ตอนที่ 5 ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
บรรยากาศภายในห้องโถงรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลใหญ่โอ่อ่าและเงียบสงบ ทว่ากลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดระคนตึงเครียด แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบพื้นหินอ่อนขัดเงา สะท้อนร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาที่กำลังยืนกุมมือกันด้วยท่าทีน่าสงสาร
มินตรา นางเอกผู้แสนดีในสายตาของทุกคน (และจอมปลอมในสายตาของรัญธิดา) กำลังบีบน้ำตาคลอเบ้า ดวงตากลมโตแดงก่ำคล้ายผ่านการร้องไห้อย่างหนักมาทั้งคืน ใบหน้ารูปไข่ฉายแววความหวาดกลัวและเจ็บปวดราวกับลูกกวางน้อยหลงทาง
นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคือ ภาคิน พระเอกหนุ่มผู้หลงตัวเองจนกู่ไม่กลับ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง ดวงตาคมปลาบฉายแววหงุดหงิดและกังวลใจระคนกัน มือหนากำหมัดแน่นเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน วันที่รัญธิดาประกาศกร้าวปฏิเสธการร่วมทุนและไม่แม้แต่จะชายตามองการ์ดเชิญของเขา
“ภาคินคะ... มิน... มินไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมคุณหนูรัญถึงเกลียดมินขนาดนี้” เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยขึ้นอย่างน่าเวทนา หยดน้ำตาใสไหลอาบแก้มเนียนอย่างพอดิบพอดี “เมื่อวานมินแค่อยากเอาขนมที่ตั้งใจทำไปฝากคุณหนูเพื่อขอโทษเรื่องในอดีต แต่... แต่คุณหนูไล่ตะเพิดแถมยังปัดขนมทิ้งต่อหน้าพนักงานทุกคนด้วยค่ะ...”
ภาคินขบกรามแน่น ความรู้สึกโกรธเคืองพุ่งพล่านขึ้นมาในอก รัญธิดาผู้หญิงคนนี้ชักจะเอาใหญ่และก้าวร้าวเกินไปแล้ว! ในหัวของเขาเริ่มตีความพฤติกรรมเย็นชาและการปฏิเสธของรัญธิดาไปในทางเดิม ๆ ผู้หญิงคนนี้กำลังเรียกร้องความสนใจ! เธอคงคิดว่าทำแบบนี้แล้วเขาจะวิ่งแจ้นไปง้อเหมือนแต่ก่อนสินะ?
“เธอไม่ต้องไปสนใจคนใจร้ายแบบนั้นหรอก มินตรา” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่พยายามปรับให้ดูอ่อนโยน มือหนายื่นไปโอบไหล่บางของมินตราเข้ามาปลอบประโลม “รัญธิดาก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เอาแต่ใจตัวเอง คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก เธอคงแค่ประชดที่ฉันไปไหนมาไหนกับเธอ... เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
มินตราซบหน้าลงกับอกของภาคิน แสร้งทำเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่รอยยิ้มมุมปากที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อสูทของชายหนุ่มกลับเหยียดยิ้มเยาะอย่างได้ใจ
‘นังรัญธิดา... ต่อให้แกจะทำเป็นเก่ง เชิดหน้าชูตาแค่ไหน แต่สุดท้ายคนที่ภาคินปกป้องและเชื่อใจก็คือฉันอยู่ดี!’ มินตราคิดในใจอย่างลำพอง
ทว่า... ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก้าวฉับ ๆ อย่างมั่นคงก็ดังขึ้นจากทางบันไดวนด้านหน้า
ทั้งภาคินและมินตราหันไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปรดในชุดสูทกางเกงขายาวสีครีมเข้ารูป ทับเสื้อไหมพรมคอเต่าสีดำสนิท แว่นตากันแดดแบรนด์ดังถูกเหน็บไว้ที่อกเสื้อ เรือนผมสีบลอนซ์ทองยาวสลวย ถูกปล่อยสยายอย่างไม่ตั้งใจแต่กลับดูทรงพลังและเซ็กซี่เกินต้านทาน
นั่นคือ รัญธิดา
เธอก้าวเดินลงมาด้วยท่าพญาหงส์ สายตาคมกริบกวาดมองคู่รักจอมปลอมที่กำลังกอดก่ายกันอยู่ราวกับพวกน่าสมเพช มุมปากอิ่มยกยิ้มเยาะหยันอย่างชัดเจนโดยไม่มีทีท่าว่าจะเกรงใจเจ้าของบ้านเลยสักนิด
ภาคินชะงักไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบแปลก ๆ เมื่อเห็นรัญธิดาในลุคนี้ ต่างจากผู้หญิงที่เอาแต่วิ่งตามร้องไห้งอแงในอดีตลิบลับ รัญธิดาในตอนนี้ดูงดงาม โดดเด่น และทรงเสน่ห์จนละสายตาไม่ได้เลย
“อุ๊ย ตายจริง...” เสียงหวานใสกังวานเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ “ในบ้านฉันตอนนี้กลายเป็น ‘ศูนย์พักพิงสัตว์เลี้ยง’ ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? ถึงมีตัวอะไรไม่รู้มาส่งเสียงน่ารำคาญแต่เช้าแถมยังเกาะแกะกันไม่อายฟ้าดิน”
ใบหน้าของภาคินบึ้งตึงลงทันทีเมื่อได้ยินคำพูดเหน็บแนม “รัญธิดา! พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย เธอกำลังว่าใคร?!”
รัญธิดายกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนเสื้อสูท ก่อนจะปรายตามองภาคินด้วยหางตา “ใครร้อนตัว คนนั้นก็รับไปสิคะคุณภาคิน หรือสมองคุณมีรอยหยักไม่พอเลยต้องให้ฉันแปลไทยเป็นไทยให้อีกรอบ?”
“เธอ!” ภาคินผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ ทว่ามินตรากลับรีบเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อเขาไว้ พร้อมกับช้อนตาขึ้นมองด้วยความหวาดกลัว
“คุณภาคินคะ... อย่าทะเลาะกันเพราะมินเลยค่ะ... ฮื่อ... มินยอมกลับไปดีกว่าค่ะ ไม่อยากให้คุณหนูต้องมาโกรธเกลียดคุณภาคินเพราะมิน...” มินตราแกล้งบีบน้ำตาชุดใหญ่ สะอื้นจนตัวโยน แสดงละครบทนางเอกผู้แสนดีน่าสงสารได้อย่างแนบเนียน
รัญธิดายืนกอดอก มองฉากงิ้วราคาถูกตรงหน้าด้วยความรู้สึกคลื่นไส้ เธอยกมือขึ้นปรบมือเบาะ ๆ สองสามที แววตาฉายแววสมเพชเวทนา
“แปะ ๆ ๆ... โอโห้ การแสดงยอดเยี่ยมระดับออสการ์เลยค่ะคุณมินตรา น่าเอาโล่รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมสาขา ‘ตอแหลแห่งปี’ ไปประดับฝาบ้านจัง” รัญธิดาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งทำเอาอุณหภูมิในห้องลดฮวบ “ร้องไห้เก่งขนาดนี้ ทำไมไม่ไปสมัครสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ล่ะคะ จะได้ไม่ต้องมาคอยเกาะผู้ชายกินไปวัน ๆ แบบนี้”
“คุณหนู... ทำไมคุณถึงพูดจาใจร้ายกับมินแบบนี้ล่ะคะ... มินไม่เคยคิดร้ายกับคุณเลยนะ!” มินตราสะอื้นฮักจนตัวสั่น แกล้งทำท่าจะเป็นลมล้มพับลงไปซบกับอกของภาคินพอดี
ภาคินเลือดขึ้นหน้า เขาพุ่งเข้ามาขวางหน้ามินตรา ปกป้องเธอไว้ราวกับแม่ไก่ปกป้องลูก พร้อมกับชี้หน้าด่ารัญธิดาด้วยความโมโห
“รัญธิดา! เธอจะเกินไปกันใหญ่แล้วนะ! มินตราเขาเป็นคนจิตใจดีอ่อนโยน เธอไม่มีสิทธิ์มาดูถูกเหยียบยามเขาแบบนี้! เพราะความอิจฉาริษยาและนิสัยเสีย ๆ ของเธอใช่ไหม ถึงทำให้เธอเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียวแบบนี้เมื่อก่อน?!” ภาคินตะคอกใส่ด้วยความโกรธหลงตัวเองสุดขีด คิดว่าคำพูดพวกนี้จะทำให้รัญธิดาสะเทือนใจและร้องไห้ง้อเขาเหมือนในอดีต
แต่เขากลับคิดผิดมหันต์!
รัญธิดาไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้กรีดร้องโวยวายเหมือนที่เขาคาดการณ์ไว้ หญิงสาวกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและขบขันระคนสมเพช
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาภาคินตรง ๆ ดวงตากลมโตฉายแววแข็งกร้าวและทรงพลังจนภาคินถึงกับชะงัก
“หึ... เป็นบ้าเหรอ? คนที่สมควรไปเช็กสมองและจิตแพทย์มากที่สุดในห้องนี้... น่าจะเป็นคุณสองคนนะ” รัญธิดาเหยียดยิ้ม “อยากได้นักใช่ไหมไอ้ผู้ชายโง่ ๆ คนนี้? อยากได้เศษเดนที่ฉันเขี่ยทิ้งนักใช่ไหม? งั้นก็เชิญเอาไปเลย! ฉันยกให้! เชิญกอดคอกันจนตายไปข้างหนึ่งเลยนะจ๊ะ เพราะคนอย่าง ‘รัญธิดา’ คนนี้... ต่อให้เอาทองคำมากองตรงหน้า ฉันก็ไม่ชายตามองผู้ชายโง่ ๆ ที่โดนผู้หญิงหลอกปั่นหัวเหมือนควายตัวหนึ่งหรอก!”
“รัญธิดา!!” ภาคินคำรามลั่นด้วยความเจ็บใจที่โดนดูถูกศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง หน้าหล่อ ๆ แดงก่ำด้วยความโกรธจัด
“ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงคะ?” รัญธิดาหันหลังกลับอย่างไม่แยแส เธอโบกมือลาไล่หลังโดยไม่หันกลับมามอง “เชิญสวีทกันให้เต็มที่นะจ๊ะ... อ้อ แล้วก็กรุณาไสหัวออกไปจากคฤหาสน์ของฉันก่อนที่ฉันจะเรียก รปภ. มาลากคอออกไป ให้เกียรติสถานที่ด้วยค่ะ... ขยะเปียกเขาไม่ต้อนรับคนนอก!”
พูดจบ รัญธิดาก็เดินนิ่ม ๆ ขึ้นบันไดไปอย่างไร้ความกังวล ทิ้งให้ภาคินยืนกำหมัดสั่นด้วยความแค้นเคืองจนหน้าดำหน้าแดง ขณะที่มินตราแอบลอบยิ้มมุมปากอย่างได้ใจ ในเมื่อรัญธิดาไล่ตะเพิดพวกเขาแบบนี้ ยิ่งทำให้ภาคินเกลียดรัญธิดาและเห็นใจเธอมากขึ้นไปอีกสิ!
แต่หารู้ไม่ว่า... เกมนี้ รัญธิดาไม่ได้เล่นเพื่อประชันความน่าสงสาร... แต่เธอเป็นคนแจกไพ่ และพวกมันต่างหากที่เป็นฝ่ายเดินเข้าสู่หลุมพรางที่เธอกำลังขุดรอฝังกลบทั้งเป็น!
