บทที่ 6: รสชาติของความสุข และรางวัลที่เร่าร้อนในยามค่ำคืน
สหกรณ์ร้านอาหารของรัฐในตัวอำเภอตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนสายหลัก อาคารปูนสองชั้นทาสีเขียวอ่อนดูโดดเด่น ด้านหน้ามีป้ายไม้สลักตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ เมื่อผลักประตูไม้ประจุกระจกเข้าไป กลิ่นหอมของแป้งสาลีนึ่งสุกและกลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูก็ลอยมาปะทะจมูกทันที บรรยากาศภายในคึกคักไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวดูดีมีฐานะ นั่งล้อมวงพูดคุยกันตามโต๊ะกลมไม้ขัดมัน
หลินหว่านจูงมือเสิ่นเหนียนเหนียนเดินนำหน้า โดยมีเสิ่นชิงโจวแบกคานหาบถังไม้เปล่าเดินตามหลังมาติดๆ ท่าทางของเขาเกร็งจัดจนเดินไหล่ห่อ เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนของพวกเขาทำให้พนักงานต้อนรับหญิงที่สวมผ้ากันเปื้อนสีขาวขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เมื่อหลินหว่านเดินตรงเข้าไปที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยความมั่นใจและวางธนบัตรลงไป พนักงานก็รีบปรับสีหน้าทันที
“สหาย รับอะไรดีคะ?”
“ขอซาลาเปาแป้งขาวไส้เนื้อสิบลูก ซุปไข่ใส่มะเขือเทศชามใหญ่หนึ่งชาม แล้วก็หมูตุ๋นน้ำแดงอีกหนึ่งจานค่ะ” หลินหว่านสั่งอาหารอย่างฉะฉานโดยไม่ต้องดูป้ายเมนูบนผนังด้วยซ้ำ
เสิ่นชิงโจวที่ยืนอยู่ด้านหลังเบิกตากว้าง เขารีบก้าวเข้ามากระตุกแขนเสื้อเธอเบาๆ “หลินหว่าน... สั่งเยอะขนาดนี้เรากินไม่หมดหรอก ซาลาเปาแป้งขาวลูกละตั้งสองเหมา แถมยังต้องใช้คูปองอาหารอีก หมูตุ๋นก็แพงมาก เราเพิ่งหาเงินมาได้ คุณเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นเถอะ กินแค่หมั่นโถวแป้งหยาบก็พอแล้ว”
ในยุคนี้ แป้งขาวและเนื้อสัตว์คือของฟุ่มเฟือย สำหรับชาวนาอย่างเขา การได้กินหมั่นโถวแป้งข้าวโพดผสมธัญพืชหยาบๆ ให้อิ่มท้องก็ถือว่าหรูหราแล้ว
หลินหว่านหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้เขา เธอเอื้อมมือไปตบหลังมือหนาที่หยาบกร้านของเขาเบาๆ “ชิงโจว เงินน่ะหามาก็เพื่อให้ครอบครัวได้กินอิ่มนอนอุ่นไม่ใช่หรือคะ? ถ้าหาเงินมาแล้วยังต้องทนหิวทนหนาว จะหาไปทำไมกัน คุณทำงานหนักมาทั้งชีวิต เหนียนเหนียนก็ผอมจนลมพัดก็จะปลิวอยู่แล้ว มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง คุณห้ามขัดใจฉันเด็ดขาด”
พูดจบเธอก็ล้วงคูปองอาหารที่แอบค้นเจอในหีบเก่าของร่างเดิม ซึ่งร่างเดิมแอบขโมยเงินสามีไปแลกไว้เพื่อตั้งใจจะเอาไปให้ยุวชนปัญญาจางเหว่ย ส่งให้พนักงานพร้อมกับเงินสดอย่างรวดเร็ว ปิดโอกาสไม่ให้เขาปฏิเสธ
ไม่นานนัก อาหารร้อนๆ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ซาลาเปาลูกโตแป้งขาวจั๊วะส่งควันฉุย เนื้อหมูตุ๋นน้ำแดงสีสันมันวาวส่งกลิ่นหอมหวาน และซุปไข่มะเขือเทศสีสดใส เสิ่นเหนียนเหนียนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ดวงตากลมโตจ้องมองอาหารบนโต๊ะราวกับความฝัน
“กินสิเหนียนเหนียน ระวังร้อนนะลูก” หลินหว่านคีบซาลาเปาใส่ชามให้ลูกสาว
เด็กน้อยกัดซาลาเปาคำโต แป้งนุ่มละมุนผสมกับน้ำซอสเนื้อชุ่มฉ่ำที่ทะลักออกมาทำให้น้ำตาของเด็กน้อยร่วงแหมะ “แม่จ๋า... อร่อย อร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะ”
“อร่อยก็กินเยอะๆ นะ” หลินหว่านลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน ก่อนจะคีบหมูตุ๋นชิ้นที่ติดมันเยิ้มๆ วางลงบนซาลาเปาอีกลูก แล้วยื่นไปตรงหน้าเสิ่นชิงโจว “ส่วนนี่ของคุณ กินสิคะ ผู้ชายตัวโตๆ ต้องกินเนื้อเยอะๆ จะได้มีแรง”
เสิ่นชิงโจวมองซาลาเปาในชาม สลับกับมองรอยยิ้มของภรรยา ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาเต้นแรงจนปวดหนึบ เขาไม่เคยกินอาหารที่ดีขนาดนี้มาก่อน และไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเธอแบบนี้มาก่อนเลย เขาก้มหน้าลง กัดซาลาเปาคำใหญ่ รสชาติของเนื้อและแป้งขาวที่แสนอร่อยผสมปนเปไปกับรสเค็มปร่าของน้ำตาที่เขาแอบกลืนมันลงคอไปอย่างเงียบๆ
เขาตั้งปณิธานในใจอย่างแน่วแน่ ไม่ว่าผู้หญิงคนนี้จะต้องการอะไร เขาจะใช้สองมือที่หยาบกร้านคู่นี้ หามาประเคนให้เธอจงได้
เมื่อจัดการอาหารจนเกลี้ยงโต๊ะ หลินหว่านก็ไม่รอช้า เธอพาสองพ่อลูกมุ่งหน้าไปยังสหกรณ์การค้าประจำอำเภอ ซึ่งเป็นสถานที่ขายของใช้และเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุด
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในแผนกเสื้อผ้า เสิ่นชิงโจวก็หยุดชะงัก เขามองดูเสื้อแจ็กเก็ตบุนวมสีสันสดใสที่แขวนเรียงรายอยู่ด้วยความรู้สึกไม่คู่ควร เสื้อผ้าบนตัวเขาเก่าซอมซ่อและเต็มไปด้วยรอยปะ มีกลิ่นโคลนและกลิ่นเหงื่อจางๆ เขาเกรงว่าตัวเองจะทำให้เสื้อผ้าใหม่ๆ ของร้านแปดเปื้อน
“คุณกับลูกเข้าไปเถอะ ผมจะรออยู่ข้างนอก” เขาเอ่ยเสียงเบา เตรียมจะหันหลังกลับ
ทว่าหลินหว่านกลับคว้าข้อมือเขาไว้แน่น ดึงให้เขาเดินตามเข้ามา “จะไปไหนล่ะคะ วันนี้ฉันตั้งใจมาซื้อเสื้อผ้าให้พวกคุณโดยเฉพาะนะ”
หลินหว่านเดินตรงไปยังพนักงานขายที่กำลังยืนตะไบเล็บอยู่ “สหายคะ ขอจดเสื้อบุนวมสีแดงลายดอกไม้ตัวเล็กตรงนั้นให้ลูกสาวฉันลองหน่อยค่ะ แล้วก็ขอเสื้อแจ็กเก็ตกันหนาวคอเต่าสีดำตัวใหญ่สุดให้สามีฉันด้วย”
พนักงานขายปรายตามองครอบครัวสามคนด้วยสายตาประเมิน ท่าทางเหมือนชาวนาอมทุกข์แบบนี้จะมีเงินซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ราคาแพงหูฉี่ได้อย่างไร หล่อนแค่นเสียงเหอะเบาๆ “เสื้อบุนวมเด็กราคาแปดหยวน ส่วนเสื้อกันหนาวผู้ชายตัวนั้นสิบห้าหยวนนะคะ ต้องใช้คูปองผ้าด้วย มีเงินจ่ายแน่หรือคะ?”
เสิ่นชิงโจวหน้าเสีย เขากำลังจะอ้าปากบอกว่าไม่เอา แต่หลินหว่านกลับล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรปึกใหญ่ที่เพิ่งได้จากการขายกุ้งและคูปองผ้าออกมาวางแหมะลงบนตู้กระจกดังป้าบ!
“สิบห้าหยวนใช่ไหมคะ? เอาตัวนั้นแหละค่ะ ไม่ต้องลอง ห่อมาเลย อ้อ... แล้วก็ขอเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินกรมท่าสำหรับผู้หญิงอีกตัวด้วยนะคะ” หลินหว่านเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจจนพนักงานขายถึงกับสะดุ้ง รีบเก็บตะไบเล็บแล้วกุลีกุจอหยิบเสื้อผ้ามาห่อให้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเดินออกจากสหกรณ์การค้า เสิ่นชิงโจวอุ้มเสิ่นเหนียนเหนียนที่สวมเสื้อบุนวมสีแดงตัวใหม่เอี่ยมไว้ในอ้อมแขน เด็กน้อยยิ้มกว้างจนแก้มปริ ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆ ของพ่อ ส่วนตัวเขาเองก็สวมเสื้อกันหนาวสีดำตัวหนาที่เพิ่งซื้อมาใหม่ มันอุ่นสบายและพอดีตัวราวกับสั่งตัด ความหนาวเย็นที่เคยกัดกินกระดูกมลายหายไปจนหมดสิ้น
เขามองแผ่นหลังบอบบางของหลินหว่านที่เดินนำหน้า เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตตัวใหม่สีน้ำเงินที่ดูทะมัดทะแมงและสวยงาม ในใจของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความตื้นตันจนไม่อาจหาคำพูดใดมาอธิบายได้ ผู้หญิงคนนี้... ไม่เพียงแต่หาเงินเก่ง แต่เธอยังให้เกียรติและยกย่องเขาในฐานะสามีอย่างแท้จริง
แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มคล้อยต่ำลง สาดส่องเงาของคนสามคนให้ทอดยาวไปตามถนน ล้อเกวียนเทียมวัวบดทับไปบนถนนดินลูกรังเพื่อพาทั้งสามชีวิตกลับคืนสู่หมู่บ้านสือเฉียว ท่ามกลางลมหนาวที่พัดกรรโชก ทว่าหัวใจของเสิ่นชิงโจวกลับอบอุ่นราวกับมีเตาผิงไฟสุมอยู่ภายใน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว หลังจากช่วยกันต้มน้ำร้อนอาบน้ำและทำความสะอาดร่างกาย หลินหว่านก็กล่อมเสิ่นเหนียนเหนียนจนหลับสนิทไปบนเตียงเตาฝั่งด้านในสุด เด็กน้อยนอนหลับตาพริ้ม หายใจเข้าออกสม่ำเสมอพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก คงกำลังฝันหวานถึงซาลาเปาเนื้อและเสื้อตัวใหม่
หลินหว่านดับตะเกียงน้ำมันก๊าด ปล่อยให้ห้องนอนตกอยู่ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา เธอขยับตัวเข้าไปนอนใต้ผ้านวมผืนหนาที่เสิ่นชิงโจวเพิ่งนำไปตากแดดตีฝุ่นจนฟูนุ่ม ความเหนื่อยล้าจากการค้าขายและการเดินทางเริ่มโจมตีจนเปลือกตาของเธอหนักอึ้ง
แต่ก่อนที่เธอจะได้เข้าสู่ห้วงนิทรา ฟูกนอนด้านข้างก็ยวบลงตามน้ำหนักตัวของชายหนุ่ม เสิ่นชิงโจวขยับเข้ามาใกล้ กลิ่นสบู่ก้อนราคาถูกผสมกับกลิ่นอายบุรุษเพศที่สะอาดสะอ้านลอยมากระทบจมูก
ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ท่อนแขนแข็งแรงราวกับเหล็กกล้าจะสอดเข้ามาใต้เอวบางของเธอ แล้วดึงรั้งร่างกายของเธอเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่ร้อนระอุของเขาอย่างแนบแน่น
“ชิงโจว...” หลินหว่านครางชื่อเขาเบาๆ ด้วยความตกใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าเขาไม่ได้สวมเสื้อท่อนบน มัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งของเขาบดเบียดเข้ากับตัวเธอจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักหน่วงและรุนแรง
“หลินหว่าน...” เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นสะท้าน เขาก้มหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่นของเธอ ลมหายใจร้อนระอุรินรดผิวเนื้อจนเธอขนลุกซู่ “ขอบคุณนะ... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างในวันนี้ ขอบคุณที่ให้เกียรติผม ขอบคุณที่ใจดีกับเหนียนเหนียน ผมไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไงดี...”
คำพูดของเขาขาดหายไปเมื่อริมฝีปากหยักลึกประทับลงบนริมฝีปากของเธออย่างดุดันและเรียกร้อง มันไม่ใช่จูบที่หยาบคายเหมือนในอดีต แต่มันเต็มไปด้วยความเว้าวอน ความรัก และความปรารถนาที่ลึกล้ำจนแทบจะกลืนกินจิตวิญญาณ
ผู้ชายที่เงียบขรึมและยอมคนในตอนกลางวัน บัดนี้ได้กลายร่างเป็นราชสีห์ที่หิวโหยในยามค่ำคืน เขาไม่ปล่อยให้เธอได้มีโอกาสปฏิเสธ ฝ่ามือร้อนผ่าวที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการทำงานหนัก ลูบไล้ไปทั่วร่างกายของเธออย่างช่ำชอง ทุกสัมผัสของเขาจุดประกายไฟแห่งความรัญจวนให้ลุกโชนขึ้นในกายเธออย่างควบคุมไม่ได้
“อื้อ... เบาหน่อยสิ เดี๋ยวเหนียนเหนียนก็ตื่นหรอก” หลินหว่านประท้วงเสียงสั่น พยายามผลักแผงอกเขาเบาๆ แต่เรี่ยวแรงของเธอหรือจะสู้ชาวนาหนุ่มที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตได้ เขาเพียงแค่รวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอมากดไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว
“เธอหลับสนิทแล้ว... คืนนี้ ผมจะทำให้คุณรู้ว่า... ผมขอบคุณคุณมากแค่ไหน” เขาขบเม้มที่ใบหูของเธอเบาๆ ก่อนจะพรมจูบเลื่อนต่ำลงมาตามลำคอระหง เรียกร้องเสียงครางหวานหูจากริมฝีปากที่ถูกปิดกั้น
เสิ่นชิงโจวรุกเร้าอย่างหนักหน่วงและเอาแต่ใจ เขาใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายครอบครองเธออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยพละกำลังที่ล้นเหลือ ราวกับต้องการถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่อัดอั้นอยู่ในใจผ่านทางร่างกายของเขาให้เธอได้รับรู้
เขาสอนให้เธอรู้ว่า ชายที่ดูจืดชืดและพูดน้อยที่สุด กลับเป็นคนที่มีไฟปรารถนาร้อนแรงที่สุดเมื่ออยู่บนเตียง เขาพลิกแพลงและควบคุมทุกอย่างจนหลินหว่านแทบจะหลอมละลายกลายเป็นน้ำในอ้อมแขนของเขา เธอทำได้เพียงเกาะเกี่ยวแผ่นหลังกว้างของเขาไว้แน่น ปล่อยให้เขานำพาเธอไปสู่ห้วงอารมณ์ที่พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงประสานกันในความมืด อุณหภูมิในห้องที่เคยหนาวเหน็บกลับร้อนระอุราวกับอยู่ในเตาหลอม กว่าพายุแห่งความปรารถนาจะสงบลงและเขายอมผละออกไป ร่างกายของหลินหว่านก็อ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง ราวกับตุ๊กตาผ้าที่ถูกดึงนุ่นออกจนหมด
เสิ่นชิงโจวทิ้งตัวลงนอนเคียงข้าง รวบตัวเธอเข้ามากอดแนบอกอย่างหวงแหน เขาจูบซับเหงื่อที่หน้าผากของเธออย่างอ่อนโยน แววตาในความมืดเต็มไปด้วยความพึงพอใจและลุ่มหลง
“หลินหว่าน...” เขากระซิบชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อของเธอ “ผมรักคุณนะ”
คำว่ารักที่หลุดออกมาจากปากของผู้ชายที่แข็งกระด้างคนนี้ ทำให้หัวใจของหลินหว่านเต้นผิดจังหวะ เธอซุกใบหน้าลงกับแผงอกของเขา อมยิ้มในความมืด
“ฉันรู้แล้วน่า คนบ้า... รุกเก่งขนาดนี้ ไม่รักก็บ้าแล้ว” เธอพึมพำเสียงงัวเงีย ก่อนจะผล็อยหลับไปในอ้อมกอดที่ปลอดภัยและแข็งแกร่งที่สุดในโลก
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินหว่านตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวราวกับถูกรถม้าทับ เธอสบถด่าสามีตัวดีในใจที่เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักหนา แต่เมื่อมองไปที่โต๊ะไม้ในห้องโถง ก็พบว่าเขาลุกไปต้มน้ำร้อนและทำแป้งย่างเตรียมไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้ว ส่วนตัวเขาก็คงออกไปเตรียมอุปกรณ์สำหรับจับกุ้งเครย์ฟิชในวันนี้
หลินหว่านยืดเส้นยืดสาย ยิ้มรับวันใหม่ที่สดใส วันนี้ธุรกิจกุ้งเครย์ฟิชของเธอจะต้องเดินหน้าต่อไป แต่การจะแบกถังไม้ไปขายทุกวันคงไม่สะดวกและเหนื่อยเกินไปสำหรับเสิ่นชิงโจว ถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องนำเงินทุนก้อนแรกนี้ ไปลงทุนกับพาหนะคู่ใจที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรร้านอาหารอย่างแท้จริง... รถเข็นคันแรกของเธอ
