ตอนที่ 6 นักเลงเจ้าถิ่น
ตอนที่ 6 นักเลงเจ้าถิ่น
เช้ามืดวันต่อมา อ้ายหลานไม่รอช้า เธอแบกถังไม้สองใบมุ่งหน้าไปยังลำคลองท้ายหมู่บ้าน ครั้งนี้เธอเตรียมตัวมาดีกว่าเดิม เธอเลือกจุดที่น้ำไหลเอื่อยและมีกอหญ้าหนาแน่น เพียงไม่กี่ชั่วโมง เธอก็ได้กุ้งเครฟิชตัวโตๆ มาเกือบเต็มสองถัง หนักจนไหล่ของเธอแทบจะหลุด แต่ความมุ่งมั่นมันค้ำคอเธออยู่
เธอรีบนำกุ้งกลับมาที่บ้าน จัดการทำความสะอาดกุ้งอย่างพิถีพิถันเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้เธอทำน้ำซอสสูตรพิเศษที่เคี่ยวจากพริกแห้ง กระเทียม ขิง และเครื่องเทศป่าที่เธอหาได้จากหลังบ้าน เธอปรุงรสจนเข้มข้น หอมฟุ้งจนจางซือหยินต้องเดินมาแอบดู
“อ้ายหลาน เธอจะเอาไปขายจริงๆ หรือ?...ใครเขาจะซื้อแมลงน้ำพวกนี้กินกัน”
“แม่คอยดูเถอะค่ะ หนูจะเปลี่ยนแมลงน้ำพวกนี้เป็นเงินให้แม่เห็น”
อ้ายหลานแบกหาบถังไม้ที่ใส่กุ้งเครฟิชผัดซอส มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไปห้ากิโลเมตร ทุกย่างก้าวคือความเจ็บปวด ไขมันที่ขาเสียดสีกันจนแสบ เหงื่อไหลจนท่วมตัว แต่เธอก็ไม่หยุดเดิน
เมื่อถึงสถานีรถไฟที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน อ้ายหลานเลือกทำเลที่อยู่ใกล้กับไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่และโรงงานทอผ้า
เธอกางโต๊ะไม้เล็กๆ แล้ววางถังไม้ลง ทันทีที่ฝาถังไม้ถูกเปิดออก กลิ่นหอมเผ็ดร้อนของซอสหม่าล่าสูตรดัดแปลงพุ่งปะทะจมูกผู้คนที่เดินผ่านไปมา สีแดงฉานของเปลือกกุ้งที่เคลือบด้วยน้ำมันพริกวาววับ ดูน่ากินและแปลกตาจนคนเริ่มมุงดู
“นี่มันตัวอะไรน่ะ? หน้าตาเหมือนกุ้งมังกรแต่ตัวนิดเดียว” คนงานชายคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย
“นี่คือกุ้งมังกรน้ำจืดค่ะพี่ชาย รสชาติหวานเนื้อแน่น ยิ่งผัดกับซอสสูตรลับของฉัน รับรองว่ากินแล้วพี่อยากจะกลืนลิ้นลงไปด้วยเลย!” อ้ายหลานป่าวประกาศด้วยความมั่นใจแบบแม่ค้ามืออาชีพ “ลองชิมก่อนได้นะคะ ไม่ซื้อไม่ว่ากัน!”
เธอแกะกุ้งตัวหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ส่งเนื้อขาวๆ ชุ่มซอสให้ชายคนนั้น ทันทีที่เขาส่งเข้าปาก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง
“เฮ้ย! อร่อย! มันเผ็ดๆ เค็มๆ หวานๆ เนื้อเด้งดีแท้!”
“ขายยังไง?” อีกคนถามขึ้น
“ถ้วยละ 50 เฟินค่ะ ใส่ถุงกระดาษเดินทานได้เลย หรือจะซื้อไปทานกับข้าวสวยก็ได้ค่ะ!”
ราคา 50 เฟินอาจจะดูไม่น้อย แต่สำหรับรสชาติที่แปลกใหม่และปริมาณที่อ้ายหลานตักให้แบบไม่อั้น ทำให้คนเริ่มควักเงินซื้อ ในตอนแรกคนซื้อเพราะความแปลก แต่พอได้ชิมรสชาติของมันแล้ว ทุกคนต่างก็บอกต่อกันไปปากต่อปาก (100 เฟิน เท่ากับ1หยวน)
“ขอสองถ้วย!”
“ของข้าสามถ้วย เอาซอสเยอะๆ นะ!”
มืออ้ายหลานขยับไม่หยุด ทั้งตัก ทั้งห่อ ทั้งทอนเงิน ร่างกายที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับดูคล่องแคล่วด้วยแรงใจเงินที่ไหลเข้ามาในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนเริ่มพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้นก็มีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาด้วยความไม่เป็นมิตร เขาคือเฉาตง เจ้าถิ่นที่คุมแผงขายอาหารบริเวณนั้น เขาเห็นหญิงอ้วนตั้งแต่หาบถังไม้มาตั้งเปิดแผงขายของตั้งแต่แรกแล้ว แถมขายของที่เขาไม่เคยเห็น เขาก็เดินปรี่เข้ามาพร้อมกับพวกอีกสองคน
“เฮ้ย! ยัยอ้วน ใครอนุญาตให้เธอมาขายของตรงนี้?” ชายร่างผอมหน้าปรุเอ่ยเสียงกร้าว
อ้ายหลานชะงักมือ เธอเงยหน้าขึ้นจากถังไม้ ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มการค้าพลันเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ เธอสำรวจชายร่างผอมที่ชื่อเฉาตงด้วยสายตาประเมิน ชายคนนี้สวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตที่ปลดกระดุมบนออกเผยให้เห็นแผงอกผอมแห้ง ท่าทางเกะกะระรานเหมือนนักเลงปลายแถวที่ชอบรังแกคนไม่มีทางสู้
“พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะของสถานีรถไฟนี่คะ ฉันเห็นใครก็มาวางแผงได้” อ้ายหลานตอบกลับน้ำเสียงเรียบพลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน
“สาธารณะบ้านแกสิ! ที่ตรงนี้ฉันคุม ใครจะมาตั้งแผงต้องจ่ายค่าคุ้มครองวันละ 2 หยวน ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวไป!” เฉาตงถ่มน้ำลายลงพื้นเฉียดเท้าอ้ายหลานไปนิดเดียว พวกลูกน้องอีกสองคนเริ่มเดินวนรอบโต๊ะของเธอ สายตาจ้องมองถุงเงินที่คาดอยู่ที่เอวของอ้ายหลานด้วยความโลภ
คนงานที่กำลังรุมล้อมซื้อกุ้งอยู่เมื่อครู่เริ่มถอยห่างออกไปเพราะไม่อยากมีเรื่องกับนักเลงเจ้าถิ่น บรรยากาศรอบข้างพลันอึดอัดขึ้นมาทันที
“วันละ 2 หยวน? พี่ชาย... ฉันขายกุ้งถ้วยละ 50 เฟิน ขายแทบตายกว่าจะได้ 2 หยวน พี่ไม่คิดว่ามันแพงไปหน่อยหรือคะ?” อ้ายหลานพยายามเจรจา แม้ในใจจะเริ่มวางแผนรับมือด้วย
“ไม่ต้องมาต่อรอง! ถ้าไม่มีเงิน ก็เอากุ้งในถังมาให้พวกฉันกินให้หมด แล้วไสหัวไปซะ!” เฉาตงเอื้อมมือจะมาคว้ากุ้งตัวโตในถัง
หมับ!
มือที่อวบอัดแต่แข็งแรงของอ้ายหลานคว้าข้อมือของเฉาตงไว้แน่น แรงมหาศาลจากร่างกายที่หนักกว่า 90 กิโลกรัมทำเอาเฉาตงถึงกับชะงักและนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“พี่ชาย...ของซื้อของขาย ถ้าอยากกินก็ต้องจ่ายเงิน แต่ถ้าอยากจะมีเรื่อง ฉันว่าพี่คิดใหม่ดีกว่า” อ้ายหลานเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมปลาบจนเฉาตงรู้สึกหนาวสันหลัง “พี่เห็นคนงานพวกนั้นไหมคะ? พวกเขาหิวและพวกเขากำลังชอบกุ้งของฉัน ถ้าพี่ทำลายมื้ออร่อยของพวกเขา พี่คิดว่าคนงานนับสิบคนตรงนั้นจะยอมอยู่เฉยๆ หรือเปล่า?”
คนงานที่ยืนดูอยู่เริ่มส่งเสียงฮือฮา หลายคนกำหมัดแน่น เพราะพวกเขารู้สึกรำคาญพวกเฉาตงที่ขูดรีดค่าอาหารจากร้านที่จ่ายส่วยให้มันมานาน พอมีของถูกและอร่อยมาขาย พวกเขาย่อมไม่ยอมให้ใครมาทำลายง่ายๆ
เฉาตงเริ่มหน้าเสีย เขาพยายามบิดข้อมือออกแต่ก็สู้แรงยัยหมูตอนตรงหน้าไม่ได้ “ปล่อยนะโว้ย! พวกแกยืนบื้ออยู่ทำไม จัดการมันสิ!”
ลูกน้องสองคนขยับจะเข้ามาช่วย อ้ายหลานรีบปล่อยมือเฉาตงแล้วคว้าทัพพีไม้ขึ้นมาถือเป็นอาวุธป้องกันตัว
“ถ้าก้าวเข้ามาอีกก้าว ฉันตีหัวแตกแน่” เสียงตวาดดังก้องของอ้ายหลาน ทำลูกน้องของเฉาตงที่กำลังจะถลันเข้ามาถึงกับชะงักกึก
“แก...แกกล้าขู่พวกฉันเหรอนังอ้วน!” เฉาตงตะโกนเสียงดังเพราะความโกรธจัด “จัดการมัน! รุมมันเลย!”
แต่ก่อนที่ไอ้นักเลงหัวไม้สองคนจะทันได้ลงมือ เสียงทุ้มเข้มของชายคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา
“เฮ้ย! พวกแกจะทำอะไรนั่น?”
ชายร่างกำยำในชุดคนงานก่อสร้างที่เปื้อนคราบปูนคนหนึ่งก้าวออกมาจากฝูงชน ในมือกำลังถือถ้วยกุ้งที่อ้ายหลานเพิ่งตักให้เมื่อครู่ ตามมาด้วยเพื่อนคนงานอีกสามสี่คนที่เดินเข้ามายืนล้อมรอบโต๊ะของอ้ายหลานไว้
“พี่ชายหวัง... เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกพี่นะ นี่เป็นเรื่องของฉันกับยัยหมูตอนนี่!” เฉาตงเริ่มหน้าถอดสีเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่แค่ผู้หญิงตัวคนเดียวอีกต่อไป
“ไม่เกี่ยวได้ยังไงวะ!” ชายที่ชื่อหวังตะคอกกลับ “แม่ค้าคนนี้เขามาขายของดีๆ ให้พวกฉันกิน ราคาถูกแถมยังอร่อย พวกแกจะมาเก็บค่าคุ้มครองบ้าบออะไรวันละ 2 หยวน ฉันเห็นแกมารีดไถร้านรถเข็นแถวนี้มานานแล้ว วันนี้ข้าไม่ยอมเว้ย!”
“ใช่! ฉันก็ไม่ยอม!” คนงานอีกคนเสริม “พวกฉันทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน อยากกินของดีๆ บ้าง แกจะมาพาลหาเรื่องเขาทำไม หรืออยากจะลองมีเรื่องกับพวกข้าทั้งไซต์งาน?”
คนงานนับสิบคนที่ยืนมุงดูอยู่เริ่มขยับวงล้อมเข้ามาใกล้ขึ้น บางคนถือเครื่องมือช่าง บางคนจ้องเขม็งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น เฉาตงและลูกน้องมองซ้ายมองขวา เห็นท่าไม่ดีแน่ ฝ่ายเขามากันแค่สามคน แต่คนงานตรงหน้ามีร่วมยี่สิบสามสิบคน
“ฝากไว้ก่อนเถอะนังอ้วน! วันนี้แกโชคดีที่มีคนช่วย แต่คราวหน้าแกไม่รอดแน่!” เฉาตงถ่มน้ำลายกลบเกลื่อนความอาย ก่อนจะรีบกวักมือเรียกลูกน้องแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินหนีหายไปในฝูงชนท่ามกลางเสียงโห่ไล่ของคนงาน
อ้ายหลานถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความเครียดที่ตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไป เธอวางทัพพีลงแล้วหันไปโค้งกายขอบคุณกลุ่มคนงานด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณพี่ชายทุกคนมากค่ะที่ช่วยฉันไว้ ถ้าไม่ได้พวกพี่ ฉันคงแย่แน่ๆ”
บรรยากาศการค้าขายกลับมาคึกคักยิ่งกว่าเดิม ข่าวเรื่องแม่ค้าใจเด็ดที่กล้าต่อกรกับเฉาตงแพร่สะพัดไปทั่วบริเวณสถานีรถไฟ เพียงไม่นานผู้คนจากโรงงานทอผ้าที่เพิ่งเลิกกะก็แห่กันมามุงดู
อ้ายหลานทำงานมือระวิง เธอใช้ทัพพีตักกุ้งเครฟิชชุ่มซอสสีแดงส้มใส่ถุงกระดาษที่เตรียมมาอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมของน้ำมันพริกและเครื่องเทศอบอวลจนคนมองแทบน้ำลายสอ
“แม่ค้า เอาหนึ่งถ้วย!”
“ฉันเอาสองถุง ขอซอสเน้นๆ นะ จะเอาไปกินกับข้าวที่บ้าน!”
ยิ่งขาย มือของอ้ายหลานก็ยิ่งสั่นด้วยความดีใจ ไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เพราะความสำเร็จที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า เงินเหรียญเฟินและธนบัตรใบละหยวนเริ่มพูนล้นในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน
ไม่ถึงสองชั่วโมง กุ้งเครฟิชเกือบเต็มสองถังไม้ที่อ้ายหลานแบกมาอย่างทุลักทุเลก็เหลือเพียงน้ำซอสข้นๆ ติดก้นถัง เธอขูดซอสที่เหลือแจกจ่ายให้ลูกค้าคนสุดท้ายที่ซื้อข้าวเปล่ามารอกินคู่กัน
