หนีเสือปะจรเข้
”เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาอยู่แถวนี้ เป็นใส้ศึกใช่หรือไม่!!“ สตรีนางนึงแต่งตัวทะมัดทะแมงพร้อมถือคันสรขึ้นจ่อมาทางนางอีกครั้ง
“ข้าไม่ได้เป็นใส้ศึก” แม้จะกลัวแสนกลัวแต่นางต้องข่มมันลงไปให้ลึก ไม่รู้ว่าฝ่ายตรงหน้าเป็นคนดีหรือไม่หากพูดคุยกันเรียบร้อยก็อยากจะถอยห่าง
“เช่นนั้นเหตุใดสตรีที่สวยสดงดงามเช่นเจ้าจึงมาอยู่ในที่แห่งนี้” ท่าทางไม่เชื่อในสิ่งที่นางบอก พร้อมสำรวจหวงอี้หนิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำนางไม่ใคร่พอใจนัก
“ข้าอพยพมาจากเมืองเผย ต้องการจะไปที่เมืองโหย่วแต่ว่าเจอกลุ่มคนระหว่างทางจึงตั้งใจจะข้ามเขาไปอีกที พวกข้าไม่มีอาวุธ มีเพียงเด็กและสตรีจึงไม่อยากเจอกลุ่มคนมากนัก“ นางเอ่ยตามตรงก่อนจะนึกกรีดร้องอยู่ในใจ …ชีวิตข้าเหตุใดต้องหนีเสือปะจรเข้ด้วย!!… อี้หนิงเลืิอกจะยืนนิ่งๆยามอีกฝ่ายก้าวเท้าเข้าหา
“พาข้าไปหากลุ่มของเจ้า” นางสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนจะหลับตาลงและลืมตาขึ้นมาใหม่
“เช่นนั้นเจ้าก็สัญญามาก่อนว่าจะไม่ทำสิ่งใดกับคนของข้า” หากคนผู้นี้ไม่ซื่อตรง นางจะยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้หานฟู่มีชีวิตรอด!!
“หากเจ้ามั่นใจว่าไม่ใช่กบฏเข้ามาสืบเสาะเส้นทาง ข้าก็ยินดีปล่อยไป” ได้ยินเช่นนั้นนางจะเดินนำหน้ากลับไปหาน้องชายและสาวใช้
“พี่หญิง!! เอ๋! พาใครมาด้วยหรือขอรับ” นางยกมือขึ้นห้ามเมื่อเห็นว่าน้องชายเตรียมวิ่งเข้ามาหา
“อาฟู่ใจเย็นลงและนั่งอยู่กับอิ่นหรงดีๆ” นางรู้ว่าโลหะที่จออยู่ด้านหลังเป็นอาวุธชนิดใดจึงต้องปรามน้องชายให้ใจเย็นลงสักนิด
“คะ คุณหนู!!” อิ่นหรงดึงหานฟู่เข้ามาใกล้เพราะตอนนี้คุณหนูใหญ่สกุลหวงส่งสายตาให้นางปกป้องคุณชายเล็ก
“พวกเจ้ามากันเท่านี้หรือ” นางพยักหน้าเมื่อสตรีแปลกหน้ากระซิบถาม
“อยู่นิ่งๆ” สตรีผู้นั้นผละออกจากนาง วี๊ด~ วิ้ว~ เสียงผิวปากสองครั้งรอไม่นานก็มีบุคคลมาใหม่ถึง3คนวิ่งออกมาจากป่าทึบ
“อย่าทำร้ายน้องข้า พวกข้าต้องโทษจนโดนเนรเทศออกจากเมืองเผย ไม่มีทรัพย์สินติดตัวมามากนัก แต่หากต้องการข้ายินดีมอบให้พวกเจ้า” เมื่อคนพวกนั้นมากันเยอะขึ้นนางต้องหาวิธีเอาตัวรอด
“ข้าไม่ใช่โจร!!” พูดจบคนที่ถือมีดจ่อด้านหลังของอี้หนิงก็พยักหน้าให้พรรคพวกของตนค้นข้าวของทั่งย่ามผ้าและตามตัวของหานฟู่และอิ่นหรง
“ไม่มีอาวุธเจ้าค่ะท่านหัวหน้า!!” เมื่อพวกของตนมารายงานสตรีผู้นั้นจึงผลักอี้หนิงให้ไปนั่งรวมกับอิ่นหรงและหานฟู่
“พวกเจ้า…จะไปที่ใด” ตอนนี้คนพวกนั้นกอดอกนิ่ง พร้อมเอ่ยถามพวกนางที่นั่งรวมกันอยู่ที่เสื่อ
“พวกท่านเป็นคนหมู่บ้านราตรีใช่หรือไม่ ข้าชื่ออิ่นหรงเดิมทีพ่อแม่เป็นหมู่บ้านตระกูลปิน นายของข้าถูกเนรเทศจึงไร้ที่พักอาศัย ข้าตั้งใจพาคุณหนูของข้ามาตั้งหลักที่นั่น โปรดไว้ชีวิตคุณหนูของข้าด้วย!!” อิ่นหรงคุกเข่าลงตรงหน้าก่อนจะยกมือขึ้นประสานเอาไว้แน่น และเอ่ยขอร้องกลุ่มคนที่เป็นสตรีแปลกหน้าล้วน
“เห้อ ในยามสงครามเช่นนี้ โจรชุกชุมนัก พวกเจ้าเป็นเพียงสตรีและเด็กเหตุใดจึงกล้าเดินทางมาลำพัง” หญิงคนที่ยิงธนูใส่นางเอ่ยขึ้นพร้อมทำหน้าเบื่อหน่าย
“พวกข้าไม่มีทางเลือก อยู่เมืองเผยต่ออาจได้เป็นเพียงขอทาน พวกท่านคงจะเป็นเจ้าถิ่นเช่นนั้นขอพวกข้าผ่านทางได้หรือไม่” หวงอี้หนิงหยิบของที่พอจะคิดว่ามีค่าออกมาวาง ส่วนสมบัติที่ได้กลับคืนมานางเก็บเข้ามิติแล้ว ในย่ามจึงมีเพียงกำไรหยกและแหวนทองไม่กี่ขิ้น พร้อมทั้งอาหารที่นางเตรียมเอาไว้
“เจ้าทำอะไร พวกข้าไม่ใช่โจร เพียงแต่ต้องการปกป้องหมู่บ้านข้าเท่านั้น!! เอาเป็นว่าพวกข้ายังไม่ได้เชื่อใจพวกเจ้า…คนเมืองเผย น้อยนักที่จะเชื่อได้ พวกข้าต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าพวกเจ้าต้องการไปที่หมู่บ้านตระกูลปินจริงๆ!!” หวงอี้หนิงคิดทบทวนว่าหากได้พวกนางตามไปอาจจะปลอดภัยกว่าไปกันเอง เช่นนั้นจึงพยักหน้า
“ตกลง!! ข้ายินดีให้พวกท่านตามไปดู ว่าเป็นจริงดั่งที่ข้าพูด แต่ว่าก่อนออกเดินทางให้น้องชายข้าได้กินอาหารสักมื้อได้หรือไม่” สตรีแปลกหน้าทั้งสี่คนพยักหน้าให้กัน
“ตกลง พวกข้าจะรออยู่แถวๆนี้ อย่านานนักหล่ะ หากคนจากหมู่บ้านเซี่ยออกมาลาดตระเวนพวกเจ้าอาจไม่รอด” นางสบตากับสาวใช้ก่อนจะยื่นข้าวให้น้องชายกิน ทันทีที่คนพวกนั้นเดินออกไปจากบริเวนนี้ ส่วนนางและอิ่นหรงนั้นรองท้องด้วยผลไม้แทน
“เจ้ารู้จักหมู่บ้านที่พวกเขาเอ่ยถึงหรือไม่” สาวใช้พยักหน้าก่อนจะกลืนอาหารลงคอ
“เจ้าค่ะเมืองโย่วแห่งนี้มี3หมู่บ้านด้วยกัน หมู่บ้านราตรีเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในหุบเขา มีสมาชิกเป็นผู้หญิงทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นหม้าย และปกครองกันเองไม่ขึ้นตรงกับใคร“ นางฟังสาวใช้ไปด้วยป้อนข้าวน้องชายไปด้วยเพื่อความรวดเร็ว
”ส่วนคนบ้านเซี่ยนั้นมีอาชีพหลักเป็นคนหาของป่า ว่ากันว่าป่าบริเวณนี้พวกเขาคือเจ้าถิ่น ใครบุกลุกอาจถึงตาย“ ครานี้เป็นนางที่ปวดหัวจี๊ด ชีวิตนี้จะซวยอะไรขนาดนั้น
“เช่นนั้นรีบไปเถอะ มาอาฟู่ เจ้าขึ้นหลังพี่หญิงที่นี่อันตรายเกินกว่าจะปล่อยให้เจ้าเดินคนเดียว” นางและอิ่นหรงช่วยกันพันผ้ามัดน้องชายที่ขี่หลังนางให้แน่น
“ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใด คุณหนูพยายามวิ่งเลาะลำธารไปนะเจ้าคะ ไม่ต้องห่วงข้า ทางแถวนี้ข้าพอคุ้นชินมาบ้าง” นางเอื้อมมือบางไปจับมือสาวใช้ก่อนจะบีบแน่น
“เราจะรอดไปด้วยกัน ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า” ตอนนี้สตรีและเด็กน้อยถูกคนหมู่บ้านราตรีคุมให้เดินไปตลอดทาง สายตาระแวดระวังและมีคนวิ่งไปดูต้นทางตลอดทำนางใจไม่ดี …ที่นี่อันตรายเกินไปจริงๆ… นางรู้อยู่แล้วว่าชีวิตนี้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่คิดว่าจะยากเย็นถึงเพียงนี้
“ใกล้ถึงแล้วเจ้าค่ะ” หลังจากที่เดินมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพราะต้องแบกน้องชายที่ผลอยหลับขึ้นหลังมาตลอดทาง ตอนนี้ขานางแทบไม่มีแรง แต่ยังฝืนเดินต่อไม่หยุด
“อีกนิดเดียวเท่านั้น!” ทันทีที่พ้นชายป่า นางมองหมู่บ้านด้านหน้าที่ยังคงใช้ชีวิตปกติอย่างดีใจ
“ข้างหน้านั่น หมู่บ้านตระกูลปิน!!” ฟุบ!! ฟิ้ว~ ฟิ่ว~ ฟิ้ว~
“วิ่ง!”
