บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 กุ้งเครฟิช

ตอนที่ 4 กุ้งเครฟิช

เช้าวันต่อมา

อ้ายหลานตื่นตั้งแต่ไก่โห่ เสียงไก่ขันเป็นเสมือนเสียงนาฬิกาปลุกชั้นดี เธอไม่ได้บิดขี้เกียจเหมือนเคย แต่รีบลุกขึ้นมาวิดพื้นที่ทำได้เพียงแค่ห้าครั้งก็ล้มฟุบ และลุกนั่งเพื่อสลายไขมันรอบเอวหนาๆ

“แฮก... แฮก... แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอเนี่ย” เธอปาดเหงื่อพลางยิ้มสู้

อ้ายหลานพักหายใจครู่หนึ่งก่อนจะฝืนลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เทอะทะเหมือนมีโซ่ตรวนล่ามไว้นี้เป็นบททดสอบที่หนักหนาสาหัสสำหรับเชฟสาวผู้รักความคล่องตัวอย่างผักบุ้ง แต่หัวใจของเธอไม่ยอมแพ้ เธอสวมเสื้อผ้าชุดเดิมที่เริ่มหลวมขึ้นเพียงนิดเดียว หรืออาจจะเป็นแค่ความรู้สึกไปเอง เธอเดินออกมาจากห้องคว้าเอาถังไม้เก่าๆ กับเสียมเหล็กด้ามสั้นเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่ทุ่งนา

อากาศยามเช้าในชนบทช่างบริสุทธิ์ หมอกจางๆ ปกคลุมยอดหญ้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำค้าง อ้ายหลานเดินลัดเลาะไปตามคันนาที่ขรุขร เป้าหมายของเธอในเช้านี้คือปูนาตัวเล็กๆ ที่มักจะขุดรูอยู่ตามขอบคันนา เธอตั้งใจจะเอาไปตำให้ละเอียดแล้วกรองเอาแต่น้ำ ทำน้ำแกงปูรสเลิศสำหรับมื้อเช้า เพื่อให้พ่อสามีและแม่สามีได้กินอะไรที่ย่อยง่ายแต่มีโปรตีนบ้าง

“ฮึบ! ก้าวแต่ละทีเหมือนแบกกระสอบข้าวสารไว้บนบ่าเลยแฮะ” อ้ายหลานพึมพำกับตัวเองขณะก้มลงมองหารูปู เธอพยายามเดินให้มั่นคงเพื่อเป็นการออกกำลังกายขาไปในตัว

ขณะที่เธอกำลังก้มๆ เงยๆ มองหารูปูนาที่ริมลำคลองสายเล็กๆ ที่แยกออกมาจากแม่น้ำใหญ่สู่ทุ่งนา สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาสีแดงเข้มวูบวาบอยู่ใต้กอหญ้าริมน้ำ

อ้ายหลานชะงักฝีเท้า เธอค่อยๆ ย่อตัวลงนั่ง ซึ่งต้องใช้พละกำลังขาอย่างมหาศาลเพื่อพยุงไม่ให้ตัวเองหงายหลัง แล้วเพ่งมองลงไปในน้ำใสที่ไหลเอื่อยๆ ทันใดนั้น ดวงตาที่ถูกเบียดด้วยแก้มยุ้ยๆ ก็เบิกกว้างขึ้น

“นั่นมัน... กุ้งเครฟิช!”

หัวใจของเชฟสาวเต้นรัวยิ่งกว่าจังหวะกลอง สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอคือกุ้งมังกรน้ำจืดตัวเขื่อง ก้ามหนา แข็งแรง และเปลือกสีแดงอมดำ พวกมันขยับก้ามไปมาอย่างองอาจอยู่บนพื้นโคลนใต้น้ำ บางตัวกำลังเกาะกินเศษซากพืชอย่างสบายอารมณ์

ในยุค 80 ของจีนนั้น กุ้งชนิดนี้ยังไม่ได้รับความนิยมเหมือนในยุคปัจจุบัน ชาวบ้านส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดที่มีแต่เปลือก เนื้อน้อย กินยาก แถมก้ามยังแหลมคมน่ากลัว บางคนถึงขั้นคิดว่ามันเป็นสัตว์ที่ทำลายคันนาและต้นข้าวเสียด้วยซ้ำ จึงไม่มีใครสนใจจะจับพวกมันมากิน

“สวรรค์มาโปรดแท้ๆ!” อ้ายหลานยิ้มแก้มปริ ในหัวของเธอตอนนี้คือจะเอากุ้งพวกนี้ไปทำเมนู กุ้งเครฟิชผัดพริกหม่าล่าหรือกุ้งอบเหล้าแดงดี แ

อ้ายหลานไม่รอช้า เธอถลกขากางเกงขึ้นแล้วเดินลุยลงไปในน้ำที่เย็นเฉียบ ร่างกายที่เทอะทะทำให้เธอล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง แต่เธอก็ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการจับพวกมันใส่ถังไม้

“เฮ้! อ้ายหลาน! ทำอะไรน่ะ? จะจับแมลงกินพืชพวกนั้นไปทำไม หรือบ้านหยางไม่มีอะไรจะกินแล้วจริงๆ?” เสียงหัวเราะเยาะดังมาจากฝั่ง เป็นจ้าวลู่ลู่หญิงสาวที่เคยนินทาเธอเมื่อวาน

อ้ายหลานไม่ได้หันไปมอง เธอเพียงตอบกลับไปสั้นๆ “ของดีน่ะพี่ลู่ พี่ไม่รู้หรอกว่านี่มันคืออาหารเลิศรส”

“อาหารเลิศรส? ฮ่าๆๆ ยัยหมูอ้วนนี้เพี้ยนไปแล้วจริงๆ กลับไปนอนกินรำข้าวที่บ้านเถอะไป!” จ้าวลู่ลู่หัวเราะสะใจก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับเพื่อนๆ

อ้ายหลานไม่ได้ใส่ใจคำถากถาง เธอจับกุ้งเครฟิชมาได้เกือบเต็มถังไม้ ตัวของพวกมันใหญ่และแข็งแรงมาก แสดงว่าไม่มีใครเคยจับพวกมันไปกินเลย

เมื่อกลับถึงบ้าน อ้ายหลานเริ่มทำความสะอาดกุ้งอย่างพิถีพิถัน เธอใช้แปรงไม้เก่าๆ ขัดเปลือกพวกมันจนสะอาดเอี่ยม

“ในตู้มีพริกแห้ง มีกระเทียม มีขิง... เสียดายที่ไม่มีฮัวเจีย (พริกหอม) แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค”

เธอเริ่มจากการคั่วพริกแห้งในกระทะจนกรอบและส่งกลิ่นหอมฉุนจนเธอต้องจามออกมาหลายครั้ง จากนั้นใส่ขิงแผ่นและกระเทียมลงไปผัดจนน้ำมันหมูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มสวยงาม

เธอโยนกุ้งเครฟิชทั้งหมดลงไปในกระทะ เสียง “ฉ่าาา” ดังสนั่นพร้อมกับเปลือกกุ้งที่เปลี่ยนจากสีดำคล้ำเป็นสีส้มอมแดงจัดจ้านทันทีที่โดนความร้อน

“กลิ่นอะไรน่ะ! อ้ายหลาน! เธอทำอะไรสำลักไปทั้งบ้านแล้ว!” จางซือหยินวิ่งเข้ามาในครัวพลางเอามือปิดจมูก แต่พอเห็นสีสันของอาหารในกระทะ นางก็ถึงกับหยุดชะงัก

“กุ้งผัดพริกค่ะแม่ ลองชิมดูไหมคะ?” อ้ายหลานคีบกุ้งตัวใหญ่ที่ชุ่มไปด้วยซอสสีแดงจัดวางลงบนจานเล็กๆ แล้วยื่นให้แม่สามี

จางซือหยินมองด้วยความกลัว “อี๋...ไอ้นี่น่ะเหรอที่เขาบอกว่ามันกินซากสัตว์ในน้ำ มันกินได้ที่ไหนกัน”

“หนูรับรองด้วยชีวิตเชฟเลยค่ะ...เอ่อ รับรองด้วยชีวิตหนูเลยค่ะว่ามันกินได้และอร่อยมาก”

จางซือหยินมองดูสัตว์เปลือกแข็งหน้าตาน่ากลัวในจานด้วยสายตาพะวักพะวน พลางนึกถึงคำเล่าลือของชาวบ้านที่ว่าเจ้าตัวประหลาดก้ามโตพวกนี้คือขยะในแม่น้ำที่ไม่ว่าใครก็ไม่ชายตาแล แต่วันนี้สะใภ้ตัวดีกลับนำมันมาผัดจนส่งกลิ่นหอมเผ็ดร้อนรุนแรงปลุกเร้าประสาทสัมผัสอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน

“ไม่เอาหรอกอ้ายหลาน หน้าตามันประหลาดพิกล เหมือนแมลงยักษ์มากกว่าจะเป็นของกิน เธอไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าของพรรค์นี้มันกินได้”

“แม่ดูนะคะ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด” อ้ายหลานพูดยิ้มๆ เธอใช้มือที่อวบอิ่มแต่คล่องแคล่วหยิบกุ้งเครฟิชตัวโตที่ชุ่มไปด้วยซอสพริกสีแดงวาววับขึ้นมาหนึ่งตัว เธอใช้ปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้จับส่วนหัวและลำตัวไว้มั่น ก่อนจะบิดเพียงเล็กน้อยจนหัวกุ้งหลุดออก เผยให้เห็นมันกุ้งสีเหลืองทองที่ไหลเยิ้มออกมาพร้อมกลิ่นหอมของกระเทียมและขิงที่เคี่ยวจนเข้าเนื้อ เธอรูดเนื้อกุ้งขาวอวบออกจากเปลือกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะส่งมันเข้าปากตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย

รสสัมผัสแรกคือความเด้งสู้ฟันของเนื้อกุ้งที่สดใหม่ ผสมผสานกับความเผ็ดร้อนที่ซึมลึกเข้าไปในทุกอณูเนื้อ ความหวานธรรมชาติของกุ้งมังกรน้ำจืดระเบิดออกในปากของเธอ อ้ายหลานหลับตาพริ้ม เคี้ยวอย่างเชื่องช้าเพื่อให้รสชาติซึมซาบเข้าไปถึงจิตวิญญาณเชฟ

“อื้มมม... สุดยอดจริงๆ ค่ะแม่ เนื้อแน่นกว่ากุ้งแม่น้ำบางที่เสียอีก”

จางซือหยินเห็นลูกสะใภ้กินอย่างเอร็ดอร่อย แถมยังไม่เห็นมีทีท่าว่าจะล้มตึงไปอย่างที่นึกกลัว ความหิวเริ่มทำงานประสานกับกลิ่นหอมที่ยั่วยวนจนนางเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“มัน...มันอร่อยขนาดนั้นเลยหรือ?”

“แม่ลองชิมดูสักคำนะคะ หนูแกะให้ค่ะ” อ้ายหลานหยิบกุ้งตัวใหม่ขึ้นมา คราวนี้เธอพิถีพิถันเป็นพิเศษ เธอแกะเปลือกออกจนเหลือแต่เนื้อขาวๆ ตรงส่วนหางที่ม้วนตัวกลมมน แล้วจุ่มลงในน้ำซอสสีแดงเข้มที่ก้นจานอีกครั้งเพื่อให้รสชาติจัดจ้านถึงใจ

เธอเดินเข้าไปใกล้แม่สามี แล้วยื่นเนื้อกุ้งนั้นไปที่ริมฝีปากของนาง “อ้าปากคะแม่”

จางซือหยินลังเลอยู่เพียงวินาทีเดียว ก่อนจะตัดสินใจงับเนื้อกุ้งเข้าปากช้าๆ ทันทีที่ฟันของนางกระทบกับเนื้อกุ้งที่กรอบเด้ง และลิ้นได้รับรสชาติเผ็ดเค็มหวานที่กลมกล่อมอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ดวงตาที่ฝ้าฟางตามกาลเวลาของนางก็เบิกกว้างขึ้นราวกับเห็นปาฏิหาริย์

“โอ้! นี่มัน...” จางซือหยินเคี้ยวตุ้ยๆ พลางทำตาโต “ทำไมอร่อยขนาดนี้! มันไม่มีกลิ่นคาวโคลนเลยสักนิด แถมรสชาติพริกกับขิงยังชูรสให้เนื้อกุ้งหวานขึ้นอีก อ้ายหลาน...นี่เธอทำได้ยังไง!”

จางซือหยินไม่รอให้อ้ายหลานป้อนอีก นางหยิบช้อนมาตักน้ำซอสชิมเปล่าๆ แล้วอุทานออกมา “น้ำซอสนี้...ถ้าเอาไปคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ นะ คงอร่อยมากแน่ๆ"

ในขณะที่จางซือหยินกำลังตื่นเต้นกับกุ้งเครฟิชอยู่นั้น หยางกวางก็เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับแบกคานหาบน้ำมาด้วย เขาขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นฉุนของพริกที่แรงกว่าปกติ

"ยายแก่ ทำอะไรกินน่ะ กลิ่นนี่ทำเอาคนแก่ใจสั่นเลยนะ"

"ตาแก่! มานี่เร็ว มาดูของดีที่ลูกสะใภ้เธอหามา" จางซือหยินกวักมือเรียกสามีอย่างกระตือรือร้น ผิดกับท่าทีบึ้งตึงเมื่อก่อนหน้านี้อย่างลิบลับ

หยางกวางวางคานหาบลงแล้วเดินเข้าครัวมาดูที่โต๊ะ เมื่อเห็นกุ้งเปลือกแข็งตัวใหญ่ที่เขาเคยเห็นตามร่องนาถูกนำมาปรุงจนสีสันฉูดฉาด เขาก็ทำหน้าประหลาดใจ "นั่นมันเจ้าแมลงก้ามโตที่อยู่ตามแม่น้ำกับในนาข้าวไม่ใช่หรืออ้ายหลาน กินได้จริงๆ หรือลูก"

"พ่อลองดูสิคะ แม่ยังติดใจเลย" อ้ายหลานยิ้มพลางแกะกุ้งตัวที่ใหญ่ที่สุดใส่ชามให้พ่อสามี

หยางกวางเป็นคนกินง่ายอยู่แล้ว เมื่อเห็นภรรยากินอย่างเอร็ดอร่อยเขาจึงลองบ้าง เพียงคำแรกเท่านั้น ชายชราถึงกับหยุดไม่ได้ "โอ้โห! อ้ายหลานเอ๋ย พ่อนึกว่ามันจะมีแต่เปลือก ที่ไหนได้ เนื้อเยอะแถมยังหวานมันเหลือเกิน นี่ถ้ามีเหล้าข้าวหมักสักจอกนะ..."

"ตาแก่! กินข้าวไปเลย อย่ามาถามหาเหล้าตอนนี้" จางซือหยินปรามสามีแต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้ม

มื้ออาหารเช้าวันนั้นกลายเป็นมื้อที่คึกคักที่สุดในรอบหลายปี อ้ายหลานมองดูพ่อและแม่สามีที่ทานอาหารฝีมือเธอด้วยความอิ่มเอมใจลึกๆ ในฐานะเชฟ ความสุขที่สุดไม่ใช่การได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ แต่คือการเห็นคนที่ทานอาหารของเธอมีความสุขจนลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ

หลังจากมื้ออาหารที่น่าประทับใจ อ้ายหลานไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ไปหามูลสัตว์มาทำปุ๋ยหมักใส่แปลงผักให้แม่สามี

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel