ตอนที่ 6 ทำขนมเอาใจ
ตอนที่ 6 ทำขนมเอาใจ
“ท่านแม่บ้านโม่ชิง ข้าไม่ได้เข้ามาหาเรื่องต่อว่าอันใดเสียหน่อย ท่านไม่ต้องเป็นกังวล ข้าต้องการเข้ามาทำของกินเล่นให้อี้เฟิงเท่านั้น ดูจากร่างกายแล้วเหมือนจะผอมแห้งไปสักนิด บุตรชายต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์จะได้มีเรี่ยวแรงต่อสู้กับผู้อื่น” นางเอ่ยพลางลอบมองสิ่งของที่สามารถนำมาทำอาหารกินเล่นได้ จนสายตาของนางเหลือบไปเห็นแป้งทำอาหาร และยังมีถั่วดำถั่วแดง ในหัวของนางตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จำได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาไม่นานมาก
นางไม่เอ่ยถามสาวใช้แต่ลงมือทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่นำถั่วแดงกับถั่วดำไปแช่น้ำและต้มให้สุกนิ่ม ก่อนนำไปตำให้ละเอียดมากที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ เมื่อได้เนื้อตามที่ต้องการนางจึงตักใส่หม้อขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ขึ้นกวนไฟอ่อน ๆ ผสมน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความหวาน กวนต่อจนได้ที่จึงยกหม้อลงพักเอาไว้ให้เย็น จากนั้นนางก็มาผสมแป้งในยุคนี้ไม่มีทั้งผงฟูและยีสต์ยากนักที่จะทำให้แป้งฟูและนุ่ม
แต่กระนั้นนางก็ทำออกมาอย่างเต็มที่ นวดแป้งให้ได้ที่พักแป้งเอาไว้ระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นนางก็ยกหม้อที่ใช้นึ่งสิ่งของมาตั้งเตาไฟ ซุกฟืนเข้าไปด้านในเพื่อให้เกิดความร้อน ไอน้ำระอุขึ้นบนหม้อนึ่ง นางหันมาปั้นซาลาเปาใส่ไส้อย่างประณีต ทุกสายตาต่างพากันจับจ้องด้วยความสงสัย ไม่ใช่แค่นางไม่ต่อว่าหรือโมโหอย่างที่เคยเป็น นางไม่เอ่ยเรียกใช้ใครสักคน ตั้งอกตั้งใจทำเพียงลำพัง แม้กระทั่งแม่บ้านโม่ชิงเข้าไปถามเพื่อให้ความช่วยเหลือนางกลับตอบมาว่านางจะเป็นคนทำเองทุกอย่าง แม่บ้านโม่ชิงจึงทำได้เพียงเฝ้ามองดูโรงครัวกลัวว่าอวิ๋นหลิงจะโมโหพลั้งมือทำลายโรงครัวของนาง แต่ทว่าดวงตาของนางเมื่อทำอาหารประกายแวววาวเต็มไปด้วยความสุข
เวลาผ่านไปสองหนึ่งชั่วยามที่นางใช้เวลาอยู่ที่โรงครัว กลิ่นหอมของซาลาเปาส่งกลิ่นคละคลุ้งเต็มอากาศ ชวนให้สงสัยว่าผู้ใดทำสิ่งใดถึงส่งกลิ่นยั่วยวนกระเพาะเช่นนี้ ใบหน้าของอวิ๋นหลิงเต็มไปด้วยแป้งขาวโพลน นางจดจ้องอยู่หน้าเตารอเวลาเปิดฝาหม้อดูอย่างตื่นเต้น
เมื่อเห็นซาลาเปาสีขาวราวกับก้อนเมฆ นางดีใจเหลือเกินไม่คิดว่ามันจะฟูได้ขนาดนี้ นางค่อย ๆ คีบออกมาจากหม้อจัดใส่จานเพื่อนำไปให้อี้เฟิงกับนางอวี่เฉินได้ชิม กระนั้นสาวใช้ในครัวต่างพากันกลืนน้ำลายอยากลิ้มลองก้อนสีขาวที่อยู่ในหม้อนึ่งนั้นเหลือเกิน อวิ๋นหลิงมองครู่เดียวก็พอเข้าใจ คีบใส่จานอีกใบก่อนจะยื่นให้แม่บ้านโม่ชิงได้ลิ้มลอง
“นี่ข้าให้ ท่านลองชิมดูนะว่าฝีมือของข้าเป็นเช่นไรบ้าง ส่วนในหม้อนึ่งที่เหลืออยู่นั้นพวกเจ้าอยากลองก็ลองกินได้เลย” แม่บ้านโม่ชิงรับอย่างงง ๆ อวิ๋นหลิงยิ้มกว้างยกจานที่นางเตรียมเอาไว้ 2 จานไปให้นางอวี่เฉินกับอี้เฟิงที่ห้อง อยากรู้เหลือเกินหากทั้งสองได้ชิมจะเอ่ยชมนางหรือไม่
นางอวี่เฉินนั่งเย็บผ้าเช็ดหน้าอยู่ลานหน้าบ้านใต้ต้นไม้ใหญ่ วันนี้อากาศดีลมพัดเย็นสบายนี่ก็ใกล้ถึงฤดูใบไม้ผลิ นางยังคงหวนคิดถึงความต้องการของนางและบุตรชายได้ดี เขาสอบผ่านเซียงชื่อไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อนช่วงอายุ 13 ปี
ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมาเขาต้องเสียบิดาทำให้การสอบระดับฮุ่ยชื่อเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเขาเพราะความเจ็บปวดที่สูญเสีย ทำให้เขาสอบไม่ผ่าน และเขาไม่คิดจะไปสอบอีกเลยเมื่อถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิมักจะหวนคิดถึงบิดาและการสูญเสีย 2 ปีให้หลังช่วงอายุ 16 ปี เขาก็แต่งอวิ๋นหลิงเข้าเรือนจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่พูดถึงเรื่องสอบอีกเลย แต่ใจของนางก็หวังอยากให้เขาเข้าไปสอบอีกครั้ง ตอนนี้อายุของเขาเพียง 21 ปี ไม่ช้าหากจะไปลองสอบดูอีกครั้ง
“ท่านแม่ทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ เหตุใดถึงเหม่อลอยขนาดนี้ ข้าเดินเข้ามาตั้งนานท่านยังไม่รู้สึก หรือว่าจิตใจของท่านกำลังตั้งใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนี้” อวิ๋นหลิงวางจานลงบนโต๊ะ เอ่ยถามนางอวี่เฉินด้วยความสงสัย
“ลูกสะใภ้เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ สงสัยข้าเอาแต่คิดเรื่องการสอบฮุ่ยชื่อนะ แล้วนี่เจ้าถืออะไรมาด้วยกลิ่นหอมเชียว” อวิ๋นหลิงคิดตามคำพูดของนางอวี่เฉิน การสอบฮุ่ยชื่อ ต้องสอบผ่านเสี้ยนชื่อ
และต้องสอบเซียงชื่อที่จัดทุก ๆ 3 ปี เช่นนั้นเทียนเซิงสามีของนางก็ต้องอยู่ในขั้นจวี่เหวิน ในยุคนี้การสอบบัณฑิตนับเป็นหน้าเป็นตาของตระกูลยิ่งสอบผ่านขั้นสูงเท่าไหร่ครอบครัวยิ่งมั่นคงร่ำรวย อีกทั้งยังได้รับราชการด้วย หากเทียบกับเขายามนี้มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งระดับล่างได้ นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อวิ๋นหลิงตัวจริงมักจะตำหนิเขาบ่อยๆ เพราะคนที่นางรักและมีใจสอบผ่านเป็นก้งชื่อ หรือสอบผ่านระดับฮุ่ยชื่อแล้ว
“สิ่งนี้เรียกว่าซาลาเปาเจ้าค่ะ ข้าทำไส้สองไส้ ท่านแม่ลองกินดูสิเจ้าคะว่าอร่อยหรือไม่ ว่าแต่การสอบฮุ่ยชื่อจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ”
“อีก 1 เดือนข้างหน้านะ พูดแล้วก็เศร้าใจในเมื่อยามนี้เจ้าเปลี่ยนไปแล้วอยากปรับปรุงตัวเอง เจ้าอย่าตอกย้ำเทียนเซิงนักเลย ที่เขาสอบไม่ผ่านเพราะเสียบิดาก่อนวันออกเดินทาง ช่วงที่สอบจิตใจเศร้าโศกเสียใจไม่มีกระจิตกระใจทำข้อสอบนักหรอก เจ้าช่วยเข้าใจด้วยนะอวิ๋นหลิง การเสียของบิดาต้องปกปิดหากไม่ทำเช่นนั้นเขาต้องไว้ทุกข์ไม่สามารถสอบได้ถึง 3 ปีกระนั้นเขาก็สอบไม่ผ่านอยู่ดี เพราะจิตใจที่แตกสลาย”
“เป็นเช่นนั้นเองสินะเจ้าคะ ข้าผิดไปแล้วที่ไม่รู้ความจริงเอาแต่ต่อว่าเขาเสมอมา ท่านแม่ข้าจะช่วยพี่เทียนเซิงเองเจ้าค่ะ ข้าจะช่วยให้เขาสอบครั้งนี้ให้ได้” ดวงตาของนางอวี่เฉินโพลงโต นางนะหรือที่จะทำให้เขากลับไปสอบได้แต่ก็ไม่แน่เพราะหลายปีมานี้เทียนเซิงรักดูแลไม่ต่อว่าอวิ๋นหลิงแม้เพียงสักคำไม่ว่านางจะทำอันใดผิดก็ตาม
“หากเป็นเช่นนั้นข้าก็ขอฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้วล่ะอวิ๋นหลิง หากเขาสอบผ่านได้เป็นขุนนางทำงานในวังหลวง ข้าคงไปหาบิดาของเขาอย่างภาคภูมิใจ” อวิ๋นหลิงซาบซึ้งแทบน้ำตาไหล นี่สินะความรักของคนเป็นแม่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งอื่นใดคือเห็นลูกประสบความสำเร็จ นางค่อย ๆ ยื่นมือไปแตะที่มือของนางอวี่เฉินเบา ๆ ลูบ ช้า ๆ ราวกับปลอบใจ
