ตอนที่ 1 ข้าไม่ให้ท่านไป
“ไม่! ท่านอย่าไปนะ หากท่านไป ข้าจะไปตายเดี๋ยวนี้!”
ฉู่หลิงซีร้องไห้จนหยาดน้ำตาไหลอาบแก้มนวลทั้งสองข้าง ดวงตาซึ่งแต่งแต้มด้วยสีแดงและพวงแก้มปัดสีชมพูเข้ม ยิ่งถูกน้ำตาชะจนสีสันเลอะเลือน ใบหน้าจึงดูน่าหวาดหวั่นไม่น้อย
ความไม่ยินยอมทำให้นางไม่สนใจสายตาของชาวบ้านแม้แต่น้อย แขนเรียวปัดคราบน้ำตาและเช็ดริมฝีปากอย่างแรง ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าดูน่าสะพรึงขึ้นกว่าเดิม
ฮั่วเฉินยวนเหลือบมองภรรยาเพียงแวบหนึ่ง ก่อนหมุนกายเดินตามกลุ่มคนออกไป ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงเสียงกรีดร้องเอาแต่ใจซึ่งยังคงดังก้องไม่หยุด
“กรี๊ด ๆ ไม่! ข้าบอกว่าไม่ให้ท่านไป ท่านก็ต้องฟังข้าสิ!”
นางกระทืบเท้าพลางร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างถึงที่สุด หากสามีไม่รอดกลับมา แล้วตัวนางจะต้องกลายเป็นหญิงม่าย มีเพียงลูกน้อยอยู่ข้างกายเพียงลำพังหรือ?
“หลิงซีเอ๊ย เจ้าหักห้ามใจบ้างเถอะ ใช่ว่าสามีของเจ้าจะไปเพียงผู้เดียวเสียเมื่อไร ยังมีสามีของคนอื่นอีกหลายคนต้องจากครอบครัวไปเช่นกัน”
หญิงชราผู้หนึ่งทนมองภาพตรงหน้าไม่ไหว จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยเตือน
ดวงตากลมโตซึ่งเอ่อคลอด้วยน้ำตาถลึงมองหญิงชรา ก่อนกำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ
“เจ้าเกี่ยวอะไรด้วย! จะสามีของใคร ลูกของใคร หรือจะเป็นผู้ใด มันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า! ใครจะไปตายก็ช่าง แต่สามีของข้าต้องไม่ไป ข้าไม่อยากให้เขาไป พวกท่านได้ยินหรือไม่!”
เสียงกรีดร้องดังลั่น พร้อมกับนิ้วเรียวขาวชี้ไปยังกลุ่มชาวบ้านซึ่งมารอส่งเหล่าบุรุษและครอบครัวของตน ทุกคนต่างพร้อมใจกันถอยห่างจากฉู่หลิงซีไปคนละก้าว
เมื่อระบายความอัดอั้นออกมาจนหมด ร่างเล็กก็หันหลังวิ่งขึ้นภูเขาทันที โดยไม่สนใจเสียงร้องห้ามจากผู้ใด
ไม่นานนัก เสียงกรีดร้องพลันดังมาจากภูเขาไม่ไกลนัก
“นั่นเสียงของฉู่หลิงซีหรือไม่? นางจะเป็นอะไรหรือเปล่า!”
หญิงชราคนเดิมร้องถามด้วยความตกใจ
“ใครก็ได้ไปดูนางที ถือว่าสงสารลูกน้อยซึ่งเพิ่งเกิดเถิด”
เหล่าชายฉกรรจ์ซึ่งไม่ได้ถูกคัดเลือกไปเป็นทหารต่างมองหน้ากัน ก่อนเร่งฝีเท้าไปยังตีนเขา
เมื่อไปถึง ทุกคนพบหลุมดักสัตว์ขนาดใหญ่ซึ่งถูกปิดเอาไว้ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนขุดหลุมนี้ขึ้นมา ภายในนั้นมีร่างเล็กของฉู่หลิงซีนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ซึมออกจากบาดแผลบริเวณศีรษะ
“ใครก็ได้ พาร่างนางขึ้นมาเร็วเข้า! นางตายแล้วหรือไม่?”
แต่ละคนต่างชี้ไม้ชี้มือไปยังหลุมเบื้องล่าง ก่อนช่วยกันหาทางนำร่างขึ้นมา
“ยังไม่ตาย รีบพาไปให้ท่านหมอดูเถอะ!”
ชาวบ้านช่วยกันแบกร่างเล็กไปส่งยังเรือนของท่านหมอ
หลังจากตรวจบาดแผลตามร่างกายอย่างละเอียด ท่านหมอก็พยักหน้า ก่อนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“โชคยังดี นางไม่ถึงกับเสียชีวิต กระดูกก็ไม่ได้หัก เพียงพักผ่อนไม่กี่วันก็น่าจะหาย ส่วนยานี้นำไปต้มดื่มติดต่อกันห้าวัน อาการก็คงกลับมาเป็นปกติ”
ผู้คนซึ่งตามมามุงดูเรื่องราวต่างพากันถอนหายใจ บางคนรู้สึกโล่งอกที่ฉู่หลิงซียังมีชีวิตอยู่ ขณะที่บางคนกลับแอบผิดหวัง
ถึงอย่างไร หลังจากนี้ชีวิตของหญิงสาวจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครรู้ เพราะเรือนซึ่งนางอาศัยอยู่มีเพียงแม่ลูกสองคนเท่านั้น
เมื่อท่านหมอพูดจบ กลับไม่มีผู้ใดแสดงน้ำใจอาสาเข้ามาช่วยเหลือฉู่หลิงซี แม้แต่ครอบครัวฝ่ายสามีเองก็ทำเพียงมองด้วยสายตาเหยียดหยาม ไม่คิดยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง
หญิงวัยกลางคนผู้เคยเตือนสติฉู่หลิงซีตั้งแต่แรกเห็นเช่นนั้นแล้วไม่อาจทนได้ นางล้วงเงินจำนวนเล็กน้อยซึ่งมีติดตัวออกมา
“ข้าจ่ายค่ายาให้นางไปก่อนก็แล้วกัน บ้านของข้าอยู่ไม่ไกลจากเรือนของฉู่หลิงซี ข้าจะช่วยดูแลนางไปก่อนเอง”
“ท่านป้ากุ้ยเซียง ท่านจะยอมจ่ายเงินให้นางจริงหรือ? ต่อให้นางไม่ตาย นางก็อาจไม่คืนเงินให้ท่านหรอก”
“ไม่เป็นไร เรื่องนั้นค่อยว่ากันภายหลัง ตอนนี้การช่วยชีวิตคนสำคัญกว่า”
กุ้ยเซียงไม่สนใจเสียงทัดทาน นางเรียกชายหนุ่มแถวนั้นให้ช่วยกันทำเปลไม้ไผ่ ก่อนพาร่างฉู่หลิงซีกลับไปยังบ้านของตน
ทันทีเมื่อก้าวเข้ามาถึง เสียงร้องจ้าของเด็กน้อยก็ดังขึ้น เด็กคงเลยเวลามื้ออาหารมานานแล้ว
“ตายแล้ว! ข้าลืมไปเลยว่ายังมีลูกของฉู่หลิงซีอยู่ในบ้าน นางนี่จริง ๆ เลย ไปส่งสามีทำไมถึงไม่พาลูกไปด้วย!”
กุ้ยเซียงรีบเข้าไปในบ้าน ก่อนเห็นเด็กน้อยนอนอยู่บนเตียง ช่วงล่างเปียกชื้นไปหมด ใบหน้าเล็กแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ดูท่าคงหิวจนทนไม่ไหวแล้ว
“ป้ากุ้ยเซียง จะให้ข้าวางฉู่หลิงซีไว้ตรงไหนดีขอรับ?”
“รอเดี๋ยว ข้าขอเปลี่ยนผ้าปูเสียก่อน”
กล่าวจบ นางก็มองไปรอบห้องซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของกระจัดกระจาย ก่อนค้นหาผ้าสะอาดมาได้หนึ่งผืน แล้วนำมาปูแทนผืนเดิมซึ่งเปื้อนจนใช้ไม่ได้
“วางนางเรียบร้อยแล้ว พวกข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ”
ชายทั้งสองซึ่งช่วยแบกเปลไม้ไผ่มาส่งกล่าวลา ก่อนเหลือบมองใบหน้าของหญิงสาวผู้มีชื่อเสียงเรื่องปากร้ายซึ่งยังคงนอนแน่นิ่ง
หากไม่ใช่เพราะป้ากุ้ยเซียง พวกเขาก็คงไม่เสียเวลาแบกร่างหญิงผู้นี้กลับมาหรอก
“ขอบใจพวกเจ้ามาก”
กุ้ยเซียงกล่าวขอบคุณ ก่อนเดินไปปิดประตู จากนั้นจึงกลับเข้ามาในห้อง
เสียงร้องของเด็กน้อยยังคงดังไม่หยุด นางจึงอุ้มเด็กไปนั่งข้างเตียงของฉู่หลิงซี แล้วนำเจ้าตัวเล็กเข้าเต้าให้ดูดนมมารดา
เด็กน้อยดูดนมจนอิ่มหนำจึงค่อยสงบลง
กุ้ยเซียงเดินเข้าไปยังห้องครัว มองข้าวขาวซึ่งมีอยู่เต็มภาชนะแล้วอดแปลกใจไม่ได้ บ้านอื่นส่วนใหญ่ยังต้องกินข้าวฟาง แต่ครอบครัวของฉู่หลิงซีกลับมีกินถึงข้าวขาว
นางจึงนำข้าวมาต้มเป็นข้าวต้ม จากนั้นนำยาที่ท่านหมอให้มาต้มอีกหม้อ ก่อนยกทั้งสองอย่างมาป้อนให้หญิงสาวซึ่งยังไม่ได้สติ
เหตุผลซึ่งกุ้ยเซียงยอมลำบากทำทุกอย่างให้ ไม่ใช่เพราะสิ่งใดเป็นพิเศษ เพียงสงสารเด็กน้อยในอ้อมแขน อีกทั้งยังเห็นใจฉู่หลิงซีซึ่งต้องจากสามีไป ทั้งสองเพิ่งมีลูกด้วยกันได้เพียงห้าวันเท่านั้น
ยิ่งฉู่หลิงซียังอายุน้อยและเพิ่งผ่านการคลอดบุตรมา ร่างกายย่อมอ่อนแอและต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย กุ้ยเซียงจึงให้เด็กน้อยดื่มนมอีกครั้ง ก่อนพาเจ้าตัวเล็กไปนอนด้วยกัน
หากปล่อยให้ฉู่หลิงซีซึ่งยังไม่ได้สติดูแลเพียงลำพัง เกรงว่าเด็กคนนี้คงอยู่ไม่ถึงวันเติบโตเป็นแน่
กลางดึก ร่างเล็กซึ่งนอนอยู่บนเตียงไม้ไผ่พลันลืมตาตื่นขึ้น
สิ่งแรกซึ่งปรากฏแก่สายตาคือหลังคามุงจากซึ่งบดบังแสงภายนอก กลิ่นอับของไม้ไผ่ลอยแตะจมูก เมื่อลองก้มมองร่างกายของตนเองกลับพบว่าเสื้อผ้าซึ่งสวมใส่อยู่แตกต่างจากชุดในความทรงจำ
“นี่มันที่ไหนกัน?”
เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก นางค่อย ๆ สำรวจร่างกายของตนเองด้วยความสับสน
ทันใดนั้น ความทรงจำซึ่งไม่ใช่ของตนเองพลันหลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกับสายน้ำ ทำให้หญิงสาวเริ่มเข้าใจเจ้าของร่างมากขึ้น
เจ้าของร่างเดิมชื่อ ฉู่หลิงซี อายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่งงานแล้ว และมีลูกน้อยหนึ่งคน
ทว่าเมื่อกวาดตามองไปรอบห้องกลับไม่พบเงาของเด็กเลยแม้แต่น้อย
แล้วตอนนี้…ลูกของนางอยู่ที่ไหน?
จากความทรงจำ เมื่อวานเจ้าของร่างโมโหสามีเพราะเขาต้องเดินทางไปเป็นทหาร ด้วยความเสียใจจึงวิ่งขึ้นภูเขา ก่อนพลัดตกลงไปในหลุมดักสัตว์
ชีวิตช่างน่าอนาถยิ่งนัก เพิ่งมาเกิดใหม่ก็ต้องเผชิญเรื่องรันทดเสียแล้ว
ชาติที่แล้วนางอุตส่าห์ดิ้นรนเอาชีวิตรอดจนร่ำรวยได้สำเร็จ ทว่าพอตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ ยังต้องเริ่มต้นดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดในโลกใบนี้อีก
เจ้าของร่างเดิมก็เหลือเกิน เพียงสามีมีหน้าตาดีอยู่บ้าง นางถึงกับยอมถวายตัวให้เขา พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้บุรุษผู้นั้นรัก ทั้งที่อีกฝ่ายไม่เคยมีใจให้นางเลยแม้แต่น้อย
เกิดมาทั้งที กลับใช้ชีวิตได้เสียเปล่าจริง ๆ
หากเรื่องราวในความทรงจำเป็นความจริง เช่นนั้นตอนนี้นางคงเพิ่งฟื้นขึ้นมา และก่อนหน้านี้คงมีใครบางคนมาดูแลเป็นแน่
ลูกของนางก็น่าจะถูกคนผู้นั้นพาไปด้วย
แต่…ใครกันที่พาลูกของนางไป?
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดศีรษะ ทว่าลึกลงไปในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างคอยยืนยันว่า อิงเอ๋อร์ของนางไม่ได้รับอันตรายอย่างแน่นอน
