บทที่ 3-2 ภาระบนบ่า
ไป๋กุ้ยเฟยเอ่ยกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ก่อนจะไล่เหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ออกไปจากห้องจนหมด เซี่ยหลิงกลอกตาไปมาหนหนึ่งอย่างเบื่อหน่าย เขาปล่อยนางกำนัลน้อยผู้นั้นให้เป็นอิสระก่อนจะทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน
"วันนี้น้องหญิงไปไหนเล่า ทุกครั้งนางจะมาคอยประจบเอาใจท่านไม่ใช่หรือ?"
"เหยาเอ๋อร์ไม่ค่อยสบาย นางกลับไปพักที่ตำหนักของตัวเองแล้ว เจ้าห้ามไปหาเรื่องน้องสาวเด็ดขาด"
เซี่ยหลิงฟังจบก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะหันมามองมารดาตนด้วยแววตาที่เย็นชา
"โธ่ๆ เสด็จแม่ ในสายตาท่านข้าเป็นพี่ชายใจชั่วขนาดนั้นเชียวหรือ ให้ตายสิ ข้าลืมไปได้อย่างไรกัน ในใจของท่านเคยมองข้าเป็นบุตรเสียที่ไหน ท่านเอาแต่คิดถึงพี่รองที่ตายจากไปแล้วอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาคือบุตรชายที่สวรรค์ส่งมาเกิดของท่าน น้องหญิงก็งดงามอ่อนโยนราวกับเทพธิดา ส่วนข้ามันหนีนรกมาเกิด ตั้งแต่พี่รองตายจากไปท่านก็บังคับข้าฝึกวรยุทธ์ บังคับข้าให้ทำในสิ่งที่พี่รองชอบทำ ท่านต้องการให้ข้าเก่งเหมือนกับพี่รอง วางตัวสูงส่งเหมือนกับเขา เพราะข้าอยากให้ท่านเอ็นดูบ้าง ข้าจึงยอมทำทุกอย่างตามที่ท่านสั่ง ทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของข้า พยายามเก่งให้เหมือนกับพี่รอง เดิมทีข้าเคยคิดว่าหากข้าทำได้ดี ท่านจะต้องชื่นชมข้าบ้าง แต่ไม่เลย แม้ข้าจะพยายามมากเพียงใดแต่ท่านก็ไม่เคยพอใจ ซ้ำยังบอกว่าข้าทำได้ไม่ดีเท่าพี่รอง ในสายตาท่านมีแต่พี่รอง บุตรที่ท่านอยากให้เป็นองค์รัชทายาทเดิมทีก็ไม่ใช่ข้าอยู่แล้ว หึ ในเมื่อทำดีแล้วไม่ได้ดี ข้าจะทำไปทำไมกัน นับแต่นี้ข้าจะทำแต่สิ่งที่ข้าชอบ ไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น!”
ไป๋กุ้ยเฟยที่ถูกบุตรชายเอ่ยวาจาตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้าก็ถึงกับเอ่ยวาจาโต้เถียงไม่ออก นางเดินเข้าไปหาเซี่ยหลิงก่อนจะตบหน้าบุตรชายเต็มแรง
"ข้าเป็นมารดาบังเกิดเกล้าของเจ้า แต่เจ้ากลับกล้าเถียงข้าหรือ เจ้าไม่มีสิทธิ์มาต่อว่าข้าเช่นนี้ และยิ่งไม่มีสิทธิ์ไปเอ่ยวาจาเหน็บแนมพี่ชายที่ล่วงลับไปแล้วด้วย เจ้าสู้เขาไม่ได้เพราะเจ้าทำตนเอง หากพี่ชายเจ้ายังอยู่ข้าคงไม่ต้องเหนื่อยใจเช่นนี้ และไม่ต้องฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้กับเจ้า!"
"เช่นนั้นท่านก็ไปขุดเอาศพเขาขึ้นมาจากสุสานสิ ท่านรักเขามากก็เอากองกระดูกเขามากอดเอาไว้เสีย ข้าจะได้ไม่ต้องมาแบกรับความหวังของท่านเอาไว้บนบ่า!"
"เซี่ยหลิง!"
ไป๋กุ้ยเฟยโมโหจนตัวสั่น นางพยายามระงับโทสะไม่ให้ตบหน้าบุตรชายเป็นครั้งที่สอง ดวงตาของนางแดงเรื่อก่อนที่น้ำตาจะร่วงหล่นลงมาเป็นสาย เซี่ยหลิงหลับตาลงพยายามข่มกลั้นอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านไปมากกว่านี้ ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองมารดาตน ดวงตาฉายแววอ่อนลงหลายส่วน
"ก็ได้ ในเมื่อท่านอยากให้ข้าเป็นองค์รัชทายาทข้าก็จะเป็นให้ ท่านอยากให้ข้าเป็นฮ่องเต้ข้าก็จะทำให้ท่านสมปรารถนา ท่านอยากให้ข้าเป็นเงาของพี่รองไปชั่วชีวิตข้าก็จะไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว เสด็จแม่ เช่นนี้แล้วท่านพอใจหรือไม่เล่า?"
ไป๋กุ้ยเฟยไม่เอ่ยวาจาใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เซี่ยหลิงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะขอตัวลาและเดินออกไปจากตำหนักอย่างรวดเร็ว เมื่อออกมาแล้วเขาก็หยุดยืนอยู่บนทางเดิน ชายหนุ่มแหงนหน้ามองท้องฟ้า พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
ตั้งแต่เล็กจนโตเสด็จแม่ก็รักแต่พี่รองมาโดยตลอด สิ่งดีๆ ล้วนตกเป็นของพี่รองก่อนทั้งสิ้น แม้จะเป็นเช่นนี้แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉาพี่ชายเลยสักนิด เขาเพียงอยากให้เสด็จแม่เอ็นดูเขาบ้างเท่านั้น แต่น้อยครั้งนักที่เสด็จแม่จะสนใจความรู้สึกของเขา จนกระทั่งพี่รองจากไป เสด็จแม่จึงใส่ใจเขามากขึ้น เขาดีใจมาก แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังคงเป็นได้เพียงเงาของพี่รองเท่านั้น และยิ่งพยายามเท่าใดก็ไม่เคยเป็นที่พอใจของเสด็จแม่ เวลาที่เขาทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเสด็จแม่ก็จะลงมือตบตีเขาอยู่บ่อยครั้ง จนนานวันเข้า เขาก็เรียนรู้ความรุนแรงมาจากเสด็จแม่จนติดเป็นนิสัย กลายเป็นคนอารมณ์ไม่คงที่ไปเสียอย่างนั้น นานวันเข้าก็เริ่มต่อต้าน ทำในสิ่งตรงข้ามกับความต้องการของเสด็จแม่ทุกอย่าง
เขารู้ว่าตนเองเก่งไม่เท่าพี่รอง และก็ไม่สนใจตำแหน่งองค์รัชทายาทเฮงซวยนั่นเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะเสด็จแม่เขาจึงไม่อาจหลีกหนีวังวนของการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักไปได้ ทุกก้าวที่เขาเดินเหมือนกำลังย่ำอยู่บนตะปูแหลมคม ภาระถูกวางไว้บนบ่า ความกดดันมากมายกดทับจิตใจของเขา ไม่เพียงเสด็จแม่ที่เขาต้องปกป้อง ยังมีน้องสาวและคนตระกูลไป๋ทั้งตระกูล จากองค์ชายตัวน้อยผู้แสนร่าเริงอ่อนโยน กลับเติบโตมากลายเป็นคนบิดเบี้ยวเห็นแก่ตัว ต้องวางแผนนับร้อยนับพันวิธีเพื่อให้ตนเองและคนรอบกายมีชีวิตอยู่รอด
สิ่งที่เขาต้องการแท้จริงแล้วไม่ใช่อำนาจในมือ ไม่ใช่ตำแหน่งสูงสุด เขาเพียงอยากให้เสด็จแม่ยอมรับในตัวตนของเขาสักครา
แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีวันนั้นอีกแล้ว
เซี่ยหลิงกำมือแน่น เพราะโทสะและความน้อยเนื้อต่ำใจยังคงไม่จางหายไป เมื่อกลับมาถึงจวน เขาจึงลงมือทำลายข้าวของในเรือนเพื่อระบายโทสะ เหล่านางกำนัลต่างพากันก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
"ไสหัวออกไปให้หมด!"
เซี่ยหลิงตวาดไล่คนด้วยโทสะ อยู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นบ่าวรับใช้ชายผู้หนึ่งกำลังมองตนด้วยสายตาประหลาด เขาจึงพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของบ่าวรับใช้ผู้นั้นทันที
“มองหน้าข้าทำไม ฮะ! เจ้าสมน้ำหน้าข้าหรือ เจ้ากำลังเยาะเย้ยข้าในใจใช่หรือไม่!”
“องค์ชายสาม บ่าวมิกล้า!”
“เช่นนั้นก็ไสหัวไป ใครอยู่ขวางหูขวางตาข้าอีก ข้าจะไม่ละเว้น!”
เซี่ยหลิงพยายามข่มกลั้นโทสะในจิตใจ เขาซัดหมัดเข้าใส่กำแพงจนมือเป็นแผลโลหิตไหลออกมาเป็นสาย โทสะในใจจึงค่อยๆ ทุเลาเบาบางลงไปได้
