ตอนที่ 7 คำเตือนจากกุ้ยเฟย
ท่ามกลางความยินดีที่มีชีวิตใหม่ในตำหนักทิพยมาศ บรรยากาศแห่งความรื่นเริงกลับเบาบางลงเมื่อเงาของอำนาจเก่าเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุม หลินซีรู้ดีว่าในวังหลังไม่มีคำว่าพักรบ มีเพียงช่วงเวลาที่ดาบกำลังถูกลับให้คมเพื่อรอจังหวะฟันลงมาที่ลำคอของศัตรูเท่านั้น
เช้าวันต่อมา อากาศในวังหลวงเริ่มเปลี่ยนเป็นชื้นแฉะ ลมพัดพาเอาความเหน็บหนาวมาสู่ระเบียงทางเดิน หลินซีกำลังนั่งตรวจบัญชีของกำนัลที่ได้รับมาเมื่อวันก่อน นางไม่ได้มองว่ามันคือความร่ำรวย แต่นางมองว่ามันคือ 'หนี้' ที่ต้องจ่ายคืนด้วยไหวพริบ
"พระสนมเพคะ ฉินกุ้ยเฟยส่งคนมาเชิญท่านไปจิบน้ำชาที่อุทยานส่วนพระองค์เพคะ" ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด มือที่ถือถาดน้ำชาสั่นเล็กน้อย "บอกว่า... มีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับตระกูลหลินจะปรึกษา"
หลินซีวางพู่กันลงทันที นางแค่นยิ้มเย็น "มาเร็วกว่าที่คิดสินะ"
"พระสนม อย่าไปเลยนะเพคะ ใครๆ ก็รู้ว่าตำหนักจันทราฉายคือแดนประหารที่ไร้เพชฌฆาต"
"หากข้าไม่ไป นางก็จะยิ่งได้ใจ และความลับเรื่องครอบครัวข้าอาจถูกนางใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายข้าต่อหน้าคนทั้งวัง" หลินซีลุกขึ้นยืนพลางจัดอาภรณ์ให้เข้าที่ "เตรียมชุดสีเทาเรียบๆ ให้ข้า ข้าจะไปในฐานะผู้มาขอรับคำชี้แนะ ไม่ใช่ในฐานะคู่แข่ง"
ศาลาริมน้ำและคำขู่ที่ไร้เสียง
ที่อุทยานส่วนพระองค์หลังตำหนักจันทราฉาย ฉินกุ้ยเฟยนั่งสง่าผ่าเผยอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก รอบกายมีนางกำนัลยืนเรียงรายราวกับกองทหาร บนโต๊ะมีขนมกุ้ยฮวาและน้ำชาที่ส่งควันกรุ่น แต่บรรยากาศกลับเย็นเยียบจนน่าขนลุก
หลินซีเดินเข้าไปหยุดตรงหน้านางแล้วย่อกายถวายบังคมอย่างอ่อนน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ "หม่อมฉันหลินหรงหัว ถวายพระพรพี่หญิงกุ้ยเฟยเพคะ"
ฉินกุ้ยเฟยไม่ขานรับ นางจิบน้ำชาอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้หลินซีค้างอยู่ในท่าถวายบังคมอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานจนขาของหลินซีเริ่มสั่นเทาเพราะแผลที่หลังยังไม่หายสนิทดี
"เจ้าคงจะภูมิใจมากสินะ ที่ใช้ร่างกายแลกตำแหน่งหรงหัวมาได้ในคืนเดียว" ฉินกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะมองหน้า "แต่เจ้าคงลืมไปว่า ในวังนี้ คนที่ขึ้นได้เร็วที่สุด ก็มักจะตกลงมาแรงที่สุดเช่นกัน"
"หม่อมฉันเพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่สนมอย่างเต็มกำลังเพคะ มิได้คิดจะปีนป่ายเกินตัว" หลินซีตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"อย่างนั้นหรือ?" ฉินกุ้ยเฟยวางถ้วยชาลงกระแทกโต๊ะจนน้ำชากระฉอก "งั้นข้าถามเจ้าหน่อย... หน้าที่ของลูกที่ดี คือการปล่อยให้พ่อตัวเองต้องโทษประหารในคุกใต้ดินงั้นหรือ?"
หลินซีใจกระตุก แต่นางพยายามรักษาใบหน้าให้สงบนิ่ง "หม่อมฉันเชื่อในความยุติธรรมของฝ่าบาทเพคะ หากท่านพ่อไม่ได้กระทำผิด ย่อมไม่มีสิ่งใดต้องกังวล"
"ความยุติธรรมงั้นหรือ? หึ..." ฉินกุ้ยเฟยลุกขึ้นเดินเข้าหาหลินซี นางโน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงประดุจพิษงู "เจ้าคงยังไม่รู้ว่า บิดาของเจ้าถูกพบหลักฐานมัดตัวว่า 'ยักยอกเงินซ่อมแซมศาลบรรพชน' หลักฐานนั้นอยู่ในมือของท่านพ่ออัครเสนาบดีของข้าเรียบร้อยแล้ว หากข้าสะบัดมือเพียงครั้งเดียว หัวของคนตระกูลหลินจะหลุดจากบ่าภายในสามวัน"
หลินซีแสร้งทำเป็นตัวสั่น "พี่หญิง... ท่านต้องการอะไรเพคะ?"
"ข้าต้องการให้เจ้า 'หายไป' อย่างเงียบๆ" ฉินกุ้ยเฟยยิ้มเหี้ยม "ในงานเทศกาลล่าสัตว์ที่จะถึงนี้ เจ้าจงทูลขอฝ่าบาทไปอยู่ที่อารามบนเขาเพื่อสวดมนต์ให้ไทเฮา และห้ามกลับมาที่วังหลังอีกตลอดชีวิต หากเจ้าทำตาม ข้าจะถือว่าจดหมายฉบับนั้นไม่เคยมีอยู่ และพ่อของเจ้าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย"
"หม่อมฉัน... ขอเวลาคิดสามวันได้ไหมเพคะ?"
"ได้... ข้าจะให้เวลาเจ้าคิดถึงวาระสุดท้ายของพ่อเจ้า" ฉินกุ้ยเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะสะบัดชายผ้าเดินจากไป ทิ้งให้หลินซียืนอยู่ลำพังท่ามกลางลมหนาว
พลิกนิยาย: ขุดหลุมล่อเสือ
เมื่อกลับมาถึงตำหนักทิพยมาศ หลินซีไม่ได้ร้องไห้เหมือนที่ฉินกุ้ยเฟยคาดการณ์ไว้ นางกลับเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วเริ่มวาดแผนผังบางอย่างลงบนกระดาษ
"ชิงเอ๋อร์ ข้าต้องการให้เจ้าไปหาตัว 'กงกง' คนหนึ่งที่ชื่อว่า 'ฉีเต๋อ' เขาทำงานอยู่ในห้องเครื่องหอม"
"ฉีเต๋อ? เขาเป็นใครหรือเพคะ?"
"เขาคือคนที่รู้ความลับเรื่องการสับเปลี่ยนไม้กฤษณาคุณภาพต่ำมาใช้ในงานหลวง" หลินซีระลึกถึงเนื้อหาในบทที่ 15 ที่นางเคยเขียนไว้แต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ ในตอนนั้นนางวางแผนให้ฉินกุ้ยเฟยทำลายตระกูลหลินได้สำเร็จ แต่คราวนี้... นางจะใช้ตัวละครเดิมที่นางสร้าง มาหักหลังนายเก่าของมันเอง
"พระสนมจะทำอะไรเพคะ?"
"ข้าจะใช้สิ่งที่ฉินกุ้ยเฟยใช้ข่มขู่ข้า กลับไปทำลายนาง" หลินซีกล่าวด้วยแววตาแน่วแน่ "นางคิดว่านางถือไพ่เหนือกว่าเพราะมีหลักฐานปลอม แต่ข้าคือคนเขียนบท ข้ารู้ว่าหลักฐาน 'จริง' ซ่อนอยู่ที่ไหน!"
หลินซีจำได้ว่าในพล็อตนิยาย อัครเสนาบดีฉินมักจะเก็บสมุดบัญชีลับไว้ในแจกันลายครามที่ห้องทำงานชั้นใน ซึ่งบันทึกการจ่ายสินบนให้ขุนนางหลายกรมรวมถึงการใส่ร้ายใต้เท้าหลินด้วย แต่นางเข้าไปเอาเองไม่ได้ นางต้องใช้ 'สื่อกลาง'
เดิมพันในงานล่าสัตว์
สามวันต่อมา ฮ่องเต้เซียวอวี้เชนเสด็จมาที่ตำหนักทิพยมาศตามที่หลินซีคาดการณ์ไว้ ทรงเห็นนางนั่งคัดคัมภีร์ด้วยท่าทางสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความโศกเศร้า
"เจ้าดูมีเรื่องกังวลใจ" ฮ่องเต้ตรัสพลางประคองนางให้ลุกขึ้น
"หม่อมฉันเพียงแต่เป็นห่วงท่านพ่อเพคะ..." หลินซีเริ่มกลยุทธ์ 'น้ำตาอาวุธ' นางไม่ได้ร้องไห้โฮ แต่ปล่อยให้น้ำตาคลอเบ้าเพียงนิด "มีข่าวลือว่าท่านพ่อกระทำผิด หม่อมฉันจึงอยากขอพระราชทานอนุญาต... ไปสวดมนต์ที่อารามท้ายวังในช่วงงานล่าสัตว์เพคะ"
เซียวอวี้เชนขมวดคิ้ว "เจ้าจะทิ้งข้าไปสวดมนต์งั้นหรือ? ทั้งที่ข้าเพิ่งจะเริ่มคุ้นเคยกับการมีเจ้าอยู่ข้างกาย"
"หม่อมฉันไม่อยากให้ความมัวหมองของตระกูลหลินไปกระทบต่อเกียรติของฝ่าบาทเพคะ"
"ใครหน้าไหนกล้าว่าเจ้ามัวหมอง!" ฮ่องเต้ตบโต๊ะด้วยโทสะ "ข้าเชื่อในสายตาตัวเอง ใต้เท้าหลินคือคนซื่อสัตย์ หากใครกล้าใส่ร้ายเขา ข้าจะกระชากหน้ากากมันออกมาเอง"
นี่คือสิ่งที่หลินซีต้องการ... การยืมพลังมังกรมาทำลายงูพิษ
"ถ้าเช่นนั้น... ในงานล่าสัตว์ที่จะถึงนี้ หม่อมฉันขอทูลขอสิ่งหนึ่งเพคะ" หลินซีสบตาเขาอย่างแน่วแน่ "หากหม่อมฉันสามารถล่า 'สุนัขจิ้งจอกสีเงิน' มาถวายพระองค์ได้ หม่อมฉันขอโอกาสให้ท่านพ่อได้ชี้แจงความบริสุทธิ์ต่อหน้าพระพักตร์ โดยมีขุนนางทุกกรมเป็นพยาน"
ฮ่องเต้เลิกคิ้วประหลาดใจ "สุนัขจิ้งจอกสีเงินงั้นหรือ? มันหาตัวจับยากยิ่งกว่าเสือเสียอีก เจ้าที่เป็นสตรีบอบบางจะทำได้อย่างไร?"
"หากใจมีความกตัญญู สวรรค์ย่อมเข้าข้างเพคะ"
การเตรียมตัวสู่สนามรบ
หลังจากฮ่องเต้เสด็จกลับ หลินซีไม่ได้เตรียมตัวสวดมนต์ แต่นางสั่งให้ชิงเอ๋อร์ไปหาคันธนูขนาดเล็กและลูกศรอาบยาสลบสูตรอ่อนๆ ที่นางเคยรีเสิร์ชข้อมูลไว้
"พระสนมจะล่าจิ้งจอกจริงๆ หรือเพคะ?" ชิงเอ๋อร์ถามอย่างกังวล
"จิ้งจอกสีเงินไม่มีอยู่จริงหรอกชิงเอ๋อร์ ในป่าแถบนั้นมันคือ 'สุนัขจิ้งจอกป่า' ทั่วไป" หลินซีหัวเราะเบาๆ "แต่ข้าจะทำให้มันเป็นจิ้งจอกสีเงินด้วย 'แป้งไข่มุก' ที่ข้ามี และข้าจะให้คนของฉีเต๋อแอบเอาบัญชีลับนั่นไปซ่อนไว้ในถุงย่ามของแม่ทัพเว่ย (ชู้รักของกุ้ยเฟย) ที่จะเข้าร่วมงานล่าสัตว์ในวันนั้นด้วย"
แผนการของหลินซีคือ:
ล่อจิ้งจอกมาเพื่อให้ฮ่องเต้ประทับใจในความพยายาม
จัดฉากให้แม่ทัพเว่ยดูมีพิรุธในสายตาฮ่องเต้
เปิดโปงบัญชีลับที่เชื่อมโยงถึงตระกูลฉินและกุ้ยเฟย
"ฉินกุ้ยเฟย... ท่านบอกให้ข้าหายไปงั้นหรือ? เสียใจด้วยนะ เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะขยายเงาของข้าให้ทาบทับทั่ววังหลัง จนท่านไม่มีที่แม้แต่จะยืน!"
หลินซียืนมองเงาตัวเองในกระจก ความเป็น 'นักเขียน' ในตัวนางกำลังสนุกกับการร้อยเรียงโศกนาฏกรรมให้แก่ศัตรู นางไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป แต่นางคือ 'ผู้ล่า' ที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบของลูกแกะที่น่าสงสาร
