ตอนที่5 ทำโทษ
หนี่ว์ไทเฮาตัดสินใจมาเยี่ยมอาการของลี่อิงที่จวน นางรู้สึกผิดแทนองค์ชายและองค์หญิง แต่ที่ฟังจากองค์ชายสี่บอกเล่า เขาบอกนางเอาตัวเองมารับลูกธนู แต่เหตุผลอันใดที่นางต้องทำอย่างนั้น นางถึงตัดสินใจมาถามไถ่ด้วยตนเอง รถม้าของวังหลวงเทียบจอดหน้าจวนแม่ทัพชุน ถิงถิงนางกำนัลยืนรอรับอยู่ด้านข้างรถม้า ไทเฮาก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคง ก่อนจะเดินเข้าไปจวน แม่ทัพชุนไห่รีบออกมาต้อนรับอย่างเคารพนบนอบ
“ถวายบังคมไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องมากพิธี ข้าอยากมาเยี่ยมบุตรสาวของเจ้า และอยากขอโทษแทนองค์หญิงองค์ชาย ที่ทำไปเกินกว่าเหตุ”
“กระหม่อมจะพาท่านไปยังเรือนของนางพ่ะย่ะค่ะ” ชุนไห่รีบพาไทเฮาไปหาบุตรสาวที่ยามนี้ นอนพักร่างกายอยู่ที่เรือน พอไปถึงก็เห็นนางเอนหลังพิงหัวเตียงอยู่ ก่อนนางจะทำท่าจะลงจากเตียงเมื่อเห็นว่าไทเฮาเข้ามาเยี่ยม
“เจ้าไม่ต้องลุก ข้าตั้งใจมาเยี่ยมและถามไถ่อาการของเจ้า” ไทเฮาเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน ก่อนแม่ทัพชุนไห่จะไปยกเก้าอี้มาให้ไทเฮานั่งข้างเตียง
“วันนี้ข้าตั้งใจมาขอโทษแทนองค์หญิงและองค์ชาย เจ้าอยากให้ข้าชดเชยเจ้าอย่างไร ก็บอกข้ามาได้เลย” ลี่อิงพอได้ยินเช่นนั้นใจก็เริ่มเต้นแรงด้วยความยินดี เป็นไปอย่างที่นางคิดเพราะนางรู้นิสัยของไทเฮาจากบิดาว่าพระนางเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นพระนางจะต้องออกมารับผิดแทนอย่างแน่นอน ที่จริงนางก็ไม่อยากเล่นแรงขนาดนี้ การล้อเล่นกับความรู้สึกคนนั้นไม่ดี แต่จะให้ทำอย่างไรได้นางไม่อยากแต่งเข้าราชวงศ์
“ทูลไทเฮาหม่อมฉันอยากขอให้พระองค์ ประทานอนุญาตให้หม่อมฉันเลือกคู่ครองเองได้หรือไม่เพคะ” ไทเฮาพอได้ยินก็เข้าใจทุกอย่างเป็นอย่างดี นางลงทุนเล่นใหญ่ขนาดนี้ เพราะไม่อยากแต่งเข้าราชวงศ์ แถมแม่ทัพยังใช้โอกาสนี้สละตำแหน่ง เล่นละครเก่งทั้งพ่อทั้งลูก ไทเฮายิ้มอ่อนมองสตรีตรงหน้า ที่งดงามดังบุบผาแรกแย้มด้วยความเอ็นดู ก่อนนางจะหันไปบอกถิงถิงนางกำนัล ให้นำกล่องยาที่นางเตรียมมาให้นาง ก่อนจะเปิดและหยิบเม็ดยาออกมายื่นให้ลิ่อิง
“ยานี้จะช่วยให้ร่างกายเจ้าหายเร็วขึ้น” ไทเฮาผสมยากับน้ำในบ่อบัวเก้าสวรรค์มาให้นาง ลี่อิงรับยามาแล้วยัดใส่ปากกลืนลงท้อง ทันใดร่างกายของนางก็ร้อนวูบวาบ เหมือนมีบางอย่างไหลเวียนไปทั่วร่างกาย เหงื่อนางเริ่มผุดเต็มใบหน้า นี่นางเป็นอะไรไม่ใช่ว่าไทเฮาวางยาพิษนางหรอกนะ จี้หยกสีขาวที่ลี่อิงสวมอยู่เริ่มเปล่งแสงส่องประกาย ส่วนกำไลสีทองที่ไทเฮาสวมอยู่ก็เริ่มเปล่งแสงเรืองรองเช่นเดียวกัน ลี่อิงเหมือนจะหายใจไม่ออก ไทเฮาที่เห็นเช่นนั้นก็เอื้อมมือไปกุมมือนางเอาไว้ ก่อนทุกอย่างจะกลับมาปกติ
“ไทเฮาหม่อมฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้เพคะรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งร่าง”
“เจ้าไม่ต้องตกใจร่างกายเจ้าคงแค่กำลังปรับตัวกับยาที่ข้าให้ เรื่องที่เจ้าขอข้ารับปาก เจ้าไม่ต้องกังวลอีกต่อไป จงใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างที่เจ้าต้องการ”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ข้ามีความรู้สึกว่าเจ้าไม่ใช่คนยุคนี้” ไทเฮาแค่ลองหยั่งเชิงเพราะสตรียุคนี้กับยุคปัจจุบันนั้นต่างกัน สตรียุคจีนโบราณถูกปลูกฝั่ง ให้เติบโตมาเพื่อออกเรือนกับบุรุษ แต่สตรียุคใหม่ไม่ยินดีออกเรือนหากไม่ได้ชมชอบซึ่งกันและกัน สตรียุคใหม่ชอบทำงานและใช้ชีวิตอิสระ มากกว่าการเป็นภรรยาที่ต้องเชื่อฟังสามี
“ไทเฮารู้อย่างไรเพคะ?” ลี่อิงตกใจไม่คาดคิดว่าไทเฮาจะรู้ที่มาของนาง
“ข้าก็แค่เดาเพราะข้าก็มาจากที่อื่นเหมือนกัน เอาละสิ่งเจ้าขอข้ารับปาก ขอให้หายไวๆ ข้าไปละ”
“น้อมส่งไทเฮาเพคะ” ลี่อิงมองไทเฮาที่ลุกเดินจากไปอย่างเหม่อลอย ไทเฮาทะลุมิติมาเหมือนกันกับนาง น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว มิน่าไทเฮาถึงเข้าใจความรู้สึกของนาง ที่ขอให้เลือกคู่ครองได้เอง นางจะต้องรีบไปบอกบิดาให้รับรู้ ก่อนจะรีบลุกจากเตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเห็นแม่ทัพชุนไห่เดินกลับเข้ามาอีกครั้ง
“เจ้าจะลุกไปไหนเดี๋ยวแผลก็ระบม” ชุนไห่เอ่ยท้วงลี่อิง
“ท่านพ่อสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ พระนางทรงอนุญาตให้ข้าเลือกคู่ครองเองได้”
“จริงหรือพ่อดีใจกับเจ้าด้วย” ชุนไห่ยกยิ้มเมื่อแผนการเจ็บตัวประสบผลสำเร็จ
ตำหนักองค์ชายสี่
“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่หรือ” ไทเฮาที่เดินเข้ามาที่ตำหนักองค์ชายสี่ เห็นสามองค์ชายหนึ่งองค์หญิง มาอยู่รวมตัวกันอยู่ที่นี่จึงเอ่ยถามขึ้น
“ถวายบังคมเสด็จแม่” ไทเฮาเดินไปนั่งบนตั่งข้างหน้าต่าง และปรายตามองพวกเขาอย่างจับผิด
“คือข้ากับพี่รองพี่สามกำลังปรึกษากัน หากเสด็จแม่กลับมาจากจวนท่านแม่ทัพ แล้วฝั่งนั้นต้องเรียกร้องให้ข้ารีบแต่งงานจะทำอย่างไร เสด็จแม่ข้าไม่อยากแต่งงานกับนาง” องค์ชายสี่รีบเอ่ยขึ้น ไทเฮามองเขานิ่งก่อนจะใช่ความคิด คู่ครองไม่ควรบังคับฝืนใจใคร ดั่งคำที่ว่า แตงไม่สุกเด็ดไปก็ไม่หวาน แต่ว่าในนิมิตนางเห็นว่าคู่ครอง ขององค์ชายสี่เป็นนางไม่ผิดแน่ แต่จากที่ดูแล้วทั้งสองไม่ต่างไม่ชอบกันเลยสักนิด คงต้องปล่อยไปตามดวงชะตาฟ้าลิขิต
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางอยากแต่งกับเจ้า?” ไทเฮายกชาขึ้นจิบอย่างเฉื่อยชา แต่สายตากลับแอบสังเกตกิริยาทางของเขา
“นี่หมายความว่านางอยากแต่งเข้าราชวงศ์จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ ข้าคิดแล้วไม่มีใครไม่หวังอำนาจและเงินทอง ข้าละเบื่อคนพวกนี้เสียจริง” เฉินฮ่าวรันเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“นางขอให้ข้าประทานอนุณาต ให้นางสามารถเลือกคู่ครองด้วยตัวนางเอง”
“หะ….จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เฉินฮ่าวรันเอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อหูตนเอง
“ที่จริงข้าก็ไม่ควรจับคู่เจ้ากับนางตั้งแต่แรก ต่อไปข้าจะไม่จับคู่ให้พวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็ควรคำนึงถึงด้วยว่า สตรีที่จะแต่งเข้ามาในราชวงศ์ควรมีความเหมาะสม ข้าไม่ได้หมายถึงหน้าตาหรือฐานะ แต่เป็นเรื่องของนิสัยใจคอที่สำคัญต้องเป็นคนดี แต่ว่าเรื่องทำโทษอย่างไรก็ทำ องค์หญิงถูกกักบริเวณเป็นเวลาหนึ่งเดือน องค์ชายสี่คัดตำราหนึ่งร้อยจบ ห้ามให้ใครช่วยเจ้าเด็ดขาด หากข้ารู้จะเพิ่มเป็นสิบเท่า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จแม่ข้าเพียงตบหน้านางไปสองที ถูกกักบริเวณหนึ่งเดือนเลยหรือเพคะ” องค์หญิงห้าโอดครวญ
“หรือว่าเจ้าอยากได้เพิ่ม การทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยที่คิดว่าตนมีอำนาจเหนือกว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง หากเจ้ายังไม่สำนึกและคิดไม่ได้ ข้าจะส่งเจ้าไปอยู่จวนแม่ทัพ ให้นางอบรมสั่งสอนแทนข้า แต่จะว่าไปความคิดนี้ก็ดีเหมือนกัน” ไทเฮากระหยิ่มยิ้มย่องในใจเมื่อคิดได้ว่าวิธีก็ดีเหมือนกัน นางเชื่อเรื่องพรหมลิขิตและโชคชะตา หากเป็นคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกันแน่นอน
“เสด็จแม่!” เฉินลู่เสียนร้องออกมาด้วยความตกใจ
“เอาตามนี้อยู่ในวังเจ้าอยู่สบายเกินไป ไปเรียนรู้ชีวิตนอกวังก็ดีเหมือนกัน” ไทเฮาอยู่ๆ ก็มีความคิดอยากดัดนิสัยเอาแต่ใจของนางมา
“เสด็จแม่ข้าไม่ไป พี่รอง พี่สาม พี่สี่ช่วยข้าด้วยข้าไม่อยากไป”
จื้อหยวน ห่าวอี้ ห่าวรัน มองหน้ากันด้วยไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี คำพูดของเสด็จแม่คือคำอันศักดิ์สิทธิ์ นางพูดคำไหนคำนั้นเสมอ แม้แต่เสด็จพ่อยังไม่กล้าขัดนาง เห็นทีครานี้องค์หญิงห้าคงต้องออกจากวังจริงๆ แล้ว
“น้องห้าที่จริงหนึ่งเดือนก็ไม่นาน ไม่แน่เจ้าอาจจะชอบจนไม่อยากกลับวังเลยก็ได้” จื้อหยวนองค์ชายรองช่วยเอ่ยโน้มน้าว
“ไม่มีทาง!! เสด็จแม่ไม่รักข้าแล้ว” ลู่เสียนบ่นอย่างน้อยใจน้ำตาร่วง ค่อยดูนางจะอาละวาดให้จวนแม่ทัพพังกันไปข้างเลยคอยดู ไทเฮาที่เห็นสายตาอาฆาตของนางก็เอ่ยขึ้น
“หากเจ้าคิดจะก่อเรื่องที่จวนแม่ทัพ จากหนึ่งเดือนจะเพิ่มเป็นสองเดือน หากยังก่อเรื่องไม่หยุด ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน” ไทเฮารู้นิสัยของนางดีจึงเอ่ยดักทางเอาไว้ก่อน
“เอาน่าน้องห้าเวลาผ่านไปไว เดี๋ยวพวกพี่จะหมั่นไปเยี่ยมเจ้าดีหรือไม่?” องค์ชายสามห่าวอี้เอ่ยขึ้นปลอบใจผู้เป็นน้อง
