ตอนที่ 4 โจรภูเขาถูกกำจัด
“รีบวิ่งเร็วเข้า พวกมันไล่ตามมาแล้ว ไม่รู้ว่าทำไมทหารถึงตามกลิ่นพวกเราได้เร็วเพียงนี้”
“กลุ่มของเราต้องมีสายแน่นอน”
“รอดูก่อน ถ้าข้ารอดไปได้ ข้าจะถลกหนังมันให้สัตว์ป่ากินเสีย!”
ฟิ้ว!
เสียงธนูแหวกผ่านอากาศ เฉียดใบหน้าของหัวหน้าโจรไปเพียงนิดเดียว โชคดีพวกมันหลบทัน ไม่เช่นนั้นคงมีลูกธนูปักทะลุศีรษะไปแล้ว
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เหล่าโจรภูเขาหันกลับไปมองกลุ่มทหารนิ่ง ในมือกำดาบแน่น หากวันนี้ไม่อาจรอดชีวิตไปได้ เช่นนั้นก็ขอสู้ตายอยู่ตรงนี้!
ไร้คำพูดใดอีก โจรภูเขายกกระบี่ขึ้นฟาดฟันใส่ทหารนายหนึ่งทันที
เมื่อเห็นว่าการพูดคุยไม่เป็นผล กลุ่มทหารก็ไม่รอช้า ต่างชักอาวุธเข้าปะทะกลับอย่างพร้อมเพรียง การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ท่ามกลางความมืดของผืนป่า
ทหารคนหนึ่งรีบจุดพลุส่งสัญญาณ เพื่อเรียกกำลังเสริมโดยทันที
หลังการปะทะดำเนินไปพักใหญ่ กองกำลังเสริมก็ทยอยเข้ามาสมทบ กระทั่งในที่สุดโจรภูเขาทั้งหมดก็ถูกสังหารจนสิ้น
“ตรวจดูบริเวณโดยรอบให้ละเอียด ยังมีโจรภูเขาหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่”
เสียงแหวกพงหญ้าดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด พวกเขาไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนว่ายังมีใครซ่อนตัวอยู่หรือไม่ จึงยกคบเพลิงขึ้นส่องไปตามพงหญ้าแห้ง แสงสว่างสาดไล่ไปทั่วภูเขา
แสงไฟหนึ่งสายพลันส่องมายังบ้านต้นไม้ และสาดเข้าดวงตาของฉู่หลิงซีพอดี
นางค่อย ๆ กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อย
ประจวบเหมาะกับอิงเอ๋อร์ก็ตื่นขึ้นมาหิวนมพอดี ฉู่หลิงซีรีบตบก้นเจ้าตัวเล็กเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม แล้วอุ้มเข้าแนบอก ให้ดื่มนมทันที เกรงว่าเสียงร้องจะดังจนเรียกผู้คนให้เข้ามาพบ
นางก้มมองใบหน้าเล็ก ๆ ซึ่งกำลังดูดนมอย่างน่าเอ็นดู ทว่าดวงตายังคอยเหลือบมองออกไปนอกบ้านต้นไม้เป็นระยะ
เบื้องล่างมีคบเพลิงจากคนจำนวนมาก พวกเขากำลังทำบางอย่างกันอยู่
นี่เพิ่งผ่านไปไม่กี่ยามเท่านั้น หรือว่าพวกโจรจะถูกพบตัวเข้าแล้ว?
แต่การจุดไฟสว่างจ้าเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะเปิดเผยตำแหน่งของตนเองหรือ?
ฉู่หลิงซีหันไปมองเตาถ่าน ก่อนนำฟืนใส่เพิ่ม เพื่อให้บ้านต้นไม้ยังคงอบอุ่น ไม่หนาวเย็นจนเกินไป ทั้งยังช่วยขับไล่ยุงและสัตว์เล็กซึ่งอาจเป็นอันตรายต่ออิงเอ๋อร์
เมื่อตรวจดูเรียบร้อย นางก็อุ้มเจ้าซาลาเปาน้อยวางลงบนที่นอน ก่อนล้มตัวลงนอนตามไป
ถึงร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่สองหูยังคงตั้งใจฟังเสียงจากด้านนอกด้วยหัวใจเต้นระรัว
ไม่รู้ว่าแสงไฟเหล่านั้นเป็นของผู้ใด
หัวใจซึ่งเพิ่งสงบลงได้ไม่นาน กลับเต้นแรงขึ้นอีกครั้งด้วยความกังวล
ไม่รู้ว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อใด
เมื่อฉู่หลิงซีลืมตาขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว แสงไฟจากเมื่อคืนหายไปจนหมด เหลือเพียงเสียงผู้คนดังก้องไปทั่วผืนป่า ทั้งเสียงบุรุษ เด็ก และสตรี
“ตอนนี้ทางการได้จัดการโจรภูเขาเรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกคนกลับเข้าบ้านของตนเองได้!”
เสียงประกาศดังชัดเจนจนฉู่หลิงซีได้ยินจากบนบ้านต้นไม้
โจรภูเขาถูกจัดการแล้ว!
ในที่สุดนางก็สามารถกลับบ้านได้เสียที
ความโล่งอกแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ราวกับภาระหนักอึ้งซึ่งกดทับอยู่ตลอดคืนถูกยกออกไป
ต่อจากนี้ นางจะได้เริ่มใช้ชีวิตอย่างจริงจังเสียที
ทว่าโจรภูเขาเหล่านั้นหมายตาหมู่บ้านแห่งนี้เพราะเหตุใดกัน?
ยิ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาซึ่งทางการกำลังคัดคนไปเป็นทหารด้วยแล้ว เรื่องนี้ยิ่งทำให้นางอดสงสัยไม่ได้
ฉู่หลิงซีไม่ได้รีบร้อนลงจากบ้านต้นไม้ เพียงรู้ว่าทุกอย่างปลอดภัยแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
นางยื่นมือไปลูบแก้มเจ้าซาลาเปาน้อยเบา ๆ
เจ้าตัวเล็กค่อย ๆ ลืมตา ก่อนส่งเสียงอ้อแอ้ พลางมองตอบกลับมา
เพียงได้สบกับดวงตากลมใสคู่นั้น โลกใบนี้ก็ดูเหมือนน่าอยู่ขึ้นอีกไม่น้อย
ถึงสามีจะไม่รักนางก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยยังมีเด็กน้อยผู้นี้อยู่เคียงข้าง
ในโลกก่อน นางต้องใช้ชีวิตเป็นสาวโสดมาโดยตลอด เคยคิดอยากมีสามีดี ๆ สักคน หรือมีลูกสักคนเอาไว้เป็นครอบครัวของตนเอง
แต่สามีดี ๆ นั้นหาได้ยากเหลือเกิน กว่าจะรู้ตัว อายุของนางก็ล่วงเลยเลขสามมาแล้ว
“แม่จะพาเจ้ากลับบ้านดีหรือไม่”
นางพูดกับเจ้าซาลาเปาน้อย พลางก้มมองเสื้อผ้าและร่างกายของตนเอง
คราบดินเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด กลิ่นไม่พึงประสงค์ยังโชยออกมาจากเสื้อผ้า จนนางแทบอยากอาเจียนเสียตรงนั้น
“แอ้… แอ้…”
เจ้าซาลาเปาน้อยรับรู้ว่ามารดากำลังพูดคุยด้วย จึงยกมือขึ้นทั้งสองข้างพร้อมส่งเสียงร้องอ้อแอ้
ท่าทางน่าเอ็นดูนั้นทำให้นางอดใจไม่ไหว ก้มลงหอมแก้มยุ้ยไปหนึ่งฟอด จนแก้มเล็ก ๆ ยุบตามแรงกดเบา ๆ
“เจ้าซาลาเปาน้อยของแม่คงจะหิวแล้ว กินนมของแม่ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวกลับถึงบ้าน แม่จะอาบน้ำให้เจ้าสบายตัวกว่านี้”
นางมองสภาพของอิงเอ๋อร์แล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้
เจ้าตัวเล็กดูสะอาดกว่านางมากทีเดียว
ตอนนี้ผ้าอ้อมเริ่มส่งกลิ่นออกมาแล้ว นางจึงเปลี่ยนผืนใหม่ให้ ก่อนสังเกตเห็นผดผื่นขึ้นตามร่องขา
หากมีแป้งเด็กสักขวดก็คงดี
เสื้อผ้าซึ่งซักด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียว แม้จะสะอาดขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่สะอาดเพียงพออยู่ดี
หลังจัดการกับอิงเอ๋อร์จนเรียบร้อย นางจึงเก็บข้าวของใส่ตะกร้า แบกลงไปเก็บไว้ด้านล่างก่อน จากนั้นจึงปีนบันไดกลับขึ้นไปอุ้มเจ้าตัวเล็กลงมา
ฉู่หลิงซีดับไฟในบ้านต้นไม้ ก่อนเก็บข้าวของบางส่วนเอาไว้เผื่อว่าวันหนึ่งอาจมีเหตุจำเป็นต้องกลับมาใช้อีก
นางซ่อนบันไดเอาไว้อย่างมิดชิด ตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนแบกตะกร้าและอุ้มอิงเอ๋อร์เดินลงจากเขา
เส้นทางสายนี้นางจดจำได้อย่างแม่นยำ เพียงเดินลงเขาไปเรื่อย ๆ ก็จะพบหมู่บ้านแล้ว
ระหว่างทาง นางพบหน่อไม้ซึ่งยังฝังอยู่ใต้ดิน จึงหยิบมีดซึ่งพกติดตัวมาขุดดินออก ก่อนนำหน่ออ่อนกลับไปด้วย
หลังเดินหาอยู่ครู่หนึ่ง นางก็พบหน่อไม้อีกสองถึงสามหัว พอให้นำไปต้มกินเป็นอาหารได้
ตั้งแต่เมื่อวาน อาหารแทบไม่ได้ตกถึงท้องเลย ตอนนี้ท้องของฉู่หลิงซีร้องประท้วงเสียงดัง จนเจ้าซาลาเปาน้อยในอ้อมอกขยับตัวไปมาหลายครั้ง
“เสียงท้องของแม่ดังรบกวนเจ้าหรือ เอาไว้แม่หาอะไรรองท้องเสียหน่อยก็แล้วกัน เจ้าจะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงท้องร้องของแม่อีก”
นางกวาดตามองไปทั่วผืนป่า พยายามมองหาผลไม้สักลูกสองลูก แต่ผืนป่าแห่งนี้กลับแห้งแล้งเหลือเกิน แทบไม่มีสิ่งใดพอให้กินได้
แม้แต่ผักป่าก็ยังหาได้ยาก
เช่นนั้นคงต้องทนดื่มน้ำประทังความหิวไปก่อนแล้ว
เมื่อเดินกลับมาถึงเรือน ฉู่หลิงซีก็มองสำรวจความเสียหายจากเหตุการณ์โจรภูเขา
กำแพงบ้านถูกพังเสียหายไปไม่น้อย แต่โชคดีห้องเล็กเพียงถูกค้นข้าวของเท่านั้น ไม่ได้พังตามไปด้วย ส่วนรั้วบ้านก็ถูกทำลายจนเสียหายเช่นกัน
“ฉู่หลิงซี! เจ้าพาลูกไปหลบอยู่ที่ใดมา?”
กุ้ยเซียงเร่งฝีเท้าเข้ามาหาสองแม่ลูก ก่อนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าหนีขึ้นไปบนเขาเจ้าค่ะ เมื่อวานต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปบอกท่าน ข้าก็เร่งรีบเช่นกัน”
“ดีแล้ว เจ้าไม่ต้องมาบอกข้าหรอก ตอนผู้ใหญ่บ้านประกาศเรื่องโจรภูเขาและแจ้งสถานที่หลบหนี หากเจ้าไปยังสถานแห่งนั้นก็คงแย่ ดีแล้วที่เจ้าไม่ได้ไป เพราะคนซึ่งหลบอยู่ตรงนั้นต้องตายกันถึงสองแม่ลูก แล้วยังมีคนเสียชีวิตอีกหลายคน”
“มีคนตายหลายคน แล้วแสงไฟเมื่อคืนคืออะไรหรือเจ้าคะ?”
“แสงไฟนั่นหรือ? เป็นคบเพลิงของทหารน่ะสิ ดีที่ท่านเจ้าเมืองวางแผนเรื่องนี้เอาไว้อยู่แล้ว จึงส่งทหารเข้ามาช่วยได้เร็วขึ้น ข้าได้ยินมาว่าหัวหน้าโจรภูเขาก็ตายจากเหตุการณ์ครั้งนี้เช่นกัน ส่วนคนในหมู่บ้านของเราเสียชีวิตทั้งหมดห้าคน”
กุ้ยเซียงพูดจบก็ถอนหายใจยาว สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า
ช่างน่าสงสารทั้งห้าคนเหลือเกิน
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าก็ต้องขอตัวก่อน บ้านของข้าถูกรื้อค้นจนเกือบพัง ต้องหาคนมาซ่อมเสียก่อน ส่วนเจ้าก็ตรวจดูบ้านของตนเองให้ดี หากพังเสียหายมาก อย่าได้เสียดายเงิน รีบนำออกมาซ่อมก่อนจะดีกว่า แต่ถ้าเสียหายไม่มากนักก็เก็บเงินเอาไว้กินก่อน”
“ขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ ข้าจะจำไว้”
ฉู่หลิงซียิ้มรับ พลางมองป้ากุ้ยเซียงเดินจากไป
ท่านป้าผู้นี้ช่างมีน้ำใจต่อนางเหลือเกิน
แม้เจ้าของร่างเดิมจะมีนิสัยไม่ดีจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แต่ป้ากุ้ยเซียงก็ยังยืนยันจะช่วยเหลือเสมอ แตกต่างจากแม่สามีโดยสิ้นเชิง
เช่นนี้ก็ดี ต่างคนต่างอยู่ จะได้ไม่ต้องรบกวนซึ่งกันและกัน
ฉู่หลิงซีอุ้มอิงเอ๋อร์เข้าไปวางลงบนเตียงในห้อง เมื่อกล่อมเจ้าตัวเล็กจนหลับสนิทแล้ว จึงเริ่มต้มน้ำ
นางนำหน่อไม้ซึ่งเก็บมาไปล้าง ปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นชิ้น ก่อนนำไปต้ม กินคู่กับข้าวสวยอย่างง่าย ๆ
การกินข้าวสวยแทนข้าวต้มช่วยให้อิ่มท้องได้นานกว่า ถึงอาหารจะเรียบง่าย แต่สำหรับตอนนี้เพียงได้กินให้อิ่มก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
จากนั้นนางจึงกวาดตามองสภาพบ้านอีกครั้ง
ดูเหมือนหลังจากนี้คงต้องลงแรงทำความสะอาดกันอีกมากทีเดียว
