บทที่ 5: กลิ่นหอมสะท้านเมือง และเงินก้อนแรกของครอบครัว - 2
“บ้าไปแล้ว! ขายแมลงโคลนราคาเกือบเท่าเนื้อหมู! นังหนู เธออยากได้เงินจนเสียสติไปแล้วหรือ!” ลุงแก่ๆ คนหนึ่งตะโกนขึ้น
แต่ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ชายหนุ่มวัยทำงานคนหนึ่งที่สวมชุดเครื่องแบบคนงานสีน้ำเงินเข้มของโรงงานเหล็กก็ก้าวออกมาข้างหน้า เขาสูดกลิ่นหอมเข้าปอดลึกๆ ชายคนนี้เป็นคนชอบดื่มเหล้าขาวหลังเลิกงาน และสัญชาตญาณของนักดื่มบอกเขาว่า ของในถังไม้นี้คือ ‘กับแกล้ม’ ชั้นเลิศที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
“ฉันชิมเอง!” ชายหนุ่มคนงานพูดเสียงดัง “ถ้าไม่อร่อย เธอต้องจ่ายฉันหนึ่งเหมาจริงๆ นะ!”
“แน่นอนค่ะ สหาย” หลินหว่านยื่นชามกระเบื้องและตะเกียบให้เขา พร้อมกับอธิบายวิธีการแกะเปลือกกุ้งอย่างคล่องแคล่ว “บิดหัวออก บีบเปลือกตรงกลางแล้วดึงเนื้อออกมา จุ่มน้ำซอสให้ชุ่มก่อนเข้าปากนะคะ”
ชายหนุ่มทำตามอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะยังแอบหวั่นๆ กับรูปลักษณ์ของมัน แต่เมื่อก้อนเนื้อกุ้งสีขาวอมชมพูที่เคลือบด้วยซอสสีแดงจัดจ้านถูกส่งเข้าปาก... โลกทั้งใบของเขาก็เหมือนหยุดหมุน!
รสชาติเผ็ดร้อนแผดเผาลิ้น ตามมาด้วยความเค็มกลมกล่อมและความหวานของเนื้อกุ้งที่เด้งสู้ฟัน ปิดท้ายด้วยความรู้สึกชาวาบจากฮวาเจียวที่กระจายไปทั่วโพรงปาก มันเป็นรสชาติที่รุนแรง กระตุ้นความอยากอาหาร และกระแทกใจอย่างรุนแรงที่สุด!
เขาเบิกตากว้าง เคี้ยวเนื้อกุ้งอย่างรวดเร็วและกลืนลงคอ ก่อนจะรีบหยิบตัวที่สองและสามขึ้นมาแกะกินอย่างตะกละตะกลาม ไม่สนใจสายตาของคนที่มุงดูอยู่เลยแม้แต่น้อย
“สหาย เป็นยังไงบ้าง? อร่อยไหม หรือว่าคาว?” คนในฝูงชนร้องถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ชายหนุ่มคนงานดูดนิ้วที่เปื้อนน้ำซอสของตัวเองดังจ๊วบ หันไปมองฝูงชนด้วยใบหน้าที่แดงก่ำจากความเผ็ดร้อน ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายเจิดจ้า “แม่ร่วงเถอะ! นี่มันโคตรอร่อยเลย! ฉันเกิดมายี่สิบกว่าปี ไม่เคยกินอะไรที่รสชาติจัดจ้านและสะใจขนาดนี้มาก่อน! เนื้อหมูตุ๋นยังสู้ไอ้นี่ไม่ได้เลย!”
เขาหันขวับกลับมาหาหลินหว่าน ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกางเกง ดึงธนบัตรใบละหนึ่งหยวนออกมาสองใบกระแทกลงบนแผงลอย “เถ้าแก่เนี้ย! เอามาเลยสองชั่ง! น้ำซอสขอเยอะๆ หน่อยนะ ฉันจะเอาไปกินแกล้มเหล้าขาวเย็นนี้!”
คำยืนยันของชายหนุ่มคนงาน ประกอบกับท่าทางการกินที่เอร็ดอร่อยจนน่าสยดสยอง ทำลายกำแพงความรังเกียจของชาวเมืองจนหมดสิ้น กลิ่นหอมที่ยั่วยวนอยู่แล้วบวกกับความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ฝูงชนเริ่มแตกตื่น
“ฉันเอาครึ่งชั่ง! ขอลองชิมบ้าง!”
“ฉันเอาหนึ่งชั่ง! ถ้าอร่อยพรุ่งนี้จะมาซื้ออีก!”
“อย่าแย่งกันสิ! ฉันมาก่อนนะ! เอามาให้ฉันสองชั่ง!”
ฝูงชนแห่กันเข้ามาล้อมแผงลอยเล็กๆ จนแทบจะมองไม่เห็นตัวหลินหว่านและเสิ่นชิงโจว หญิงสตรีเมืองดัดผมลอนที่ด่าว่าสกปรกในตอนแรก บัดนี้กลับพยายามเบียดเสียดแทรกตัวเข้ามาด้านหน้าสุด ร้องตะโกนขอซื้อด้วยความลืมตัว
เสิ่นชิงโจวที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ในตอนแรก ถูกหลินหว่านสะกิดแขนอย่างแรง “ชิงโจว! มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะคะ ช่วยกันตักกุ้งใส่ใบจิบผูกเชือกเร็วเข้า! คุณรับหน้าที่ชั่งน้ำหนักกับเก็บเงินนะ!”
เสียงของหลินหว่านดึงสติของเสิ่นชิงโจวกลับมา เขารีบรับตาชั่งแบบโบราณมาถือไว้ แม้เขาจะเป็นชาวนา แต่สมองของเขากลับปราดเปรื่องเรื่องตัวเลขอย่างเหลือเชื่อ เขาชั่งน้ำหนักกุ้งด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมกับคำนวณเงินทอนในหัวอย่างฉับไวโดยไม่ต้องใช้ลูกคิด
“สองชั่ง หนึ่งหยวนหกเหมาครับ รับมาสองหยวน ทอนสี่เหมา”
“ครึ่งชั่ง สี่เหมาครับ ถ้วนพอดี ขอบคุณครับ”
เสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นของเสิ่นชิงโจวดังประสานกับเสียงหวานใสของหลินหว่านที่คอยตักกุ้งและพูดคุยเรียกลูกค้า สองสามีภรรยาทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัวและไหลลื่น ราวกับเกิดมาเพื่อเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน
เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเศษ ถังไม้ใบใหญ่สองใบที่บรรจุกุ้งเครย์ฟิชกว่าห้าสิบชั่ง ก็ว่างเปล่าจนเห็นก้นถัง! แม้แต่น้ำซอสหยดสุดท้ายก็ยังมีคนขอให้ตักใส่ถุงเพื่อเอาไปคลุกข้าวสวยกิน
“หมดแล้วค่ะสหายทุกท่าน! วันนี้เสี่ยวหลงซาหมดเกลี้ยงแล้ว ใครที่ซื้อไม่ทัน พรุ่งนี้มารอที่แผงเดิมเวลานี้นะคะ รับรองว่ามีมาขายอีกแน่นอน!” หลินหว่านประกาศเสียงดังกังวาน พร้อมกับโค้งศีรษะขอบคุณลูกค้าที่กำลังทยอยเดินจากไปด้วยความเสียดาย
เมื่อฝูงชนสลายตัวไป ลานใต้ต้นไม้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หลินหว่านทรุดตัวลงนั่งบนถังไม้เปล่า หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า แต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
เสิ่นชิงโจวนั่งยองๆ อยู่ข้างๆ เธอ ในมือของเขากำถุงผ้าฝ้ายใบเล็กๆ ที่บัดนี้ตุงเต่งและหนักอึ้งไปด้วยเหรียญและธนบัตรใบละหนึ่งเหมา สองเหมา และหนึ่งหยวน มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อย เขาเปิดปากถุงออกและเทเงินทั้งหมดลงบนผ้าที่ปูรองไว้
สองสามีภรรยาช่วยกันนับเงินเงียบๆ ยิ่งนับ หัวใจของเสิ่นชิงโจวก็ยิ่งเต้นแรงราวกับตีกลองรบ
“สี่สิบ... สี่สิบสองหยวน... กับอีกห้าเหมา” เสิ่นชิงโจวพึมพำเสียงสั่น ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผี
สี่สิบสองหยวน! เงินจำนวนนี้ในยุค 80 เทียบเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนของพนักงานโรงงานระดับหัวหน้างาน! และมันคือเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่เสิ่นชิงโจวเคยจับมาในชีวิตการเป็นชาวนาของเขา! เขาต้องหลังขดหลังแข็งทำนาตากแดดตากฝนถึงครึ่งปี กว่าจะได้ส่วนแบ่งคะแนนงานแลกเป็นเงินเท่านี้ แต่วันนี้... ภรรยาของเขาใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมง เปลี่ยนแมลงโคลนไร้ค่าให้กลายเป็นเงินก้อนโต!
เขากำเงินเหรียญในมือแน่น เงยหน้าขึ้นมองหลินหว่านด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่ความรักหรือความปรารถนาอีกต่อไป แต่มันคือความเคารพ เทิดทูน และศรัทธาอย่างหมดหัวใจ ในสายตาของเขา ผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่หลินหว่านที่ร้ายกาจคนเดิม แต่เป็นเทพธิดาแห่งความมั่งคั่งที่สวรรค์ส่งมาโปรดครอบครัวที่ยากไร้ของเขา
“เห็นไหมคะ ฉันบอกคุณแล้วว่าเราจะรวย” หลินหว่านยิ้มขยิบตาให้เขา ขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเสียงเบา “ทีนี้คุณเชื่อหรือยังว่า ภรรยาของคุณคนนี้เก่งแค่ไหน?”
“เก่ง... คุณเก่งที่สุด” เสิ่นชิงโจวตอบเสียงแหบพร่า หัวใจของเขาพองโตจนแทบจะระเบิด
หลินหว่านแบ่งเงินจำนวนสิบหยวนยัดใส่มือของเขา “นี่คือรางวัลสำหรับแรงงานของคุณที่ช่วยหาบถังหนักๆ และเป็นพนักงานเก็บเงินที่เก่งกาจ เก็บไว้เป็นเงินส่วนตัวของคุณเถอะนะ”
เสิ่นชิงโจวรีบส่ายหน้าดิก ดันเงินกลับไปให้เธอ “ไม่ ผมไม่เอา คุณเป็นคนทำอาหาร เป็นคนคิดแผนการทั้งหมด เงินนี้ควรเป็นของคุณ ผมเป็นสามี มีหน้าที่ต้องใช้แรงงานเพื่อครอบครัวอยู่แล้ว คุณเก็บไว้เถอะ ไว้ใช้ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ หรือของที่อยากได้”
ความซื่อสัตย์และไม่เห็นแก่ตัวของเขาทำให้หัวใจของหลินหว่านอบอุ่น เธอไม่ดึงดันที่จะยัดเงินให้เขาอีก แต่กลับรวบเงินทั้งหมดใส่กระเป๋า แล้วลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามกางเกง
“เอาล่ะ ในเมื่อได้เงินก้อนแรกมาแล้ว เราก็ต้องฉลองกันหน่อย!” หลินหว่านหันไปอุ้มเสิ่นเหนียนเหนียนที่นั่งรออยู่อย่างเรียบร้อยขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่ “เหนียนเหนียน หิวหรือยังลูก? วันนี้แม่จะพาหนูกับพ่อไปกินของอร่อยๆ แบบที่คนเมืองเขากินกัน!”
“กินเนื้อหรือคะ?” เด็กน้อยตาโตเป็นประกาย
“ยิ่งกว่าเนื้ออีกจ้ะ” หลินหว่านหัวเราะ เธอหันไปกวักมือเรียกเสิ่นชิงโจว “เก็บของเร็วเข้าชิงโจว เราจะไปสหกรณ์ร้านอาหารของรัฐกัน ฉันจะเลี้ยงซาลาเปาไส้เนื้อหน้าขาวลูกโตๆ ให้พวกคุณกินให้อิ่มแปล้ไปเลย!”
เสิ่นชิงโจวมองดูรอยยิ้มของภรรยาและลูกสาว รอยยิ้มที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันพร้อมกันในชาตินี้ เขารีบเก็บข้าวของขึ้นหาบด้วยความกระตือรือร้น รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มผู้เงียบขรึม
อาณาจักรร้านอาหารที่เธอเคยพูดถึง... เขาเริ่มมองเห็นภาพของมันลอยเด่นอยู่ตรงหน้าแล้ว และเขาจะขอเป็นอิฐทุกก้อน เป็นเสาทุกต้น เพื่อค้ำจุนอาณาจักรนี้ของเธอให้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยนี้ให้จงได้
