ตอนที่4 โทสะของไทเฮา
ชุนไห่รีบให้เสี่ยวหานไปตามหมอ ก่อนอุ้มลี่อิงไปวางบนรถม้าแล้วให้เสี่ยวไจ๋คอยดูอาการของบุตรสาว แล้วรีบควบรถม้ากลับจวนอย่างรีบเร่ง ลี่อิงบอกเขาว่านางไม่เป็นอะไรแต่อาการของนางดูแย่มาก เขาใจไม่ดีเอาเสียเลย พอรถม้าเทียบหน้าจวน เขาจึงรีบตรงเข้ามาอุ้มลี่อิงแล้วตรงเข้าเรือนนอนของนาง ไม่ช้าท่านหมอที่ถูกตามก็รีบเร่งเข้ามาทำการรักษา เสี่ยวไจ๋คอยอยู่เป็นลูกมือช่วยท่านหมออยู่ในห้อง น้ำที่ทำความสะอาดบาดแผลถูกนำมาเทครั้งแล้วครั้งเล่า ชุนไห่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดใจจนยากจะกล่าว เดินไปเดินมาใจคอไม่ดี ก่อนที่บานประตูจะเปิดออกมาพร้อมท่านหมอ
“ท่านแม่ทัพนางปลอดภัยแล้ว ลูกธนูไม่โดนจุดสำคัญแต่ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ ส่วนยาข้าได้บอกรายละเอียดกับเสี่ยวไจ๋ไปแล้วขอรับ เดี๋ยวข้าจะส่งค่ารักษามาให้ทีหลัง ข้าขอตัวก่อน”
“ขอบคุณท่านหมอเดี๋ยวข้าไปส่ง”
ชุนไห่เดินไปส่งท่านหมอที่หน้าจวน พอกลับมาก็ตรงเข้าไปดูอาการบุตรสาวด้วยความร้อนใจ
“ลี่อิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดถึงเล่นใหญ่ขนาดนี้รู้มั้ยพ่อเป็นห่วงเจ้าขนาดไหน” ชุนไห่อดไม่ได้ตำหนินางออกมา
“ขอโทษเจ้าค่ะถ้าหากไม่เล่นใหญ่คนจะเชื่อหรือเจ้าค่ะ แต่ข้าก็ระวังไม่ให้โดนจุดสำคัญ ว่าแต่ท่านพ่อไม่อยากเป็นแม่ทัพแล้วเหรอเจ้าคะ เหตุใดถึงคืนตราพยัคฆ์?”
“พ่อเริ่มอายุมากขึ้นแล้ว จึงอยากใช้ชีวิตกับเจ้าอย่างเต็มที่ก่อนที่จะตายจากไป เจ้าสูญเสียมารดามาตั้งแต่แบเบาะพ่อเองก็ไม่ค่อยมีเวลาดูแลเจ้าได้อย่างเต็มที่ มีเพียงแม่นมที่คอยดูแลแทน พ่ออยากชดเชยวันเวลาที่ขาดหายไป พอเห็นโอกาสจะคืนตราพยัคฆ์พ่อก็เลยเล่นตามน้ำตามเจ้าไป” ลี่อิงหลุดหัวเราะออกมากับความเจ้าเล่ห์ของเขา
“ท่านพ่อข้าสัญญาว่าจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด วันนี้ท่านพ่อได้รับพระราชทานทองคำมาสามหีบ กับผ้าไหมอีกร้อยพับข้าจะจดรายการไว้ พรุ่งนี้เราต้องตรวจเช็คว่าเรามีทรัพย์สินมากน้อยเพียงใด ข้าจะได้คำนวนถูกหากต้องทำการค้าเจ้าค่ะ”
“เจ้าก็พักรักษาตัวก่อนเถิด ว่าแต่เจ้าไม่คิดอยากแต่งเข้าราชวงศ์แน่หรือ?
“ท่านพ่อ!!ข้าลงทุนเจ็บตัวขนาดนี้ยังไม่เป็นสิ่งยืนยันอีกหรือเจ้าคะ?” ลี่อิงมองค้อนให้เขาวงใหญ่
“พ่อถามเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะให้คำตอบกับไทเฮา”
“ข้าตัดสินใจได้ตั้งแต่วันนั้นแล้วเจ้าค่ะ ชีวิตหากยุ่งเกี่ยวกับราชวงศ์จะอายุจะสั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสเราควรถอยออกมาเจ้าค่ะ” ใช่นางคิดเอาไว้นานแล้วว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับราชวงศ์นางอยากใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและอิสระ
ตำหนักไทเฮา
ซูหนี่ว์ไทเฮายามนี้ยากจะระงับโทสะกับสิ่งที่ได้รับรู้ นางไม่คิดเลยว่าบุตรของนางจะทำเรื่องน่าอับอายขายหน้าได้ถึงขนาดนี้ องค์หญิงเอาแต่ใจไม่รู้ถูกผิด องค์ชายเลือดเย็นโหดเหี้ยมไร้ความปราณีต่อเพื่อนมนุษย์ นี่นางทำตรงไหนผิดพลาดไปอย่างนั้นหรือ?
ทุกคนมานั่งรวมกันที่ห้องโถงในตำหนักไทเฮา บรรยากาศยามนี้แสนอึดอัดและตึงเครียด เมื่อไทเฮายังคงไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดออกมา ทุกคนรู้ดีว่านางโกรธมากเพียงใด เฉินตงอยางเองก็รู้สึกผิดหวังเช่นเดียวกัน เขานั่งมองตราพยัคฆ์ในมืออย่างเหม่อลอย ชุนไห่คงโกรธและไม่พอใจมากตั้งแต่รู้จักกันมา เขาไม่เคยเห็นชุนไห่เด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดได้ขนานนี้ บุตรสาวเขาทั้งคนเป็นใครก็ต้องโกรธ
“ปัง! เสียงตบโต๊ะข้างกายไทเฮาทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้งเฮือก
“ดีนักนะ องค์ชายสี่ข้าให้เจ้าเรียนและฝึกฝนวรยุทธ เพื่อมาฆ่าคนบริสุทธิ์รึ?”
“เสด็จแม่โปรดระงับโทสะ ยามนั้นข้าไม่ได้ตั้งใจจะยิงนาง แต่เป็นนางที่เอาตัวมารับลูกธนูพ่ะย่ะค่ะ” เฉินห่าวรันรีบแก้ต่างให้ตนเองทันที
“เจ้าจะบอกว่านางอยากตายเองอย่างนั้นหรือ?” ยิ่งได้ฟังไทเฮาก็ยิ่งมีโทสะมากขึ้น
“แต่นางก็ยังไม่ตายนี่พ่ะย่ะค่ะ”
“หุบปาก!!!”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสด็จแม่โปรดระงับโทสะ”
“ข้าจะไปเจรจากับท่านแม่ทัพอีกที ว่าเขาต้องการให้ชดเชยอย่างไร แล้วข้าจะกลับมาลงโทษเจ้า ส่วนองค์หญิงแค่คนแต่งกายเหมือนเจ้า ก็ถึงขั้นลงไม้ลงมือไม่สนถูกผิด ข้ารู้สึกผิดหวังกับเจ้าจริงๆ”
“เสด็จแม่ข้าผิดไปแล้วเพคะต่อไปจะคิดให้มากกว่านี้เพคะ” ลู่เสียนใบหน้าซีดเผือดกล่าวออกมาอย่างสำนึกผิด
“พวกเจ้าทุกคนฟังข้าให้ดี ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใครเขาก็เป็นคนเหมือนกันกับเรา แค่แตกต่างกันที่ฐานะ พวกเขามีเลือดเนื้อมีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับเรา อย่าเอาความรู้สึกตนเองไปตัดสินผู้อื่น เกิดมาเป็นคนของราชวงศ์แล้วอย่างไร ฮ่องเต้ทำผิดยังมีโทษเท่าสามัญชน พวกเจ้าจงเอากลับไปคิด ข้าจะยังไม่ลงโทษจนกว่าข้าจะรู้ว่าท่านแม่ทัพต้องการให้ชดเชยอย่างไร ไปได้!!”
พอองค์ชายองค์หญิงกลับออกไป ไทเฮาก็ถอนใจด้วยความเหนื่อยหน่าย “ท่านพี่ข้ารู้สึกว่าเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ”
“พูดอะไรเช่นนั้น เจ้าเลี้ยงพวกเขาได้ดีทีเดียว เพียงแต่บางทีต้องให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองดูบ้าง คำสอนบางทีหากไม่เจอเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง”
ตำหนักองค์ชายสี่ สามองค์ชายยังคงนั่งถกเถียงกันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้
“เจ้าว่าเหตุใดนางต้องเอาร่างมารับลูกธนู?” องค์ชายสามถามขึ้น
“ไม่รู้สงสัยอยากตายมั้ง” เฉินห่าวรันตอบขึ้นอย่างหงุดหงิด
“จะบ้าหรือใครจะมาอยากตาย ข้าว่าสตรีผู้นี้ต้องมีแผนการอะไรอยู่แน่ๆ” องค์ชายรองเอ่ยขึ้นมาบ้าง
“แผนการอะไร?” เฉินห่าวรันถามขึ้น หากนางมีแผนการโดยการยอมเจ็บตัวขนานนี้ เรื่องนั้นคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
“ข้าก็ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าเรื่องนี้ฟังดูแปลกๆ ตั้งแต่นางแต่งชุดเหมือนกันกับเฉินลู่เสียน จนลู่เสียนทำโทษนางด้วยการตบหน้าและยิงธนู แล้วนางก็ยังเอาตัวเองรับลูกธนูจนบาดเจ็บ” เฉินจื้อหยวนองค์ชายรองวิเคราะห์เหตุการณ์ตามลำดับ
“หรือว่านางจะใช้เหตุผลนี้บังคับให้ข้าแต่งกับนาง” เฉินห่าวรันเอ่ยขึ้นมา
“เจ้าจำไม่ได้หรือว่านางบอกกับเจ้าไปแล้วว่าไม่มีทางหมั้นกับเจ้าที่โรงเตี๊ยม” เฉินห่าวอี้แย้งขึ้น
“นั่นอาจเป็นเพราะนางได้ยินที่ข้าพูดเลยกลัวเสียหน้า” เฉินห่าวรันโต้กลับ
“แต่อย่างไรเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ หากพวกเราไม่ผสมโรงกับน้องหญิง และไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นก็ย่อมทำได้ ข้ามาคิดตามคำพูดเสด็จแม่ พวกเราก็มีส่วนผิดที่ไม่แยกแยะถูกผิด การจับคนมาเป็นเป้ายิงธนูฟังอย่างไรก็ไม่ถูกต้อง เสด็จแม่สอนให้เป็นคนโหดเหี้ยมและเด็ดขาดกับคนที่ไม่ดีและทำความผิด แต่ไม่ใช่กับคนที่บริสุทธิ์ หากจะว่ากันตามจริง บุตรสาวของท่านแม่ทัพสวมอาภรณ์ที่ดูเหมือนกันกับน้องหญิง ก็ไม่ใช่ความผิดของนาง คนเราอาจจะใส่เหมือนกันได้ เพียงเพราะเราเป็นราชวงศ์คนทั่วไปเลยไม่มีสิทธิ์ใส่อย่างนั้นหรือ การแบ่งแยกชนชั้นแบบนี้ข้าฟังแล้วก็รู้สึกว่า พวกเรารังแกพวกเขาเกินไปจริงๆ” องค์ชายรองกล่าวอย่างยาวเหยียด เขาคิดว่าคำพูดของเสด็จแม่มีเหตุมีผลมากทีเดียว ส่วนเฉินห่าวรันและเฉินห่าวอี้ พอฟังเฉินจื้อหยวนพูดก็เริ่มคิดตาม และเริ่มเห็นด้วยเห็นด้วยว่าพวกเขาทำไม่ถูกจริงๆ
