ตอนที่ 3 ค่อยๆเป็นค่อยๆไป
ตอนที่ 3 ค่อยๆเป็นค่อยๆไป
อ้ายหลานมองตามหลังทั้งสองคนพลางถอนหายใจยาว “เฮ้อ... ปากดีไปงั้นแหละ แต่เหนื่อยชะมัด” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง พลางก้มลงเก็บตะกร้าผ้าใบใหญ่ขึ้นแบก ความจริงเธอไม่ได้อยากมีเรื่อง แต่การเป็นคนใจดีในยุคที่ผู้คนจ้องจะข่มเหงกันนั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น โดยเฉพาะในร่างที่ถูกดูหมิ่นมาตลอด
เมื่อกลับถึงบ้าน อ้ายหลานไม่ได้พัก เธอรีบนำผ้าที่ซักสะอาดไปตากที่ราวหลังบ้าน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทอประกาย ลมเย็นๆ พัดมาปะทะใบหน้าทำให้อารมณ์ของเธอเย็นลง
หลังจากตากผ้าเสร็จ เธอจึงเริ่มขยับกายยืดเส้นยืดสายออกกำลังกายที่เคยเรียนรู้มาในยุคปัจจุบัน แต่เพียงแค่โน้มตัวลงไปแตะปลายเท้า ความตึงของไขมันที่หน้าท้องก็ทำเอาเธอแทบหายใจไม่ออก
“ฮึ่ม... ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป” เธอพยายามให้กำลังใจตัวเอง ก่อนจะเริ่มจากการเดินเร็วๆ รอบลานบ้าน นับหนึ่งถึงร้อยในใจ วนไปวนมาอยู่หลายรอบ จนเหงื่อไหลซึมออกมาตามรูขุมขน เสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่านิ่มแนบไปกับเนื้อ
จางซือหยินที่กำลังนั่งคัดเมล็ดถั่วอยู่ใต้ชายคาบ้าน แอบชำเลืองมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาสงสัย ยัยเด็กนี่เป็นบ้าอะไร? วิ่งวนไปวนมาทำไมนางคิดในใจ แต่แปลกที่คราวนี้กลับไม่มีเสียงด่าทอหลุดออกมาจากปาก อาจเป็นเพราะรสชาติของโจ๊กมื้อเช้ายังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น หรืออาจเป็นเพราะวันนี้ทั้งวันอ้ายหลานทำให้บ้านสะอาดเอี่ยมจนนางหาที่ติไม่ได้
ตกเย็น วันนี้อ้ายหลานรับหน้าที่ทำมื้อเย็นอีกครั้ง เธอเดินไปที่แปลงผักหลังบ้าน เห็นจางซือหยินกำลังยืนมองแปลงผักกาดที่ดูแคระแกร็นด้วยสายตากลุ้มใจ
“ดินมันไม่อุ้มน้ำเลย ผักกาดพวกนี้ท่าจะเฉาตายหมดแน่ๆ” จางซือหยินบ่น
อ้ายหลานเดินเข้าไปสำรวจดิน “ดินมันแข็งเกินไปค่ะแม่ เราต้องใช้ปุ๋ยหมักและเศษใบไม้มาช่วยคลุมดิน เดี๋ยวเรื่องนี้หนูจะจัดการเอง หนูขอแบ่งผักกาดขาวกับมันเทศไปทำมื้อเย็นนะคะ”
อ้ายหลานกล่าวพลางก้มลงเด็ดผักกาดขาวที่พอจะใช้ได้ออกมาสองหัว และขุดมันเทศลูกย่อมๆ ขึ้นมาอีกสามสี่หัว
จางซือหยินขมวดคิ้ว “เออๆ จะเอาไปทำอะไรก็ทำ แต่อย่าให้เสียของล่ะ น้ำมันหมูในถ้วยนั่นน่ะ ใช้ประหยัดๆ หน่อย เราไม่ได้มีเงินถุงเงินถังนะ” แม้คำพูดจะยังดูค่อนแคะ แต่น้ำเสียงกลับเบาลงกว่าเมื่อเช้ามาก
อ้ายหลานรับคำด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหอบผักเดินกลับเข้าห้องครัวอันมืดสลัว เธอเริ่มวางแผนเมนูในหัวอย่างรวดเร็ว สำหรับคนลดน้ำหนักอย่างเธอ การกินแป้งและน้ำมันให้น้อยที่สุดเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับพ่อสามีและแม่สามีที่ต้องทำงานหนักในไร่นา พวกเขาต้องการอาหารที่มีพลังงานและรสชาติที่ช่วยให้หายเหนื่อย
อ้ายหลานเริ่มจากการเตรียมผักกาดขาว เธอไม่ได้หั่นมันเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมธรรมดา แต่เธอฉีกด้วยมือแทนการใช้มีด
จากนั้นเธอจึงหันไปจัดการกับมันเทศ เธอปอกเปลือกออกอย่างเบามือ แล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ นำไปแช่น้ำเกลือจางๆ เพื่อไม่ให้มันดำ ในยุคนี้ไม่มีกุ้งแห้งหรือกะปิชั้นดีมาทำแกงเลียงแบบที่เธอเคยทำ แต่เชฟระดับมือทองอย่างเธอมีไม้ตายอื่น
เธอจุดไฟในเตาถ่านอีกครั้ง คราวนี้เธอคุมไฟให้แรงสม่ำเสมอ เธอตักน้ำมันหมูเพียงปลายนิ้ววางลงบนกระทะเหล็กใบใหญ่ที่ขัดจนสะอาด เมื่อน้ำมันเริ่มร้อนจนส่งควันจางๆ เธอโยนกระเทียมกลีบเล็กที่ทุบพอแตกหลงไป กลิ่นหอมฉุนของกระเทียมเจียวกับน้ำมันหมูพุ่งกระจายไปทั่วห้องครัวทันที
ฉ่าาาาา!
เสียงผักกาดขาวกระทบกระทะร้อนดังสนั่น อ้ายหลานใช้ทัพพีไม้สะบัดผักอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ผักนิ่มจนเกินไป เธอหยดซีอิ๊วลงไปที่ขอบกระทะเพื่อให้ความร้อนระเหยกลิ่นถั่วเหลืองหมักออกมาจนหอมฟุ้ง ผัดเพียงไม่กี่อึดใจ ผักกาดขาวที่เคยเหี่ยวเฉาก็ดูเขียวใสและมีน้ำเคลือบเงางาม
ต่อมาคือแกงเลียงมันเทศ สูตรดัดแปลง เธอตำพริกไทยเม็ดผสมกับหอมแดงนำไปละลายในน้ำเดือด เมื่อน้ำซุปส่งกลิ่นหอมเผ็ดร้อนของพริกไทย เธอจึงใส่มันเทศลงไปต้มจนเนื้อเริ่มนิ่มละลายออกมาทำให้น้ำซุปดูข้นนวล
ก่อนจะยกลง เธอแอบเด็ดใบยี่หร่าป่าที่ขึ้นอยู่ข้างรั้ว ซึ่งชาวบ้านแถวนี้คิดว่าเป็นแค่วัชพืช ใส่ลงไปเพียงกำมือเดียว กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ก็อบอวลไปทั่วบริเวณ
เมื่อหยางกวางกลับจากนา เขาก็ต้องชะงักเมื่อได้กลิ่นที่แปลกไปจากทุกวัน
บนโต๊ะอาหารไม้ตัวเดิม บัดนี้มีอาหารสองอย่างที่จัดวางไว้ข้างกัน แม้จานชามจะบิ่นไปบ้าง
“มาแล้วหรือตาแก่ มาลองชิมดูสิ ยัยอ้ายหลานทำอะไรไม่รู้ หอมไปสามบ้านแปดบ้าน” จางซือหยินเอ่ยพลางจัดแจงตักข้าวสวยใส่ถ้วย
หยางกวางนั่งลงแล้วตักแกงเลียงเข้าปากเป็นอย่างแรก ทันทีที่น้ำซุปร้อนๆ สัมผัสลิ้น เขาก็ถึงกับครางออกมา “โอ้อ...มันเผ็ดร้อนซ่านไปถึงทรวงเลยอ้ายหลาน! ความหวานของมันเทศกับความหอมของใบสีเขียวนี่มันคืออะไรกัน?”
“นั่นคือใบยี่หร่าค่ะพ่อ ช่วยขับลมและทำให้สดชื่น” อ้ายหลานอธิบายพลางคอยคีบผักให้พ่อสามี
จางซือหยินที่ตอนแรกว่าจะคอยจับผิด กลับคีบผักกาดขาวเข้าปากไม่หยุด “ผักกาดนี่... ทำไมมันกรอบและหวานแบบนี้ ทั้งที่ฉันเป็นคนปลูกเองแท้ๆ ยังไม่เคยรู้สึกว่ามันอร่อยขนาดนี้เลย”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เคยตึงเครียดและเงียบเหงา กลับเต็มไปด้วยเสียงเคี้ยวอาหารและบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ อ้ายหลานทานเพียงเล็กน้อยเพราะเธอต้องลดน้ำหนัก แม้จะหิวแทบขาดใจแต่เธอก็ต้องอดทน
หลังมื้ออาหาร เมื่ออ้ายหลานกลับเข้าห้องของตัวเอง เธอกวาดสายตาสำรวจห้องนอนที่แคบและเต็มไปด้วยข้าวของที่อ้ายหลานคนเดิมสะสมไว้ ทั้งเศษกระดาษห่อขนมและเสื้อผ้าที่กองระเกะระกะ
เธอนั่งลงบนเตียงที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ส่องกระจกดูใบหน้าของตัวเองอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะเริ่มคิดวางแผนการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปรับปรุงความเป็นอยู่ของครอบครัวหยางให้ดีขึ้น เธอรู้ดีว่ายุค 80 เป็นยุคที่จีนกำลังเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจยุค ภาครัฐของจีนเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ผู้คนเริ่มมีสิทธิ์ในการทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองได้บ้างแล้ว และด้วยฝีมือการทำอาหารระดับเชฟมือทองของเธอ การจะเปลี่ยนฐานะของบ้านหยางคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
ในความเงียบสงัดของยามค่ำคืน อ้ายหลานหลับตาลงพร้อมความมุ่งมั่นล้นปรี่ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า จดหมายฉบับหนึ่งจากกองทัพกำลังเดินทางมาถึงหมู่บ้าน
