บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 เสียงนกเสียงกา

ตอนที่ 2 เสียงนกเสียงกา

ในขณะนั้นเอง เสียงกระแอมไอเบาๆ ดังมาจากทางด้านหลังของจางซือหยิน ปรากฏร่างของชายสูงวัยที่มีท่าทางดูใจดี ผิวคล้ำแดดเขาคือ หยางกวาง พ่อสามีของอ้ายหลานนั่นเอง เขาสวมชุดผ้าฝ้ายปะชุนหลายจุด ในมือกำลังถือฟืนมัดใหญ่ที่เพิ่งไปหามาจากชายป่า

“มีอะไรกันอีกหรือยายแก่ เสียงดังไปถึงหน้าบ้านเลย อ้าว!...อ้ายหลาน วันนี้ลุกขึ้นมาเข้าครัวเองเลยหรือ?!...” หยางกวางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าที่เหี่ยวหย่นนั้นดูยับหย่นยิ่งกว่าเดิม

“ก็ดูสิตาแก่! ยัยอ้ายหลานใส่ไข่ไก่ลงไปในข้าวต้มหมดเลย”

หยางกวางเป็นชายชราที่มีบุคลิกตรงข้ามกับภรรยาอย่างสิ้นเชิง เขาเป็นคนนิ่งเงียบและเป็นคนกลางที่คอยไกล่เกลี่ยพายุอารมณ์ระหว่างภรรยากับลูกสะใภ้มาโดยตลอด

หยางกวางหัวเราะเบาๆ “เอาเถอะๆ แค่ไข่ไก่เอง แค่ลูกทำตัวดีขึ้นก็เป็นเรื่องดีแล้วไม่ใช่หรือ ปกติเธอก็เห็นว่าอ้ายหลานเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ทะเลาะกับเธอทุกวัน วันนี้บ้านเราสงบศึกกันสักวันเถอะนะ”

อ้ายหลานมองพ่อสามีด้วยความรู้สึกตื้นตัน ในความทรงจำของอ้ายหลานคนเดิม หยางกวางคือคนเดียวในบ้านหลังนี้ที่คอยหยิบยื่นความเมตตาให้เธอเสมอ เวลาที่เธอถูกแม่สามีด่าจนร้องไห้หรือด่ากลับจนบ้านแตก พ่อสามีคนนี้แหละที่จะคอยมาปราม และบางครั้งก็ยังแอบเอาหมั่นโถวไปวางไว้ให้หน้าห้องเพราะกลัวลูกสะใภ้จะหิว

ที่ผ่านมา ครอบครัวของหยางเฟิงยอมรับอ้ายหลานเป็นลูกสะใภ้ ก็เพราะญาติพี่น้องของอ้ายหลานเรียกค่าสินสอดถูกแสนถูก ไม่ถึงร้อยหยวน อีกทั้งหยางกวางและจางซือหยินก็อายุมากขึ้นทุกวัน ใจหนึ่งก็อยากมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้าน อีกใจก็หวังจะได้อุ้มหลานก่อนจะหมดลมหายใจ แต่ใครจะคิดว่าสิ่งที่ได้มากลับกลายเป็นแม่หมูที่ขี้เกียจจนเป็นที่เลื่องลือไปทั้งหมู่บ้าน

“พ่อคะ มาทานข้าวเถอะค่ะ หนูทำโจ๊กเสร็จพอดี” อ้ายหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

บนโต๊ะไม้ตัวเก่าที่มีรอยด่างดวง บัดนี้มีชามโจ๊กวางอยู่สามใบ โจ๊กมันเทศสีเหลืองทองเนื้อเนียนละเอียด มีไข่สีขาวนวลกระจายตัวเป็นเส้นใยบางๆ อยู่ทั่วชาม ด้านบนราดด้วยซอสซีอิ๊วไข่แดงที่เคี่ยวจนงวดและข้างๆ ยังมีผักกาดขาวผัดน้ำมันหมูเพียงเล็กน้อยแต่สีสันกลับดูเขียวสดใสน่ารับประทาน

หยางกวางนั่งลงเป็นคนแรก เขาหยิบช้อนไม้ขึ้นมาแล้วชิมโจ๊กคำแรก ดวงตาของชายแก่เบิกกว้างขึ้นทันที “โอ้โห!...นี่มัน...รสชาติดีเหลือเกินพ่อไม่เคยกินโจ๊กที่รสนุ่มนวลแบบนี้มาก่อนเลย”

จางซือหยินที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามทำหน้าไม่เชื่อ “จะขนาดนั้นเลยเชียวหรือตาแก่ ก็แค่โจ๊กมันเทศธรรมดาฉันก็ทำเป็น”

จางซือหยินตักโจ๊กเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนจะชะงักไป “นี่เธอ... เธอไปแอบใส่น้ำตาลมาใช่ไหม! ทำไมมันถึงหวานกลมกล่อมแบบนี้!”

“ไม่ได้ใส่เลยค่ะแม่ ความหวานนั้นมาจากมันเทศ” อ้ายหลานอธิบายอย่างใจเย็นและส่งยิ้มหวานให้แม่สามี

จางซือหยินแม้จะอยากหาเรื่องติแค่ไหน แต่ความอร่อยที่ซ่านไปทั่วลิ้นก็ทำให้นางก้มหน้าก้มตากินจนหมดชามเป็นคนแรก

“อิ่มจริงๆ... นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้” หยางกวางถอนหายใจอย่างมีความสุข “อ้ายหลานเอ๋ย ถ้าเธอขยันแบบนี้ทุกวัน พ่อว่าหยางเฟิงกลับมาคราวหน้า เขาต้องดีใจมากแน่ๆ”

คำว่า ‘หยางเฟิง’ ทำให้อ้ายหลานชะงักไปเล็กน้อย ในความทรงจำของร่างนี้ หยางเฟิงคือชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง ใบหน้าคมเข้มแต่เย็นชาดุจน้ำแข็ง เขาแต่งงานกับเธอตามความต้องการของพ่อแม่ หลังจากแต่งงานได้เพียงสามวันเขาก็ต้องกลับเข้ากรมทหาร และส่งเพียงเงินเบี้ยเลี้ยงมาให้ครอบครัวทุกเดือน โดยไม่เคยเขียนจดหมายถึงเธอเลยแม้แต่ฉบับเดียว ซึ่งนั่นก็ไม่แปลก เพราะอ้ายหลานคนเก่าทำตัวน่าระอาเสียขนาดนั้น

“หนูจะพยายามทำตัวให้ดีขึ้นค่ะพ่อ” อ้ายหลานตอบรับสั้นๆ ก่อนจะเริ่มลงมือทานส่วนของตัวเอง

ผักบุ้งในร่างอ้ายหลานเคี้ยวโจ๊กพลางคิดว่า ร่างกายนี้ต้องการสารอาหาร แต่ก็ต้องลดคาร์โบไฮเดรตและไขมันอย่างจริงจัง น้ำหนักตัวที่คาดว่าน่าจะพุ่งทะลุ 90 กิโลกรัมนี้ เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตมากของเธอมาก เพียงแค่ลุกเดินไปมาเธอก็หอบแล้ว

จางซือหยินสะบัดหน้า “หึ! ก็ดูซิว่าจะทำได้กี่น้ำ ดีแต่พูดละมั้ง” แม้คำพูดจะดูร้ายกาจ แต่คราวนี้นางกลับไม่ลืมที่จะวางช้อนลงบนชามที่กลี้ยงเกลาเบาๆ ไม่ได้กระแทกเหมือนทุกครั้ง

ช่วงสายของวันนั้น อ้ายหลานไม่ได้พูดเล่น เธอทำงานบ้านอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่เช้าจนบ่าย กวาดบ้าน ถูพื้น และจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ แม้เหงื่อจะไหลโซมกายแต่เธอก็ไม่ย่อท้อ หลังจากทำงานบ้านเสร็จแล้วเธอก็เก็บเสื้อผ้าของเธอและของแม่กับพ่อสามีไปซักที่ธำธารของหมู่บ้าน

อ้ายหลานในร่างที่หนักอึ้งแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าพาดหลัง เดินไปตามทางเดินดินลูกรังที่มุ่งหน้าสู่ลำธารท้ายหมู่บ้าน ทุกก้าวย่างของเธอคือการต่อสู้กับแรงโน้มถ่วง แผ่นหลังกว้างชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเสื้อผ้าฝ้ายแนบเนื้อเน้นให้เห็นชั้นไขมัน

ชาวบ้านที่กำลังนั่งอยู่หน้าบ้านต่างพากันหันมามองเป็นตาเดียว บ้างก็ขยี้ตาซ้ำๆ เพราะไม่เชื่อสายตาตัวเอง

“นั่นใช่สะใภ้บ้านหยางหรือเปล่า? ปกติเห็นแต่อยู่ในบ้าน วันนี้ทำไมถึงลุกออกมาซักผ้าเองได้?” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกระซิบกระซาบกับเพื่อนบ้าน

“คงเพราะเงินของหยางเฟิงส่งมาให้หมดล่ะมั้ง! เลยต้องแสร้งทำตัวดีประจบแม่สามี” อีกคนเบะปากพลางหัวเราะร่วน

อ้ายหลานได้ยินเสียงนกเสียงกาเหล่านั้นชัดเจน แต่เธอทำเพียงแค่สูดหายใจเข้าลึกๆ ในใจคิดเพียงว่าเป็นเสียงนกเสียงกา

เมื่อถึงลำธาร ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าแม่บ้านในหมู่บ้าน บรรยากาศที่เคยจอแจก็พลันเงียบกริบลงชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงซุบซิบที่ดังกว่าเดิม อ้ายหลานเลือกโขดหินที่ห่างออกไปเล็กน้อย เธอวางตะกร้าลงแล้วเริ่มนั่งยองๆ ลงกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้น การขยับตัวแต่ละครั้งช่างยากลำบาก

ในขณะที่เธอกำลังก้มซักผ้า เสียงเสียงพูดคุยของชาวบ้านก็ดังแว่วมาเป็นระยะๆ

“นั่นลูกสะใภ้บ้านตระกูลหยางใช่ไหม ได้ข่าวว่าเธอขี้เกียจเหมือนหมู วันๆ เอาแต่กินกับนอนไม่ใช่หรือทำไมวันนี้หอบผ้ามาซักเองได้ล่ะ?!”

“ใช่ๆ ข้าล่ะสงสารอาเฟิงจริงๆ อุตส่าห์ไปเป็นทหารรับใช้ชาติ แต่กลับต้องมาได้ผู้หญิงแบบนี้เป็นเมีย ไม่สวยแล้วยังขี้เกียจอีก”

อ้ายหลานชะงักมือที่กำลังขยี้ผ้า สูดลมหายใจเข้าลึกจนหน้าอกสะท้อนขึ้นลง ร่างกายที่หนาเทอะทะของเธอสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความโกรธจนคุมสติไม่ได้อย่างที่อ้ายหลานคนเก่าเป็น แต่เป็นเพราะความเหนื่อยหอบจากการทำงานหนักมาทั้งวัน ผสมกับความรู้สึกอดสูที่ต้องมารับฟังคำสบประมาทต่อหน้าแบบนี้

เธอวางผ้าในมือลงน้ำ เสียงน้ำกระเซ็นดังเรียกให้ชาวบ้านสองสามคนที่ยืนจับกลุ่มนินทาอยู่ริมทางเดินหันมามองเป็นตาเดียว

“เมื่อครู่...ป้าหวังกับพี่สาวลู่ลู่พูดว่าอะไรนะคะ?” อ้ายหลานเอ่ยถามเสียงดังฟังชัด เธอค่อยๆ พยุงร่างอวบอ้วนลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้จะดูเกอะกะ แต่นัยน์ตาที่เคยดูเฉยชา บัดนี้กลับฉายแววคมกล้าจนคนมองต้องชะงัก

“เอ้า!...ก็...ก็พูดเรื่องจริงนี่นา” ป้าหวัง หญิงวัยกลางคนที่มีนิสัยชอบสอดรู้สอดเห็นประจำหมู่บ้านตะกุกตะกักเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของอ้ายหลาน “ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งหมู่บ้านว่าเธอขี้เกียจแค่ไหน ดูสิตัวโตจนจะเดินผ่านประตูบ้านไม่ได้อยู่แล้ว!”

อ้ายหลานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้ใบหน้ากลมๆ นั้นดูมีเสน่ห์อย่างประหลาดจนป้าหวังถึงกับผงะ

“ที่ป้าพูดมามันก็มีส่วนถูก...ที่ผ่านมาฉันอาจจะทำตัวไม่เอาไหนจริงๆ” อ้ายหลานเริ่มพูดพลางก้าวเดินเข้าไปหาช้าๆ ทุกย่างก้าวดูมั่นคง “แต่ป้าคะ คนเราน่ะไม่มีใครเป็นเหมือนเดิมไปตลอดหรอกค่ะ พ่อสามีสอนฉันว่าอดีตที่ผิดพลาดมีไว้ให้แก้ไข ไม่ใช่มีไว้ให้คนอื่นเอามาเหยียบย่ำเล่นเพื่อความสนุกปาก”

“นี่เธอกำลังสั่งสอนฉันเหรอ!” ป้าหวังหน้าแดงก่ำ

“ไม่ได้สอนค่ะ แค่จะบอกว่าแทนที่ป้าจะเอาเวลามาห่วงสามีของฉัน ป้าน่าจะเอาเวลาไปห่วงลูกชายป้าน่าจะดีกว่าไหมคะ? ได้ข่าวว่าเมื่อวันก่อนแอบปีนรั้วไปขโมยไข่ไก่บ้านตระกูลหลี่จนโดนสุนัขไล่กัดไม่ใช่หรือ?”

เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากชาวบ้านคนอื่นๆ ที่แอบฟังอยู่ ป้าหวังหน้าถอดสีทันที นางไม่คิดว่านังหมูตอนที่ปกติจะเอาแต่ร้องกรี๊ดๆ ดิ้นเร่าๆ หรือด่าทอด้วยคำหยาบคาย จะย้อนกลับด้วยข้อมูลวงในที่เจ็บแสบได้ขนาดนี้

“ฝากไว้ก่อนเถอะนังอ้ายหลาน! ปากดีนักนะ!” ป้าหวังสะบัดหน้าเดินหนีไปพร้อมกับจ้าวลู่ลู่

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel