ทำได้ถ้ามีแค่ลูก
คำตอบของว่านชิวทำทุกคนในที่นี้อ้าปากค้าง
“มันเป็นบ้าอะไรคะ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เอาแต่อาละวาดทำตัวน่ารังเกียจหรือไง!!” พี่สะใภ้กระซิบถามแม่สามี
“แก!!” ร่างอวบอ้วนกำลังจะตรงเข้าไปทำร้ายร่างกายลูกสะใภ้คนรองเหมือนที่แล้วๆมา จนลืมไปว่าตอนนี้ลูกชายผู้เป็นสามีของว่านชิวก็อยู่ด้วย!!
“แม่!!” เสียงเรียกของลูกชายคนโต เหมือนหญิงชราฟื้นคืนสติ เขาส่งสายตาให้มองน้องชายที่ขมวดคิ้วหมุ่นคล้ายกับไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี มือที่เสียบเข็มน้ำเกลือกดเรียกพยาบาลเข้ามา
“ค่ะคุณหนูเฉียน” ท่าทางน้อบน้อมนั้นไม่น่าแปลบกใจ ในเมื่อตระกูลเฉียนของว่านชิวคือหุ้นส่วนของที่นี่ และทุกอย่างมันก็อยู่ในความทรงจำตอนที่เธอเป็นวิญญาณทั้งหมด!!
”ขอพยาบาลพิเศษคนนึง และติดป้ายห้ามเยี่ยม ยกเว้นสามีกับลูกฉัน ใครไม่เกี่ยวไล่ออกไปให้หมด!!“ สิ้นคำพูดเธอเสียงด่าทอดังออกมาทันที
”นังว่านชิว นังอสรพิษ แกกล้าดียังไงทำกับครอบครัวสามีแกอย่างนี้ บรรพบุรุษตระกูลลู่ต้องตายตาไม่หลับแน่ๆ“ แม่สามีที่ตะโกนด่าเธอจนตัวโยน ไม่ทำให้คนเจ็บที่จับมือลูกชายไว้สะเทือน เธอพยักหน้าให้พยาบาลขับไล่คนพวกนั้นออกไปก่อนจะตวัดสายตามามองสามี
”เสี่ยวจิน เหตุการณ์ก่อนหน้าตอนที่แม่จะตกบันไดเกิดอะไรขึ้น ลูกลองค่อยๆเล่าให้พ่อของลูกฟังที“ คราวนี้ลู่เฉินหมิงวางหน้าไม่ถูก สายตาที่เคยมีแต่ความน้อยใจและเคืองขุ่น บัดนี้เปลี่ยนไปเป็นความเฉยเมยและว่างเปล่า
”ทำไมคุณถึงอยากให้เสี่ยวจินเล่าหล่ะ“ เขาดึงเก้าอี้มานั่ง ก่อนจะกดส่งข้อความบอกให้ฝ่ายตัดต่อรอเขาเพียงครู่
”เพราะคุณจะได้รู้ว่าครอบครัวคุณรังแกฉันกับลูกมานานแค่ไหนแล้วอย่างไรหล่ะ!! ถ้าฉันเล่ามันจะเป็นการใส่ร้าย แต่ถ้าเสี่ยวจินเล่า คุณจะได้รู้ว่าฉันจะไม่โกหก“ สายตาของเธอแน่วแน่ คิดเพียงว่าหากเปิดโปรงความชั่วของครอบครัวสามี ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เธอจะได้จากไปอย่างสงบ เพราะถือว่าช่วยแล้ว
”งะ งั้น…“
”คุณคงไม่คิดว่าฉันสอนลูกให้โกหกหรอกนะ…ใช่ไหม?“ ใครบ้างที่ไม่รู้ว่านอกจากจะตามจับผิดสามี ชีวิตนี้ของเฉียนว่านชิวภรรยาของเขาก็ไม่เคยทำอะไรอีกเลย แม้แต่เลี้ยงลูก!!
”ถ้าอย่างนั้นเสี่ยวจินลูกบอกพ่อมาเถอะ เมื่อเย็นนี้เกิดอะไรขึ้น“ เด็กน้อยมองหน้าแม่นิดๆ ก่อนจะก้มหน้าลง
”เสี่ยวจินอยู่ที่นี่ไม่มีใครข่มขู่ลูกได้ จากนี้ ข้างกายของลูกจะมีแม่คุ้มครอง ลูกแค่เล่าความจริงที่เหลือก็ให้พ่อเขาเลือก“ เธอไม่ใช้คำว่า ”หม่าม๊า“ เพราะคำนั้นเธออยากให้เสี่ยวจินสงวนไว้ให้วิญญาณของเจ้าของร่างเดิม ตอนนี้เหมือนสมอง ร่างกาย และจิตใจของเธอไม่หวนนึกถึงว่าเด็กตรงหน้าคือผู้มีพระคุณแล้ว เธอคิดเพียงว่าเขาก็แค่เด็กคนนึงที่พ่อแม่ปล่อยปละละเลย เธอจึงอยากจัดการอะไรให้มันเข้าที่เข้าทางก็เท่านั้น
”ก่อนหน้านี้ คุณย่าคุยโทรศัพย์กับป้าสะใภ้พร้อมกับบอกว่าคุณพ่อพาคุณน้าฉางหนิงไปทานข้าว ก่อนจะกลับมาที่ตึกA แล้วกอดกับพี่ม่อฝานก่อนจะเดินเข้าบริษัทไปด้วยกัน“ เด็กน้อยเขี่ยมือไปมาอย่างประหม่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยกล้าพูดอะไรแบบนี้เพราะผู้เป็นย่าขู่เอาไว้!!
