ตงซื่อเฉิง
“อาเตี้ยน ข้ามีบุตรชายบุญธรรมที่อยากให้เจ้าลองพูดคุย เป็นสตรีคู่หมั้นเสียก่อนถึงงานมงคลนั้นเป็นตราบาปคล้ายหมึกดำเปื้อนผ้าขาว ตงซื่อเฉิง เป็นคนดีไม่น้อยเพียงแต่ว่า…พื้นเพแต่หนหลังของบิดานั้นไม่น่าค้นหานัก หากเจ้า…“
”นามว่าอะไรนะเจ้าคะ!!“ ใจดวงน้อยของนางกระหน่ำเต้นรุนแรงจนกลัวว่าทั้งสองคนจะได้ยิน นางยกมือขึ้นมากอบกุมอกข้างซ้ายไว้แน่น
”ตงซื่อเฉิง!!“ ในอกไหววูบรุนแรง หรือจะเป็นเขากัน เป็นเจ้าของแหวนวงนี้หรือเปล่า…
“เอ่อ น้องรองเรื่องนี้ข้าให้เจ้าตัดสินใจได้อย่างเต็มที่ เดิมทีคนบ้านใหญ่จะไม่ยอมพาเจ้าไปด้วย หากคู่หมั้นหมายของเจ้าไม่อยู่แล้ว เจ้าอาจจะลำบากในภายหน้า” ถานปิงเหยียนอยากพาน้องสาวไปด้วยอย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรีที่มีอายุเพียง16หนาว หากไม่มีบ้านสามีคอยดูแลจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกัน
“ท่านป้า เดิมทีบ้านใหญ่จะหนีภัยสงครามไปที่เหิงเตียนจึงเร่งรัดเรื่องแต่งงาน วันนี้ท่านพี่ไม่อยู่แล้วข้าเองยังตั้งตัวไม่ถูกเจ้าค่ะ“ นางเลือกจะพูดออกไปตรงๆ ตอนนี้ทุกอย่างถาโถมใส่นางจนตั้งตัวไม่ติด และยังมึนงงกับสิ่งที่เจอภายในเวลาแค่เพียงสองวันเท่านั้น
”อาเตี้ยนหากป้าจะลองชี้แนะเจ้าดู ดีหรือไม่“ หญิงสูงวัยที่รักใคร่กลมเกลียวกับมารดาของเด็กสาวตรงหน้ามานาน มีหรือจะไม่อยากได้ลูกสะใภ้เช่นนี้ แม้นางจะมีบุตรชายสองคนแต่บุตรชายคนเล็กที่ออกรบก็มีคู่หมั้นหมายแล้วเช่นกัน นางไม่อาจฝืนทำสิ่งใดตามใจตัวเองนัก คงมีแต่ตงซื่อเฉิงเขาเป็นบุตรชายของน้องสาวนาง ที่นางรับมาเลี้ยงตั้งแต่น้องสาวออกบวช หากอาเฉิงได้ภรรยาที่ขยันขันแข็งเช่นเตี้ยนเตี้ยนนางคงตายตาหลับ
”เช่นนั้นท่านป้าว่ามาเถอะเจ้าค่ะ“ ไม่ใช่ว่านางมองเห็นความหวังดีของคนตรงหน้าไม่ออก นางจึงวางใจที่จะรับฟังคำชี้แนะ
”หากเจ้าแต่งงานเข้ามาเป็นคนของสกุลตง คนบ้านใหญ่จะเลิกราวีเจ้า นั่นคือเหตุผลที่ข้ายังอยากให้เจ้าแต่งงานต่อไป เพราะตั้งแต่เด็กจนโตไม่มีใครเคยเห็นคุณชายใหญ่สกุลตง นั่นเพราะป่วยกระเซาะกระแซะจนต้องไปรักษาตัวที่อารามซุ่ยเยว่ จึงไม่มีใครรู้จักหน้าตา“ นางพยักหน้ารับ เพราะตลอดเวลาที่พูดคุยไม่เคยมีใครรู้ชื่อหรือหน้าตาบุตรชายสกุลตงจริงๆ แม้แต่ร่างเดิมเอง
”ตอนนี้อาเฉิงเดินทางไปไหว้มารดาที่ออกบวชบนภูเขาหนาน อีกราวๆสองวันถึงจะกลับมาถึง พิธีแต่งงานเรียบง่ายบอกบ้านใหญ่ว่าเจ้าบ่าวไปรักษาตัว เจ้าก็จะหลุดพ้น“ นางคิดตามและเห็นด้วย หากการอยากผลักภาระโดยการทิ้งนางไว้เฉยๆก็จะถูกชาวบ้านครหาว่าคนสกุลถานใจดำ แต่หากทุกคนทราบว่านางแต่งงานก็มีข้ออ้างที่ทุกคนจะได้รับรู้ว่าเหตุใดจึงไม่เอานางไปด้วย และหากรู้ว่างานแต่งของนางล่มเพราะบุตรชายของสกุลตงไม่อยู่แล้ว นางจะถูกขายต่อให้อีกตระกูลที่ต้องการคนรับใช้มากกว่าสะใภ้แน่นอน
”ข้าเห็นด้วยกับท่านป้า หากเจ้าไม่แต่งเข้าสกุลตงที่มีแม่สามีดีเช่นนี้ เห็นทีว่า…อาจเจอคนที่อยากเอาเปรียบเจ้าได้“ ถานปิงเหยียนคิดอย่างรอบครอบดีแล้วจึงเอ่ยบอก
”ข้ายินดีแต่งเข้าสกุลตงเจ้าค่ะ“ ทันทีที่พูดจบนางถูกจูงมือไปที่ป้ายบรรพบุรุษทันที ก่อนจะทำการขอตัดสัมพันธ์กับป้ายชื่อบุตรชายคนโตสกุลตง จากนั้นคำนับฟ้าดิน และไหว้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน จบลงที่ยกน้ำชา ทุกอย่างรวดเร็วไปหมด ใช้เวลาเพียง1ยาม(2ชั่วโมง) เท่านั้น
”ข้าจะกลับไปเก็บของมานอนกับท่านป้าเจ้าค่ะ“ นางเอ่ยบอกหญิงสูงวัยพร้อมหันไปมองพี่ชายที่หน้าเศร้า ตงเยว่ฮวาเห็นเช่นนั้นก็อมยิ้ม
”ไว้ส่งพี่ชายเจ้าเดินทางค่อยมาที่นี่ก็ได้ ข้ายังมีบ่าวไพร่เป็นเพื่อนอีก2คนเจ้าไม่ต้องห่วง“ นางคำนับขอบคุณเพราะยังไม่ชินจะย้ายไปมา นางอยากได้เวลาเตรียมตัวอีกหน่อย เดิมทีวันนี้ตั้งใจมาเจรจาการสมรสเท่านั้น
”ท่านป้าขอรับ นี่เป็นสิ่งตอบแทนที่ข้าอยากให้ท่านเอ็นดูเตี้ยนเตี้ยนเสียหน่อย อาจจะดูเล็กน้อย แต่คนเป็นพี่ชายที่ยังไม่มีหลักเกาะยึดเช่นข้าคงทำได้เท่านี้ขอรับ“ ไหดินเผาขนาดเล็กถูกเขาแกะออกมาจากห่อผ้าพร้อมยื่นไปด้านหน้า ตงเยว่ฮวาเปิดดูพบว่ามันคือเกลือบริสุทธิ์
”ตายแล้ว ข้ารับไว้ไม่ได้ของนี่มีมูลค่าเกินไป อย่างไรข้าก็เอ็นดูอาเตี้ยนของข้าอยู่แล้ว“ เมื่อถูกดันกลับถานปิงเหยียนก็ดันคืนไปอีก
”รับไว้เถิดขอรับ ในภัยสงครามเช่นนี้ มองไปทางใดก็มีแต่เสียงรบรา อย่างน้อยๆ ระหว่างทางอพยพ ท่านจะได้มีสิ่งของไว้แลกเปลี่ยนยามลำบาก“ ถานเตียนเถียนพยักหน้าเห็นด้วย
”ท่านป้า คนในหมูบ้านกำลังทยอยออกเดินทาง เพราะทางการสั่งว่าหมู่บ้านเสี้ยวจะไร้คนคุ้มครอง ไปเหิงเตียนด้วยกันดีหรือไม่ขอรับ“ เขาไม่อยากห่างจากน้องสาวนัก บอกตรงๆว่ายังห่วงนางไม่น้อยจึงรองถามดู
”ข้าเก็บของไว้แล้วจำนวนนึง ตั้งใจว่ารออาเฉิงกลับมาก็จะออกเดินทาง แต่อาจจะไม่ได้ไปที่เหิงเตียนเพราะทางค่อนข้างลำบาก อาเฉิงเสนอให้ไปที่ภูเขาหนานจนกว่าสงครามจะสงบ เขาถึงได้เดินทางไปเยี่ยมแม่ชีที่นั่น“ พวกนางพยักหน้าเข้าใจ
”เช่นนั้นข้าก็ได้รู้แล้วว่าหากสงครามสงบจะตามหาน้องรองได้อย่างไร“
