บทที่ 2 ระบบวิเศษ
แม้จะบ่นตัดพ้อกับโชคชะตาที่เล่นตลก ทว่าหลิวซือซือก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจมากนัก
หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียงนอนเก่าๆ จัดแจงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย ก่อนจะเรียกเปิดระบบวิเศษที่ติดตัวนางมาตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในยุคนี้
นางไล่สายตามองหน้าต่างระบบโปร่งแสง ที่มีสิ่งของเครื่องใช้จากโลกอนาคตมากมายนับไม่ถ้วน มันเปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มีทุกอย่างให้เลือกสรรได้อย่างใจนึก
ติดอยู่เพียงเรื่องเดียว... นางไม่มีเงินตราของยุคนี้ติดตัวเลยสักอีแปะเดียว หากอยากได้เงินมาจับจ่ายใช้สอยในครอบครัว ก็คงต้องนำของในระบบออกไปแลกเปลี่ยนเท่านั้น
'แต่ของในยุคอนาคตมันจะดูแปลกตาเกินไปสำหรับคนในยุคนี้หรือไม่ เฮ้อ…ช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง'
แต่แล้ว สายตาของหญิงสาวก็ต้องชะงักกึก เมื่อสังเกตเห็นแถบแจ้งเตือนบางอย่างที่กะพริบถี่ๆ… มันคือกราฟแสดงอุณหภูมิอากาศโดยรอบ ซึ่งกำลังดิ่งลงอย่างน่าประหลาด!
เมื่อตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง นางก็พบว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ทะลุมิติมา ตัวเลขพวกนี้บอกอุณหภูมิอากาศได้ถูกต้องแม่นยำ ไม่เคยผิดเพี้ยนเลยแม้แต่นิด
ทว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับน่าตระหนกยิ่งนัก หลังจากนี้ ชาวเมืองเฉิงตูจะต้องเผชิญกับหิมะตกหนักที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี
มวลอากาศหนาวจัดจะปกคลุมไปทั่วทั้งแคว้นยาวนานกว่าหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนจะพลิกกลับเป็นร้อนจัดอีกเจ็ดวันเต็มๆ จึงจะเข้าสู่อุณหภูมิปกติ
หากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า ชาวบ้านไม่ล้มตายเพราะอากาศที่แปรปรวนสุดขั้วนี้กันหมดหรอกหรือ
เมื่อรู้ข่าวล่วงหน้าเช่นนี้ อย่างน้อยนางก็พอจะมีเวลาเตรียมตัวอยู่บ้าง แม้จะไม่สามารถยื่นมือช่วยคนได้ทั้งหมด แต่ก็ยังดีกว่านิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวซือซือจึงสุ่มเลือกหยิบกำไลหยกออกจากระบบวิเศษมาสองสามชิ้น
นางนำพวกมันใส่ลงในถุงผ้าที่เตรียมไว้ ก่อนจะรีบก้าวออกจากบ้านสกุลหลิวไปในทันที
ตลาดเมืองเฉิงตู
“เอ้า เร่เข้ามาๆ วันนี้ข้านำกำไลหยกเขียวของแท้เนื้อดีงามหยดย้อยมาขาย ใครได้ไปย่อมพบเจอแต่ความโชคดี”
“ไหนๆ... ขอข้าดูหน่อยสิ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำดังแทรกขึ้น ท่ามกลางเสียงแหวกผู้คนและฝูงชนที่แตกฮือออกเป็นสองฝั่ง มือหนาใหญ่ข้างหนึ่งยื่นเข้ามาเปิดทางแหวกผู้คนที่มุงดูอยู่ออกอย่างง่ายดาย แล้วก้าวตรงเข้ามายังหน้าแผงค้าของหลิวซือซือ
“โอ้โห พวกเจ้าดูสิ… งดงามจริงๆ หยกเขียวเนื้อมันแวววับขนาดนี้ นี่เจ้าน่ะ! คงไม่ได้ไปปล้นใครเขามาหรอกนะ”
“ข้าเนี่ยนะจะไปปล้นใคร พูดจาให้มันดีๆ หน่อย อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
หลิวซือซือถกแขนเสื้อ ทำท่าจะเข้าไปต่อยบุรุษปากพร่อยผู้นั้น ทว่าพลันมีชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามาแทรกกลางวงสนทนาเสียก่อน
เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสันทัดสวมหมวกสานบดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะมีหนวดเคราขึ้นรุงรัง ใบหน้านั้นคงจะดูหล่อเหลาไม่เบา
ชายหนุ่มถือคันเบ็ดพร้อมตะกร้าปลาขนาดพอดีมือ เดินตรงเข้ามาหยุดที่หน้าแผงขายของนางแล้วส่งยิ้มให้
นัยน์ตาสีนิลล้ำลึกคู่นั้นจ้องมองมา ท่าทางเช่นนี้หากเป็นหญิงงามทั่วไปคงอดที่จะเขินอายไม่ได้ ทว่ากับหลิวซือซือกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
ก็ในยุคที่จากมา นางพบเห็นผู้ชายหล่อเหลามานับไม่ถ้วนแล้วน่ะสิ แค่นี้ไม่มีทางทำอันตรายต่อหัวใจของนางได้เลยแม้เพียงนิด
“เท่าที่ข้าดู หยกของนางไม่ได้ไปฉกปล้นใครเขามาหรอก หากเป็นหยกที่มีเจ้าของย่อมต้องมีชื่อสลัก หรือหากเป็นหยกที่ขโมยมาจริงๆ ย่อมต้องมีตราประทับที่คนทั่วไปไม่อาจรู้”
‘ตะ ตราประทับอะไรกันหรือ มันมีอะไรแบบนั้นด้วยหรือเนี่ย’
หลิวซือซือคิดในใจพลางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าตาไม่กะพริบ หยกพวกนี้นางนำมาจากระบบวิเศษ เป็นของที่ผลิตขายทั่วไปในโลกอนาคต จะไปมีตราประทับอะไรกันเล่า!
แล้วหากมีขึ้นมาจริงๆ นางจะอธิบายอย่างไร ในเมื่อตัวอักษรยุคนี้กับยุคอนาคตมันไม่เหมือนกันเลยสักนิด
‘ซวยแล้วสิ! จะหยิบอะไรออกมาขาย ทำไมไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนนะหลิวซือซือ... เหตุใดเจ้าถึงได้โง่เขลาเช่นนี้’
