลุกโชน ใจจริงเธออยากจะเปิดร้านอาหารหรูๆ ในตัวเมือง มีอุปกรณ์ครบครันและวัตถุดิบชั้นเลิศ แต่โลกความเป็นจริงในตอนนี้คือ เธอมีเพียงมือสองข้าง และร่างที่ขยับเขยื้อนลำบาก ต้นทุนที่เท่ากับศูนย์
“เราจะเริ่มจากอะไรดี?” เธอคิดพลางนึกถึงกุ้งเครฟิชที่อยู่ตามแม่น้ำและทุ่งนา
“ใช่แล้ว!...กุ้งถัง!...เมนูยอดฮิตจากยุคอนาคต รสชาติจัดจ้าน มันต้องขายได้แน่!”
