บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 ลูกสะใภ้ขี้เกียจ

ตอนที่ 1 ลูกสะใภ้ขี้เกียจ

แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าๆ กระทบลงบนเปลือกตาที่หนักอึ้ง ผักบุ้งพยายามขยับเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเข้ามาไม่ใช่ความเจ็บปวดจากแรงระเบิดอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นความรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก ราวกับมีกระสอบทรายทับตัวเธออยู่ตลอดเวลา

เธอยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด แต่เพียงแค่จะขยับตัวลุกขึ้น เธอก็ต้องเบิกตาโพลงเมื่อพบว่าท่อนแขนที่เคยควงตะหลิวอย่างคล่องแคล่ว บัดนี้กลับกลายเป็นท่อนเนื้อขนาดมหึมา ผิวหนังดูนุ่มนิ่มและมีรอยพับเป็นชั้นๆ

“นี่มันอะไรกัน...” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่เสียงใสๆ ของเธอ แต่มันดูแหบและหนักกว่าเดิม

ผักบุ้งรีบตะเกียกตะกายไปที่กระจกทองเหลืองบานเก่าที่แขวนอยู่ตรงมุมห้อง ทันทีที่เงาสะท้อนปรากฏชัดเจน เสียงกรีดร้องที่อั้นอยู่ในลำคอก็ระเบิดออกมา

“กรี๊ดดดดด!”

ในกระจกนั้นไม่ใช่เธอ จากเชฟสาวผู้ตัวเล็กน่ารักวัย 25 ปี ที่มีน้ำหนักเพียง45 สูง150 แต่ตอนนี้กลายเป็นหญิงสาววัย 20 ปีสูงประมาณ 160 และมีรูปร่างเหมือนโอ่งมังกรเคลื่อนที่ได้ ใบหน้ากลมดิบจนแทบมองไม่เห็นสันกราม แก้มยุ้ยจนเบียดดวงตาให้ดูเล็กนิดเดียว ลำคอหายไปในชั้นไขมัน และที่แย่ที่สุดคือเสื้อผ้าฝ้ายคอจีนสีซีดตึงเปรี๊ยะจนแทบจะปริแตกตามตะเข็บ

“ไม่จริง! นี่มันฝันร้ายชัดๆ! ฉันกลายเป็นยัยหมูตอนนี่ได้ยังไง!”

เธอยกมือขึ้นกุมแก้มยุ้ยทั้งสองข้างด้วยความตื่นตระหนก และในวินาทีนั้นเอง ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็แล่นเข้าสู่สมองราวกับถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง ภาพเหตุการณ์ต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ภาพของอ้ายหลาน หญิงสาวกำพร้าที่ถูกญาติพี่น้องผลักไสให้มาแต่งงานกับหยางเฟิง ชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมที่ไปเป็นทหารเกณฑ์อยู่ในกองทัพ ความทรงจำฉายภาพให้เห็นว่าอ้ายหลานคนเดิมนั้นเป็นคนเอาแต่ใจ ขี้เกียจสันหลังยาว และเห็นแก่กินเป็นที่สุด เธอใช้เงินเบี้ยเลี้ยงที่สามีส่งมาให้ไปกับการซื้อขนมหวานมานอนกินอยู่บนเตียงและนอนอยู่แต่ในห้อง จนร่างกายขยายใหญ่โตและเป็นที่เยาะเย้ยของชาวบ้าน และเสียงด่าทอของจางซือหยินแม่สามีผู้เจ้าระเบียบ ข้อมูลมากมายที่หลั่งไหลเข้าทำเอาเธอปวดหัว

“อ้ายหลาน! เธอจะร้องตะโกนเสียงดังให้ชาวบ้านหนวกหูทำไม! ลุกขึ้นมาทำงานบ้านได้แล้ว!”

เสียงตวาดแหลมสูงดังทะลุประตูห้องเข้ามา ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูที่ดังปังๆ ราวกับจะพังเข้ามาด้านใน ผักบุ้งหรือในตอนนี้คืออ้ายหลานสะดุ้งโหยง ความเป็นเชฟมืออาชีพที่ต้องตื่นเช้ามาคุมครัวทำให้สัญชาตญาณการตอบรับทำงานโดยอัตโนมัติ

“ค่ะ! ไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ!”

เธอรีบพาร่างที่หนักอึ้งเดินไปเปิดประตู สิ่งแรกที่เห็นคือหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมบาง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นจากการตรากตรำทำงานหนัก ดวงตาคมกริบจ้องมองอ้ายหลานอย่างรังเกียจ

“เฮอะ! นึกว่าตายคาเตียงไปแล้ว วันๆ เอาแต่กินแล้วก็นอน ถ้าหยางเฟิงไม่ขอฉันไว้ ฉันไล่เธอออกจากบ้านไปนานแล้ว” จางซือหยินพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างแรง

อ้ายหลานมองแม่สามีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาแข็งกร้าวเหมือนอ้ายหลานคนเก่า แต่เป็นสายตาที่สำรวจและวิเคราะห์

“หนูขอโทษค่ะแม่ ต่อไปนี้หนูจะไม่ตื่นสายแล้ว”

จางซือหยินชะงักไปครู่หนึ่ง ปกติลูกสะใภ้คนนี้ถ้าไม่เถียงคำไม่ตกฟาก ก็จะทำหน้ามุ่ยสะบัดก้นหนี แต่วันนี้กลับพูดจารู้ความ “เออ... พูดให้ได้อย่างที่ทำแล้วกัน ไป! ไปทำข้าวเช้า วันนี้ฉันจะลงไปดูแปลงผักที่ตีนเขา ถ้ากลับมาแล้วกับข้าวยังไม่ตั้งโต๊ะ เธอโดนดีแน่!”

เมื่อแม่สามีเดินจากไปพร้อมกับจอบคู่ใจ อ้ายหลานก็ลากร่างกายอันใหญ่โตไปยังห้องครัวทันที

สภาพห้องครัวทำให้เชฟอย่างเธอแทบอยากจะร้องไห้รอบที่สอง เตาถ่านที่มีคราบเขม่าจับหนา หม้อดินเผาที่มีรอยร้าวเล็กน้อย และที่แย่ที่สุดคือวัตถุดิบ

เธอมองสำรวจในถังข้าวสาร มีเพียงเศษข้าวกล้องหยาบๆ และแป้งข้าวโพดครึ่งถุง ในตู้ไม้มีไหเกลือ ไหซีอิ๊วราคาถูก และน้ำมันหมูที่เหลือติดก้นถ้วยเพียงน้อยนิด ส่วนในตะกร้ามีเพียงผักกาดขาวเหี่ยวๆ สองสามหัวกับมันเทศลูกเล็กๆ

“สภาพแบบนี้จะทำอะไรกินได้บ้างเนี่ย...” อ้ายหลานบ่นกระปอดกระแปด แต่จิตวิญญาณเชฟมือทองของเธอก็ทำงาน “เอาเถอะ ในเมื่อกลับไปไม่ได้แล้ว อย่างแรกที่ต้องทำคือทำให้แม่สามีเลิกด่าฉันก่อน ไม่งั้นชีวิตไม่สงบสุขแน่ และอย่างที่สองต้องลดน้ำหนักร่างโอ่งมังกรนี่ให้ได้!”

เธอเริ่มจากการจุดไฟ แม้จะทุลักทุเลกับเตาฟืนไปบ้าง แต่ฝีมือระดับเชฟทำให้เธอควบคุมไฟได้ไม่ยาก อ้ายหลานนำข้าวกล้องหยาบมาล้างน้ำอย่างสะอาด เธอตัดสินใจทำโจ๊กมันเทศเกลือแบบง่ายๆ

ในระหว่างที่รอโจ๊กเดือด เธอหยิบผักกาดขาวที่เหี่ยวเฉามาล้างให้สะอาด ก่อนจะใช้มีดทื่อๆ ในครัว ซึ่งเธอสาบานว่าจะต้องลับมันให้คมในภายหลัง หั่นผักเป็นชิ้นพอดีคำ

“ไม่มีเนื้อสัตว์เลยเหรอเนี่ย...” เธอถอนใจ ก่อนจะเหลือบไปเห็นไข่ไก่สองฟองที่ซ่อนอยู่หลังไหซีอิ๊ว ในความทรงจำของอ้ายหลานยุคจีน 80 นี้ อาหารเป็นของหายาก การมีไข่กินในหมู่บ้านชนบทนับเป็นเรื่องหรูหราแล้ว แสดงว่าแม่สามีคงแอบมันไว้ไม่ให้เธอเห็นแน่ๆ

อ้ายหลานไม่ได้นำไข่มาต้มหรือทอด เธอแยกไข่ขาวออกมาตีกับน้ำสะอาดเล็กน้อยใส่ลงในหม้อโจ๊กเพื่อให้เนื้อโจ๊กมีความเนียนนุ่ม ส่วนไข่แดงเธอเอามาทำเป็นซอสซีอิ๊วเคี่ยวข้นๆ ไว้ราดหน้า

กลิ่นหอมของข้าวกล้องและมันเทศเริ่มโชยออกมาจากห้องครัว เป็นกลิ่นที่ดูละมุนละไมผิดจากกลิ่นไหม้หรือกลิ่นเค็มจัดที่เคยเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้

จางซือหยินที่เพิ่งเดินกลับมาจากแปลงผักเพราะลืมของ ถึงกับชะงักเท้าอยู่ที่หน้าประตูบ้าน “กลิ่นอะไรน่ะ? หรือยัยอ้ายหลานทำไฟไหม้กะทะอีกแล้ว!”

จางซือหยินรีบสาวเท้าเข้าครัวด้วยความโมโห เตรียมจะด่าลูกสะใภ้ให้จมดิน แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้นางพูดไม่ออก

อ้ายหลานที่เหงื่อไหลไคลย้อยกำลังใช้ทัพพีไม้คนหม้อดินอย่างตั้งอกตั้งใจ ใบหน้ากลมๆ นั้นดูมุ่งมั่นจนน่าประหลาด และที่สำคัญ กลิ่นที่ลอยออกมาจากหม้อนั้น... มันหอมจนน้ำลายสอ

“อ้าว!...ทำไมแม่กลับมาไวจังโจ๊กกำลังจะเสร็จพอดีเลยค่ะ” อ้ายหลานหันมาส่งยิ้มกว้างให้ แม้จะเป็นยิ้มที่มองเห็นตาแค่ขีดเดียวก็ตาม แต่ก็ทำเอาจางซือหยินขนลุกไปทั้งตัว

จางซือหยินยืนตะลึงค้างอยู่หน้าประตูห้องครัว แผ่นหลังกว้างของสะใภ้ตัวดีสั่นไหวตามแรงคนโจ๊กในหม้อ กลิ่นหอมละมุนของมันเทศที่ถูกต้มจนเปื่อยผสมกับกลิ่นไอความหอมของข้าวกล้องที่เคี่ยวอย่างถูกวิธี มันเป็นกลิ่นที่ชวนให้ท้องร้องอย่างประหลาด

“นี่เธอ...เธอใส่อะไรลงไปในหม้อ?! เธอขโมยไข่ที่ฉันซ่อนไว้มาใช้ใช่ไหม?!” จางซือหยินแหวขึ้นมาทันที แม้ในใจจะแอบกลืนน้ำลาย แต่ความเคยชินที่ต้องด่าไว้ก่อนมันทำงานเร็วกว่าสมอง

อ้ายหลานค่อยๆ หันมาหาแม่สามี เธอไม่ได้ทำหน้าบึ้งตึงหรือโวยวายเหมือนอ้ายหลานคนเก่า “แม่ไข่ไก่สองฟองนั้นหนูเอามาทำน้ำซอสราดหน้าโจ๊กจะได้มีโปรตีนบำรุงร่างกายพ่อบ้าง”

คำว่า ‘บำรุงร่างกายพ่อ’ ทำเอาคำด่าที่เตรียมมาเป็นชุดของจางซือหยินถูกกลืนลงคอไปเสียดื้อๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel