ตอนที่ 5 ข้าเปลี่ยนตนเองแล้ว
ระหว่างกินข้าว ฉู่หลิงซีพลันก้มมองลงไปยังถังใส่น้ำ เพื่อสำรวจใบหน้าของตนเอง
ภาพสะท้อนตรงหน้าทำเอานางแทบตกใจ
ใบหน้ามอมแมมจนดูน่ากลัว นี่นางไม่ได้ล้างหน้ามานานเท่าไรกันแล้ว ถึงได้มีสภาพเช่นนี้ ดีเหลือเกินที่อิงเอ๋อร์ไม่ตกใจกลัวไปเสียก่อน
หลังล้างหน้าจนสะอาดแล้ว ใบหน้าจิ้มลิ้มจึงค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นมา
หญิงสาวผู้นี้มีใบหน้าน่ารัก ทั้งยังเจือเสน่ห์อย่างน่าประหลาด เป็นความงดงามผสมความน่ารักได้อย่างลงตัว มิน่าเล่าสามีของนางจึงยอมตกลงแต่งงานด้วย
แต่ชายผู้นั้นคงไม่ได้เป็นคนดีสักเท่าไร หากเขาเป็นคนดีจริง จะยอมแต่งงานกับเจ้าของร่างเดิมง่าย ๆ เช่นนี้หรือ?
ฉู่หลิงซีตัดสินใจเอาไว้แล้ว หากเขากลับมา นางจะหย่ากับเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย ในเมื่อไม่ได้รักกัน ฝืนอยู่ด้วยกันต่อไปก็มีแต่จะทำให้ต่างฝ่ายต่างลำบากใจ
เมื่อข้าวเต็มท้อง เรี่ยวแรงก็กลับคืนมา คำพูดนี้ช่างไม่เกินจริงเลย
สิ่งแรกซึ่งต้องจัดการหลังจากนี้คือการเก็บกวาดบ้านเสียใหม่ รวมถึงซ่อมแซมรั้วบ้านด้วย หากยังปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็คงไม่สะดวก เพราะผู้คนภายนอกสามารถมองลอดเข้ามาเห็นบริเวณบ้านได้อย่างชัดเจน
แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือเรื่องน้ำดื่มน้ำกิน
ไม่รู้ว่าในชาติก่อนนางทำกรรมเอาไว้มากมายเพียงใด ถึงได้ทะลุมิติมาอยู่ในดินแดนกันดารเช่นนี้ ทั้งยังพบเจอกับโจรภูเขา และหมู่บ้านแห่งนี้ หรือบางทีทั้งเมืองกำลังเผชิญกับภัยแล้งครั้งใหญ่
บ่อน้ำซึ่งยังเหลืออยู่มีเพียงบ่อกลางหมู่บ้าน สำหรับชาวบ้านทุกคน
แต่ก่อนน้ำภายในบ้านไม่เคยขาด เพราะสามีของเจ้าของร่างเดิมเป็นคนคอยตักน้ำมาเติมให้เสมอ
แล้วตอนนี้เล่า?
นอกจากเงินเพียงน้อยนิด นางยังเหลือสิ่งใดอีก?
ผืนดินรอบบ้านแตกระแหง โอ่งน้ำก็แห้งขอดจนแทบไม่เหลือน้ำ
โอ๊ย… ชีวิตของข้าช่างรันทดเสียจริง!
“แอ้… แอ้…”
เสียงร้องของฮั่วฝูเซิงปลุกฉู่หลิงซีออกจากภวังค์ความคิด นางรีบเดินเข้าไปในห้อง เห็นเจ้าตัวเล็กกำลังส่งเสียงอ้อแอ้ พร้อมยกมือเล็ก ๆ ขึ้นไขว่คว้าหาบางสิ่ง
ไม่รู้ว่าโลกใบนี้มีของเล่นสำหรับเด็กหรือไม่ หากไม่มี เห็นทีนางคงต้องหาเศษผ้ามาทำของเล่นง่าย ๆ ให้เขาสักชิ้นสองชิ้น
ฉู่หลิงซีก้มมองดวงตากลมโตของอิงเอ๋อร์ ทันทีซึ่งเจ้าตัวเล็กเห็นมารดา รอยยิ้มหวานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เจ้าหิวนมอีกแล้วหรือ กินเก่งเสียจริง แม่ให้นมแล้วก็หลับเสียดี ๆ นะ”
ฉู่หลิงซีอุ้มอิงเอ๋อร์เข้าแนบอก ก่อนให้เจ้าตัวเล็กดูดนม เสียงจุ๊บจั๊บดังขึ้นอย่างชัดเจน
“เจ้ากินเบา ๆ หน่อย แม่ก็เจ็บเหมือนกันนะ”
เจ้าตัวเล็กดูดนมราวกับไม่เคยได้กินมาก่อน แก้มป่อง ๆ นั่นช่างนุ่มนิ่มน่าเอ็นดูเหลือเกิน
เมื่ออิ่มจนท้องป่องน้อย ๆ อิงเอ๋อร์ก็ผล็อยหลับไป
ฉู่หลิงซีวางร่างเล็กลงอย่างเบามือ นั่งมองเด็กน้อยซึ่งหลับสนิทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบไม้กวาดขึ้นมาเริ่มทำความสะอาดห้องนอน
เสื้อผ้าซึ่งถูกถอดทิ้งเอาไว้ นางเก็บใส่ตะกร้าเตรียมนำไปซักทั้งหมด
ทว่าเมื่อคิดถึงสภาพความแห้งแล้งของหมู่บ้านแล้ว ก็อดกังวลไม่ได้
น้ำส่วนกลางจะมีมากพอให้ซักผ้าหรือเปล่า?
ฉู่หลิงซีใช้เวลาเก็บกวาดบ้านอยู่นานเกือบครึ่งวัน กว่าจะจัดการสิ่งต่าง ๆ จนพอเป็นระเบียบ นางดึงชายเสื้อขึ้นมาดมแล้วถึงกับต้องเบือนหน้าหนี
ทั้งเหม็นทั้งสกปรก!
เห็นทีต้องรีบอาบน้ำเสียเดี๋ยวนี้ ก่อนกลิ่นของตัวเองจะทำให้นางทนไม่ไหว
ก่อนออกไปตักน้ำ นางแวะกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง เจ้าซาลาเปาน้อยกำลังนอนเล่นของเล่นซึ่งทำจากเศษผ้า นางทำขึ้นมาอย่างง่าย ๆ เพราะกลัวว่าระหว่างออกไปหาบน้ำ อิงเอ๋อร์จะร้องไห้
เพื่อความปลอดภัย นางนำผ้ามาปูและกั้นบริเวณเตียงเอาไว้ ป้องกันไม่ให้เจ้าตัวเล็กกลิ้งตกลงไป
ก่อนให้นม นางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดหน้าอกอีกครั้ง แล้วจึงให้อิงเอ๋อร์ดูดนม
เจ้าตัวเล็กกินนมจนพอใจ ก่อนหลับไปเช่นทุกครั้ง
ฉู่หลิงซีจึงเดินออกจากบ้านพร้อมไม้คานและถังน้ำสองใบ
วันนี้นางต้องหาบน้ำกลับมาให้ได้มากที่สุด
ระยะทางจากบ้านไปยังบ่อน้ำราวสองลี้ สำหรับการเดินไปกลับแล้วถือว่าไกลไม่น้อย
ท่าทางของฉู่หลิงซีขณะหาบถังน้ำกลับมา กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนบริเวณบ่อ
นับตั้งแต่โจรเข้าปล้นหมู่บ้าน ก็ไม่มีใครเห็นนางอีกเลย หลายคนถึงขั้นคิดว่านางคงตายไปแล้ว ไม่คาดคิดว่าจะยังมีชีวิตรอดกลับมาได้
“เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ? ทำไมถึงได้ดวงแข็งเช่นนี้”
“นั่นสิ คนเช่นนี้อยู่ไปก็เสียเวลาเปล่า”
ชาวบ้านซึ่งยืนอยู่บริเวณบ่อน้ำต่างหันมามองฉู่หลิงซีด้วยสายตาเบื่อหน่าย บางคนถึงขั้นแสดงความเกลียดชังออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“แล้วอย่างไร? ข้าจะตายหรือไม่ มันหนักส่วนใดของพวกเจ้ากัน? แต่น่าแปลกจริง ๆ อุตส่าห์หนีโจรเอาชีวิตรอดกลับมาได้ แต่สันดานกลับไม่ได้ดีขึ้นเลย”
พูดจบ นางก็ใช้ถังน้ำดันคนซึ่งยืนขวางอยู่ให้ถอยออกไป
“ฉู่หลิงซี เจ้าอย่าได้ปากดีไปหน่อยเลย ตอนนี้ไม่มีสามีคอยปกป้องแล้ว ดูสิว่าเจ้าจะรอดมือพวกข้าไปได้อย่างไร!”
หญิงสาวสองคนกรูกันเข้ามา พร้อมไม้คานสำหรับหาบน้ำในมือ พวกนางยกมันขึ้นฟาดใส่ฉู่หลิงซีทันที
ฉู่หลิงซีเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด
นางหาใช่ลูกพลับนิ่มเสียหน่อย ถึงได้คิดจะมารังแกกันง่าย ๆ เช่นนี้!
เจ้าของร่างเดิมจะเคยเป็นเช่นไร นางไม่สนใจอีกแล้ว แต่ตอนนี้ฉู่หลิงซีไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกได้ง่าย ๆ แน่นอน
นางยกไม้คานขึ้นฟาดสวนกลับไปอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ
ชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณนั้นต่างพากันล้อมวงมองการต่อสู้ของทั้งสามคนอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครคิดจะเข้าไปห้ามปราม
“หยุด! พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกันอยู่? ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาหรืออย่างไร!”
ผู้ใหญ่บ้านเดินออกมาขวางกลางวง
เขาเป็นชายร่างเล็ก ผิวขาว รูปร่างผอมบาง อายุราวห้าสิบปี ทว่าใบหน้ากลับดูเคร่งขรึมและมีความยุติธรรมอยู่ไม่น้อย
“ผู้ใหญ่บ้าน ท่านดูฉู่หลิงซีสิ! ข้าเพียงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเท่านั้นเอง”
“หึ! เป็นห่วงหรือ? หากการกล่าวคำเหน็บแนมเช่นนั้นเรียกว่าถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อครู่ข้าก็ตอบพวกเจ้าด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน”
“หยุด! พอได้แล้ว เมื่อครู่ข้าได้ยินทุกอย่าง พวกเจ้าสองคนเป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน ทั้งยังลงมือทำร้ายฉู่หลิงซีก่อนอีก”
ผู้ใหญ่บ้านกวาดตามองทุกคน ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถึงเมื่อก่อนฉู่หลิงซีจะมีนิสัยไม่ดีเพียงใด แต่ตอนนี้นางต้องดูแลลูกน้อย อีกทั้งพวกเราทุกคนเพิ่งผ่านพ้นความลำบากครั้งใหญ่มา ศพของสองแม่ลูกยังไม่ทันได้เผาให้หายร้อนดี พวกเจ้าก็หาเรื่องทะเลาะกันเสียแล้ว”
“ท่านผู้ใหญ่บ้านพูดถูกเจ้าค่ะ ข้าตัวคนเดียวแล้ว สามีก็ไม่อยู่ แถมยังมีลูกน้อย ข้าต้องดิ้นรนหาเงิน หาของกินมาประทังชีวิต แล้วยังต้องถูกชาวบ้านซ้ำเติมอีก”
ฉู่หลิงซีลดเสียงลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยแววตาเศร้าสร้อย
“ก่อนหน้านี้ข้าอาจทำสิ่งต่าง ๆ ไม่ดีจริง แต่ตอนนี้ข้าตั้งใจจะปรับปรุงตัวแล้ว เพราะมีลูก ข้าถึงได้เข้าใจหลายอย่างมากขึ้น แต่พวกนางสองคนไม่เพียงไม่เห็นใจ กลับยังรุมทำร้ายข้าอีกด้วย เช่นนี้ไม่เท่ากับผลักคนไปตายหรือเจ้าคะ”
พูดจบ นางยกมือขึ้นปิดใบหน้า บีบน้ำตาให้ไหลลงมา
เมื่อครู่หลังได้ยินผู้ใหญ่บ้านพูดเข้าข้าง นางก็คิดข้ออ้างนี้ขึ้นมาได้พอดี
ไหน ๆ ตอนนี้ก็ไม่มีสามีคอยพึ่งพาแล้ว การทำตัวให้น่าสงสารสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย
“จริงของนาง พวกเจ้าสองคนพูดไม่ดีก่อน ทั้งยังเป็นฝ่ายเริ่มทำร้ายฉู่หลิงซีก่อนด้วย”
ชาวบ้านบริเวณนั้นเริ่มช่วยกันพูดเข้าข้างฉู่หลิงซี
ในเมื่อนางยอมกลับตัวแล้ว พวกเขาก็ควรให้โอกาสกันบ้าง
“ขอบคุณทุกท่านมากเจ้าค่ะ ข้าตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตนเองแล้วจริง ๆ”
“เอาล่ะ ในเมื่อฉู่หลิงซีบอกแล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง ตอนนี้พวกเราก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ควรรักใคร่ช่วยเหลือกัน อย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกันอีก ส่วนพวกเจ้าสองคนก็อย่าได้หาเรื่องนางอีก”
ผู้ใหญ่บ้านเบนสายตาไปยังหญิงสาวทั้งสอง
ทั้งคู่ก้มหน้าลง สีหน้าดูไม่ได้ไปกว่ากันเท่าไรนัก เห็นได้ชัดว่าฉู่หลิงซีลงมือหนักไม่น้อย
หญิงสาวทั้งสองกำมือแน่น ความโกรธแค้นภายในใจยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ใหญ่บ้าน ก็จำต้องแสร้งทำเป็นยอมรับ
“พวกข้าตกลงเจ้าค่ะ”
หลังกล่าวจบ ทั้งคู่ก็เดินออกจากบ่อน้ำไป
ก่อนจากกัน สายตาของหญิงสาวทั้งสองยังเหลือบมองฉู่หลิงซีอีกครั้ง แต่กลับพบเพียงใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเยาะอย่างน่าหมั่นไส้
อยู่มานานถึงเพียงนี้ พวกนางไม่เคยรู้เลยว่าฉู่หลิงซีจะมีมารยาถึงเพียงนี้
อีกฝ่ายเองก็ดูจะตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น
“ชุนฮวา พวกเรากลับกัน”
เสี่ยวเถาเดินเข้าไปจูงมือชุนฮวา พากันออกจากกลุ่มคนทันที
ทว่าแววตาของทั้งคู่ยังเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เรื่องนี้คงไม่จบลงเพียงเท่านี้แน่
เมื่อเดินห่างออกมาได้ระยะหนึ่ง เสี่ยวเถาก็เอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าทำไมไม่รีบออกมาเล่า? น่าจะจัดการฉู่หลิงซีเสียให้เข็ดสักทีสองที”
“เจ้ามิเห็นหรือว่ามีผู้ใหญ่บ้านอยู่ตรงนั้น พวกเราต่อสู้ต่อไปก็มีแต่จะแพ้”
“จริงของเจ้า แล้วเราจะยอมนางหรือ?”
ชุนฮวาถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เรื่องวางแผน นางต้องยอมให้เสี่ยวเถา
แม้เสี่ยวเถาจะตัวเล็ก ใบหน้าดูไร้เดียงสา แต่ความจริงกลับหาได้ไร้เดียงสาเหมือนรูปลักษณ์ภายนอกเลย
