บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 โจรบุกหมู่บ้าน

ยังไม่ทันที่แสงตะวันจะส่องสว่างเต็มฟ้า กุ้ยเซียงก็อุ้มเด็กน้อยเดินเข้ามายังลานหน้าบ้านของฉู่หลิงซี เสียงร้องไห้ของทารกดังไปทั่วบริเวณ ปลุกผู้ซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ภายในเรือนให้สะดุ้งตื่นขึ้นมา

“โอ๋ ๆ เด็กน้อย หิวนมแล้วสินะ ข้าพามาหามารดาของเจ้าแล้ว”

กุ้ยเซียงแกว่งร่างเล็กในอ้อมแขนเบา ๆ พยายามปลอบโยนให้คลายความกระวนกระวาย

ฉู่หลิงซีลืมตาขึ้น เพ่งมองฝ่าความมืดไปยังด้านนอก ก่อนจะเห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านของตนเอง ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายมีเสียงร้องของเด็กน้อยดังลอดออกมาเป็นระยะ

“นั่นใครหรือ?”

“ฉู่หลิงซี เจ้าฟื้นแล้วหรือ?”

น้ำเสียงของกุ้ยเซียงดังขึ้นเล็กน้อยด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังมีชีวิตและไม่ได้เป็นอันใดร้ายแรง

“ท่านป้ากุ้ยเซียงหรือ? อิงเอ๋อร์อยู่กับท่านหรือไม่?”

“เมื่อวานเจ้าไม่ได้สติ เด็กน้อยคนนี้ข้าดูแลให้ชั่วคราว ในเมื่อเจ้าฟื้นแล้ว ก็รับอิงเอ๋อร์ไปดูแลเถิด”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ที่ท่านช่วยดูแลอิงเอ๋อร์ให้ข้า”

กุ้ยเซียงชะงักไปครู่หนึ่ง พลางมองฉู่หลิงซีอย่างไม่อยากเชื่อหูตนเอง นี่นางได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่? หลิงซีถึงกับกล่าวคำขอบคุณออกมา

“ไม่เป็นไร ท่านหมอจัดยาเอาไว้ให้เจ้าด้วย อย่าลืมต้มกินเล่า ส่วนเรื่องฮั่วเฉินยวน เดี๋ยวเขาก็กลับมา เจ้าอย่าได้เสียใจมากนักเลย”

“ข้าทราบแล้ว ค่ายาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?”

ความทรงจำทั้งหมดหลั่งไหลเข้าสู่สมอง ทำให้นางรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน และไม่ได้รู้สึกเสียใจมากนัก หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ คนเดิมผู้ซึ่งเคยเสียใจกับเรื่องนี้ได้จากไปแล้ว ตั้งแต่ตกลงไปในหลุมดักสัตว์เมื่อวาน

“ห้าสิบอีแปะ”

ฉู่หลิงซีสอดมือลงใต้หมอน หยิบถุงผ้าซึ่งอยู่ในความทรงจำออกมา ภายในมีเงินอยู่สองตำลึงเงิน

“นี่เป็นเงินหนึ่งตำลึงเงิน ท่านเก็บเอาไว้เถิด ขอบคุณที่ช่วยดูแลอิงเอ๋อร์ ทั้งยังช่วยดูแลข้าอีก”

“จะได้อย่างไร เงินนี้ข้ารับไว้เพียงค่ายาก็พอ ส่วนที่เหลือเจ้าเก็บไว้ดูแลอิงเอ๋อร์ให้ดีเถิด”

“ขอบใจท่านมาก”

ฉู่หลิงซีกำถุงเงินในมือแน่น นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดซึ่งมีอยู่ มิใช่ว่าสามีไม่เคยมอบเงินให้ เพียงแต่เจ้าของร่างเดิมใช้จ่ายไม่เป็นต่างหาก

นางรับอิงเอ๋อร์จากมือกุ้ยเซียง ก่อนก้มมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเด็กน้อย หัวใจพลันอ่อนยวบลงอย่างประหลาด เพียงแรกพบกลับรู้สึกรักใคร่ขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

ในเมื่อได้มาอาศัยอยู่ในร่างนี้แล้ว นางก็จะดูแลเด็กคนนี้ให้ดีที่สุด

หลังจากกุ้ยเซียงเดินออกจากเรือนไป ฉู่หลิงซีก็นำอิงเอ๋อร์เข้าเต้า ให้เด็กน้อยดื่มนมจนอิ่ม แสงตะวันค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า ส่องเข้ามาจนมองเห็นภายในห้องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

พื้นห้องเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีดำ เสื้อผ้าหลากสีสันถูกวางระเกะระกะเต็มไปหมด

นางวางอิงเอ๋อร์ลงบนเตียง ก่อนค่อย ๆ พาร่างของตนออกมาด้านนอก เมื่อมองเข้าไปในครัวก็พบว่ามีเขม่าควันเกาะกรังอยู่ทั่วบริเวณ อีกทั้งยังมีกลิ่นเศษอาหารจากกองภาชนะซึ่งยังไม่ได้ล้างลอยอบอวลอยู่

เจ้าของร่างเดิมช่างขี้เกียจเสียจริง

นางเหลือบมองถังใส่ข้าวสารซึ่งยังมีอยู่ไม่น้อย นอกจากนั้นแทบไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ เพราะอีกฝ่ายกินของทุกอย่างจนหมดด้วยความโกรธเคืองสามี ผู้ซึ่งไม่ยอมปฏิเสธเรื่องการไปเป็นทหารเพื่อปราบโจร

ขณะกำลังจะก้มลงทำอาหาร เสียงตะโกนโหวกเหวกจากผู้คนในหมู่บ้านก็ดังขึ้น

“โจรมา! โจรปล้นหมู่บ้านแล้ว! ทุกคนรีบหนีเร็ว!”

ฉู่หลิงซีได้ยินเพียงเท่านั้น หม้อสำหรับต้มน้ำในมือก็พลันหลุดร่วงลงพื้น ส่งเสียงดังสนั่น

ไม่มีเวลาให้คิดมากนัก!

นางรีบตักข้าวสวยซึ่งเหลืออยู่ใส่ตะกร้า แล้วใช้ผ้าผืนหนึ่งคลุมเอาไว้ด้านบน จากนั้นเหลือบเห็นไข่กับหม้อใบเล็ก จึงคว้ามาใส่รวมกันด้วย

ฉู่หลิงซีวิ่งกลับเข้าไปในห้องนอน คว้าเสื้อผ้าของอิงเอ๋อร์เท่าที่มองเห็น รวมถึงเสื้อผ้าของตนอีกหนึ่งชุดและผ้าห่ม ยัดทุกอย่างลงในตะกร้า ก่อนแบกขึ้นหลังทั้งหมด

อิงเอ๋อร์ถูกผ้ามัดไว้ด้านหน้า ร่างเล็กซุกอยู่กับอกมารดา เด็กน้อยยังไม่รู้เรื่องราวใด เพียงขยับตัวเล็กน้อยเท่านั้น

ฉู่หลิงซีเร่งฝีเท้าออกจากเรือน มองไปยังภูเขาซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแล้วตัดสินใจทันที

หนีขึ้นเขา!

ยิ่งอยู่บนพื้นที่สูงเท่าไร ก็ยิ่งมองเห็นความเคลื่อนไหวด้านล่างได้ง่ายขึ้น และยังสามารถระวังภัยได้มากกว่าเดิม

เสียงฝีเท้าจากด้านหลังดังระงม ผสานกับเสียงกู่ร้องของเหล่าชายฉกรรจ์

นางคิดว่าเสียงเหล่านั้นคงเป็นพวกโจรอย่างแน่นอน

ด้วยเจ้าของร่างเดิมไม่เคยต้องทำงานหนักแม้แต่น้อย การวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจึงเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งแทบยกไม่ขึ้น ทว่าฉู่หลิงซีกลับไม่กล้าหยุด

นางวิ่งขึ้นเขาโดยไม่เหลียวหลัง ขอเพียงหนีให้เร็วที่สุดก็พอ

ทางด้านกุ้ยเซียง เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากคนอื่น นางก็อดเป็นห่วงสองแม่ลูกไม่ได้ จึงรีบวิ่งมาดู ทว่ากลับไม่พบผู้ใดอยู่ในเรือน

แม้แต่เด็กน้อยก็ไม่อยู่แล้ว

สายตาเหลือบไปเห็นถังข้าวซึ่งหายไป กุ้ยเซียงจึงพอเดาได้ว่าฉู่หลิงซีคงพาอิงเอ๋อร์หนีเอาตัวรอดไปแล้วเช่นกัน

นางจึงไม่รอช้า เร่งฝีเท้าวิ่งขึ้นเขาตามไปทันที

โชคดีที่บ้านของสองแม่ลูกอยู่ห่างจากเรือนหลังอื่น จึงไม่ได้ตกเป็นจุดสนใจของพวกโจรมากนัก

“ปล้นมันให้หมด! หากพบหญิงสาวคนใดมีใบหน้างดงาม พวกเจ้าจับตัวเอาไว้ พวกเราจะได้สนุกกันให้เต็มที่!”

สิ้นเสียงหัวหน้าโจร เสียงหัวเราะของเหล่าคนชั่วก็ดังขึ้นอย่างน่าสะอิดสะเอียน

ทว่าเท้าของฉู่หลิงซียังคงไม่หยุด

ตอนนี้สิ่งเดียวในหัวของนางคือ ต้องมีชีวิตรอดออกไปจากตรงนี้ให้ได้!

แม้แต่ใบหน้าของร่างใหม่ นางยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ เพราะเพิ่งทะลุมิติมายังโลกนี้ได้ไม่ถึงหนึ่งวัน

บาดแผลบริเวณศีรษะปวดหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ จนหลายครั้งเกือบทำให้นางถอดใจ แต่เมื่อก้มมองใบหน้าเล็ก ๆ ของอิงเอ๋อร์ นางก็ได้แต่กัดฟันอดทน แล้ววิ่งต่อไป

ในที่สุด เมื่อวิ่งขึ้นมาไกลจนไม่ได้ยินเสียงผู้คนอีก นางจึงหยุดฝีเท้าลง นั่งพิงต้นไม้ด้วยความเหนื่อยหอบ ก่อนปลดตะกร้าจากหลังวางลงข้างกายอย่างหมดแรง

“ให้เวลาข้าใช้ชีวิตสักหน่อยไม่ได้หรือ? ทะลุมิติมาทั้งที กลับต้องมาเจอเรื่องหนีโจรอีก ร่างนี้ก็เพิ่งได้รับบาดเจ็บมา… สวรรค์ช่างใจร้ายเสียจริง”

นางบ่นพึมพำอยู่เพียงลำพัง หากสามารถร้องตะโกนระบายออกมาได้ ก็คงทำไปแล้ว

เด็กน้อยวัยเพียงห้าวันในอ้อมอกเริ่มส่งเสียงงอแงออกมา ฉู่หลิงซีรู้ทันทีว่าอิงเอ๋อร์คงหิว หากไม่รีบให้นม เสียงร้องอาจดังจนดึงดูดความสนใจของพวกโจรได้

เมื่อเด็กน้อยกินจนอิ่มหนำ นางก็เปลี่ยนผ้า เพื่อให้อิงเอ๋อร์สบายตัวและหลับต่อได้

จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นต้นหญ้าชนิดหนึ่ง นางจำได้ว่ามันสามารถนำมาใช้ไล่ยุงและสัตว์เลื้อยคลานได้ จึงเก็บใส่ตะกร้าเอาไว้

ไม่รู้ว่าจะต้องหลบอยู่บนเขาอีกกี่วัน

หวังเพียงว่าฝนคงไม่ตกลงมาเสียก่อน

ทว่าเรื่องนี้นางกลับลืมคิดไป เพราะเมืองแห่งนี้กำลังเผชิญกับปัญหาอย่างหนัก ฝนไม่ตกมานานหลายเดือน จนผืนนาแห้งแล้ง น้ำในบ่อเหือดแห้ง ชาวบ้านแทบไม่มีอาหารจะกิน

ยกเว้นเจ้าของร่างเดิมซึ่งมีสามีเป็นพรานฝีมือดี คอยเข้าป่าล่าสัตว์อยู่เสมอ ทำให้ครอบครัวของนางไม่ได้ลำบากเหมือนบ้านอื่น

ทางด้านหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านบางส่วนกำลังรวมตัวกันเพื่อหลบภัย

“ผู้ใหญ่บ้าน มีใครไปบอกสองแม่ลูกฉู่หลิงซีหรือยัง? ไม่รู้ว่าพวกนางหนีทันหรือไม่”

“ข้าตะโกนบอกพวกเขาแล้ว”

“ข้าได้ข่าวมาว่า ฉู่หลิงซีเพิ่งตกลงไปในหลุมดักสัตว์ไม่ใช่หรือ? ตอนนี้นางฟื้นแล้วหรือยัง?”

“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน คราวก่อนพวกเราประชุมกันเอาไว้ว่า หากมีโจรเข้ามาปล้นหมู่บ้าน ให้มารวมตัวกันยังจุดนี้ ครั้งนั้นฉู่หลิงซีไม่ได้มาฟังด้วย”

“ชิวจวี๋ เจ้าเป็นแม่สามีของนาง ไม่ได้ไปบอกนางด้วยหรือ?”

ชิวจวี๋ได้ยินเช่นนั้นก็หันไปทางกลุ่มคน พลางกลอกตาขึ้นด้านบนอย่างไม่พอใจ

“ข้าบอกนางแล้วอย่างไร? พวกท่านคิดว่าคนเช่นนางจะเชื่อข้าหรือ?”

ใครในหมู่บ้านไม่รู้บ้างว่านางกับฉู่หลิงซีไม่ลงรอยกัน อีกทั้งชิวจวี๋เองก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีต่อลูกสะใภ้ผู้นี้เท่าใดนัก

“เอาเถอะ เลิกเถียงกันได้แล้ว หากนางรอดก็ถือว่าเป็นบุญของตนเอง แต่ถ้าไม่รอด ค่อยทำศพให้ก็แล้วกัน ช่างน่าสงสารอิงเอ๋อร์เสียจริง เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง”

ผู้ใหญ่บ้านพูดจบก็ถอนหายใจยาว ก่อนส่ายหน้าแล้วเดินกลับไปยังจุดพักของตน

ชาวบ้านแต่ละคนต่างขนข้าวของเท่าที่จำเป็นออกมา ส่วนของบางอย่างก็ซุกซ่อนเอาไว้ เพราะก่อนหน้านี้ทางการเคยมาแจ้งเตือนเรื่องโจรป่าไว้แล้ว

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ทุกคนจึงไม่ได้ตื่นตระหนกจนเกินไปนัก

แต่สำหรับสองแม่ลูกซึ่งกำลังหลบหนีอยู่บนภูเขา พวกเขายังไม่รู้เลยว่า หลังจากนี้จะต้องเผชิญกับอะไรอีกบ้าง…

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel