บทที่ 7: ยอดช่างไม้แห่งสือเฉียว และความอบอุ่นที่เยียวยาหัวใจ
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าตรู่สาดส่องผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้เข้ามาในห้องนอนที่แสนคับแคบ หลินหว่านขยับตัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดเมื่อยที่แล่นริ้วไปทั่วร่างกาย ราวกับเมื่อคืนเธอถูกจับไปวิ่งมาราธอนมาสักสิบรอบ เธอครางเบาๆ ในลำคอ พลางนึกค่อนขอดสามีตัวดีที่เรี่ยวแรงเหลือเฟือประหนึ่งวัวถึก บทจะรุกก็ดุดันเสียจนเธอแทบไม่มีจังหวะให้หายใจ
ทว่าเมื่อเอื้อมมือไปสัมผัสพื้นที่ว่างข้างกาย มันกลับเย็นเฉียบไปนานแล้ว บ่งบอกว่าเสิ่นชิงโจวลุกออกไปทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
หลินหว่านยันตัวลุกขึ้นนั่ง สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวาน ความอบอุ่นของผ้าฝ้ายเนื้อดีทำให้เธอรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก เธอสวมรองเท้าแล้วเดินออกไปที่ลานบ้าน
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือเสิ่นชิงโจวกำลังง่วนอยู่กับการคัดแยกกุ้งเครย์ฟิชที่เขาออกไปจับมาตั้งแต่เช้ามืด วันนี้เขาจับมาได้เยอะกว่าเมื่อวานเสียอีก กุ้งตัวอวบอ้วนดิ้นกุกกักอยู่ในกะละมังไม้หลายใบ เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอ หยาดเหงื่อเกาะพราวอยู่บนหน้าผากคร้ามแดด แต่รอยยิ้มบางๆ กลับจุดประกายขึ้นที่มุมปาก
“คุณตื่นแล้วหรือ? ไปล้างหน้าเถอะ ผมต้มน้ำร้อนไว้ให้แล้ว” เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยทักทายอย่างอ่อนโยน ผิดกับความเร่าร้อนเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง
หลินหว่านพยักหน้ารับ เดินไปตักน้ำอุ่นล้างหน้าล้างตาจนสดชื่น ก่อนจะเดินกลับมาหาสามีที่กำลังจัดการกับกุ้ง เธอปรายตามองคานหาบไม้ที่พิงอยู่ข้างกำแพง แล้วนึกถึงรอยแดงช้ำบนบ่ากว้างของเขาเมื่อคืนนี้ การหาบน้ำหนักเกือบห้าสิบชั่งเดินเข้าเมืองไม่ใช่เรื่องสนุก แม้เขาจะแข็งแรงแค่ไหน แต่ในระยะยาวร่างกายย่อมทนไม่ไหวแน่
“ชิงโจว” หลินหว่านเรียกเขา แววตาจริงจัง “วันนี้เราเอาเงินที่ขายได้เมื่อวาน ไปจ้างช่างไม้ในหมู่บ้านต่อรถเข็นสักคันดีไหมคะ? หรือไม่ก็เข้าไปหาซื้อรถเข็นมือสองในตลาดเมืองก็ได้ คุณจะได้ไม่ต้องใช้คานหาบถังหนักๆ แบบเมื่อวานอีก ฉันเห็นบ่าคุณช้ำไปหมดแล้ว”
เสิ่นชิงโจวชะงักมือที่กำลังจับกุ้ง เขารีบส่ายหน้าดิกทันที “ไม่ได้หรอกหลินหว่าน รถเข็นคันหนึ่งราคาตั้งหลายสิบหยวน เงินที่เราหามาได้ด้วยความยากลำบาก คุณควรเก็บไว้ซื้อของบำรุงให้ตัวเองกับเหนียนเหนียนสิ เรื่องแค่นี้ผมทนได้ บ่าของผมแข็งจะตายไป”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องซื้อหรอกครับ” เขาวางกุ้งในมือลง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตามีความมั่นใจบางอย่างพาดผ่าน “ถ้าคุณต้องการรถเข็น... ผมจะทำให้คุณเอง”
หลินหว่านเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ “คุณทำได้หรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้าเงียบๆ เขาเดินตรงไปยังห้องเก็บของหลังบ้าน กุกกักอยู่ครู่หนึ่งก็เดินกลับมาพร้อมกับกล่องเครื่องมือไม้เก่าๆ ที่เต็มไปด้วย เลื่อย กบไสไม้ สิ่ว และค้อน นอกจากนี้เขายังลากแผ่นไม้กระดานเนื้อแข็งหลายแผ่นที่เก็บสะสมไว้นานแล้วออกมาด้วย ไม้พวกนี้เดิมทีเขาตั้งใจจะเอาไว้ซ่อมหลังคาที่รั่ว แต่ตอนนี้เขายินดีสละมันเพื่อสร้างพาหนะคู่ใจให้ภรรยา
“พ่อของผมเคยเป็นช่างไม้ประจำหมู่บ้านก่อนที่ท่านจะเสียไป” เสิ่นชิงโจวอธิบายเสียงเรียบ ขณะเริ่มคัดแยกแผ่นไม้ “ผมเรียนรู้วิชามาจากท่านบ้าง แม้จะไม่เก่งกาจเท่าช่างในเมือง แต่รับรองว่ารถเข็นที่ผมทำ จะต้องแข็งแรงและทนทานแน่นอน”
พูดจบเขาก็ถอดเสื้อแจ็กเก็ตตัวนอกและเสื้อเชิ้ตออก เหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวตัวบางที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแขนและแผงอกที่สมบูรณ์แบบ แสงแดดยามเช้าตกกระทบลงบนผิวสีทองแดงของเขา ทำให้รอยแผลเป็นจางๆ บนแผ่นหลังดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด
หลินหว่านยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความเผลอไผล ผู้ชายคนนี้... แม่ของเขาพร่ำด่าว่าเขาเป็นคนไร้ประโยชน์ เป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้าขุดดิน แต่หญิงชราหน้ามืดตามัวคนนั้นไม่เคยรู้เลยว่า ลูกชายที่หล่อนดูถูกนักหนา ซ่อนพรสวรรค์และความแข็งแกร่งเอาไว้มากมายเพียงใด
เสิ่นชิงโจวเริ่มลงมือทำงาน เขาใช้ตลับเมตรวัดขนาดแผ่นไม้อย่างละเอียดถี่ถ้วน สายตาของเขาจดจ่อและคมกริบราวกับพญาเหยี่ยว เสียงเลื่อยไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ‘ครืด... ครืด...’ ทุกครั้งที่เขาดึงเลื่อย กล้ามเนื้อที่ท่อนแขนและแผ่นหลังจะหดเกร็งและคลายตัวสลับกันไปมา ดูทรงพลังและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบุรุษเพศที่ดิบเถื่อนทว่าน่าหลงใหล
เขาใช้กบไสไม้เกลาผิวหน้าไม้กระดานจนเรียบเนียน ไร้เสี้ยนหนามที่จะบาดมือ ท่วงท่าการทำงานของเขาคล่องแคล่วและแม่นยำ ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย หลินหว่านมองดูเศษไม้ที่ปลิวว่อนราวกับเกล็ดหิมะริมลานบ้าน เธอเพิ่งตระหนักได้ว่า แม้เสิ่นชิงโจวจะไม่ได้เรียนหนังสือสูงๆ ไม่ได้มีวาทศิลป์ในการเจรจาพาที แต่ในเรื่องของการใช้กำลังและงานช่างแล้ว เขาคืออัจฉริยะที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง
รอยยิ้มภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินหว่าน เธอไม่รบกวนสมาธิของเขา ปล่อยให้ยอดช่างไม้ของเธอได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ส่วนตัวเธอก็หมุนตัวเดินเข้าครัวไปเตรียมเสบียงสำหรับวันนี้
เมื่อเข้ามาในครัว หลินหว่านเริ่มล้างทำความสะอาดกุ้งเครย์ฟิชด้วยความรวดเร็ว วันนี้เธอตั้งใจจะเพิ่มเมนูใหม่เพื่อสร้างความหลากหลายและดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้น เธอค้นเจอมันฝรั่งหัวโตๆ หลายหัวในตระกร้า จึงนำมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นยาวๆ หนาๆ แบบเฟรนช์ฟรายส์ นำไปล้างแป้งออกจนน้ำใส แล้วผึ่งให้แห้ง
เธอจุดเตาไฟจนร้อนจัด ใส่น้ำมันหมูลงไปกระทะ เมื่อน้ำมันเดือดพล่านก็นำมันฝรั่งลงไปทอดจนเปลือกด้านนอกเหลืองกรอบและเนื้อด้านในสุกนุ่ม จากนั้นตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน แล้วโรยด้วยเกลือป่นและพริกป่นละเอียดเล็กน้อย ความร้อนของมันฝรั่งทำให้กลิ่นเครื่องเทศหอมเตะจมูก เมนู ‘มันฝรั่งทอดคลุกฝุ่น’ สไตล์ยุค 80 เสร็จสมบูรณ์ มันจะเป็นเครื่องเคียงที่กินคู่กับกุ้งเครย์ฟิชผัดหม่าล่าได้อย่างลงตัวที่สุด
ขณะที่เธอกำลังเคี่ยวน้ำซอสกุ้งเครย์ฟิชจนกลิ่นหอมหมื่นลี้ตลบอบอวลไปทั่วครัว หลินหว่านก็เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยสูงขึ้น อากาศแม้จะยังเย็นแต่อุณหภูมิก็อุ่นขึ้นมาก เสิ่นชิงโจวกำลังใช้ค้อนตอกตะปูประกอบโครงรถเข็นอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดโตไหลย้อยจากหน้าผากลงมาตามสันกรามคมคาย หยดแหมะลงบนแผ่นกระดานไม้ เขาหายใจหอบลึกจากการออกแรงอย่างหนักหน่วงแต่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพัก
ทันใดนั้น ร่างเล็กๆ ในชุดเสื้อบุนวมสีแดงสดก็วิ่งเตาะแตะออกมาจากในบ้าน เสิ่นเหนียนเหนียนตื่นแล้ว เด็กน้อยขยี้ตาที่ยังงัวเงีย ในมือเล็กๆ ถือผ้าฝ้ายผืนสะอาดที่แม่เพิ่งซักให้เมื่อวาน เธอวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาผู้เป็นพ่อที่กำลังนั่งยองๆ ประกอบล้อรถเข็น
“พ่อจ๋า...” เสียงเล็กๆ เอ่ยเรียก
เสิ่นชิงโจวชะงักมือ เขาวางค้อนลงแล้วหันมามองลูกสาวด้วยแววตาที่อ่อนโยนลงทันที “ตื่นแล้วหรือเหนียนเหนียน ออกมาทำไมข้างนอก ลมมันเย็นนะลูก”
เด็กน้อยไม่ตอบ แต่กลับเขย่งปลายเท้าขึ้นสุดตัว ยื่นมือเล็กๆ ที่ถือผ้าฝ้ายขึ้นไปซับหยาดเหงื่อบนหน้าผากและใบหน้าของพ่ออย่างเบามือและตั้งใจ “พ่อทำงานหนัก เหนียนเหนียนเช็ดเหงื่อให้นะคะ”
การกระทำที่แสนไร้เดียงสาแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักของลูกสาว ทำให้ร่างสูงใหญ่ของเสิ่นชิงโจวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง เขารีบก้มตัวลงให้ต่ำที่สุด เพื่อให้ลูกสาวตัวน้อยสามารถเช็ดหน้าให้เขาได้ถนัดขึ้น ฝ่ามือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยด้าน ยกขึ้นลูบผมเปียของลูกสาวอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่กว้างที่สุดและจริงใจที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายผู้เงียบขรึม
“ขอบใจนะลูก พ่อหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย” เขากระซิบเสียงสั่น
ภาพของสองพ่อลูกที่สะท้อนผ่านกรอบหน้าต่างห้องครัว ทำให้หลินหว่านที่ยืนถือตะหลิวอยู่ถึงกับชะงักงัน หัวใจของเธอกระตุกวูบและถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่นสายหนึ่งที่ทะลักทลายเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ในชาติก่อน... เธอเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เติบโตมาในสถานสงเคราะห์ ชีวิตของเธอมีแต่การแข่งขันและดิ้นรนเพื่อถีบตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการเชฟ โลกของเธอมีเพียงแสงไฟเย็นเยียบในครัวสแตนเลส มีเพียงเสียงตะโกนสั่งออเดอร์ และความอ้างว้างเมื่อกลับถึงคอนโดหรูที่ว่างเปล่า เธอไม่เคยรู้จักคำว่า ‘ครอบครัว’ ไม่เคยสัมผัสความรักที่บริสุทธิ์ ไม่เคยมีใครคอยซับเหงื่อให้เธอยามที่เธอเหนื่อยล้าหน้าเตาไฟ
แต่ตอนนี้... ที่นี่ ในบ้านดินเหนียวซอมซ่อแห่งยุค 80 เธอได้ค้นพบสิ่งที่โหยหามาตลอดชีวิต
เธอมีลูกสาวที่น่ารักและกตัญญู มีสามีที่แม้จะพูดไม่เก่งแต่ก็พร้อมจะสละหยาดเหงื่อและเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อปกป้องและดูแลเธอ ภาพตรงหน้าคือ ‘บ้าน’ ที่แท้จริง บ้านที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นที่สามารถเยียวยาบาดแผลในจิตวิญญาณของเธอได้อย่างหมดจด
หลินหว่านสูดลมหายใจลึก กระพริบตาไล่หยาดน้ำใสๆ ที่รื้นขึ้นมาตรงหางตา เธอระบายยิ้มออกมาอย่างมีความสุขที่สุด ก่อนจะหันกลับไปตวัดตะหลิวผัดกุ้งในกระทะด้วยเรี่ยวแรงและพลังใจที่เต็มเปี่ยม วันนี้อาหารของเธอจะต้องอร่อยกว่าทุกวัน เพราะมันถูกปรุงรสด้วยความสุขอันล้นปรี่
ช่วงสายของวัน ในที่สุดเสียงค้อนและเลื่อยก็เงียบลง
หลินหว่านเดินออกมาจากครัวพร้อมกับชามใส่น้ำดื่มเย็นชื่นใจ เธอชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นผลงานชิ้นเอกที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานบ้าน
มันคือรถเข็นไม้สองล้อที่ดูแข็งแรงทนทานอย่างเหลือเชื่อ เสิ่นชิงโจวนำล้อรถจักรยานเก่าๆ สองวงที่เขาแอบไปขอซื้อเศษเหล็กมาจากร้านรับซื้อของเก่าในหมู่บ้านมาดัดแปลงเป็นล้อรถเข็น ทำให้มันสามารถเข็นไปบนถนนขรุขระได้อย่างนุ่มนวลและผ่อนแรง
แต่สิ่งที่ทำให้หลินหว่านประทับใจที่สุด คือการออกแบบของมัน
เสิ่นชิงโจวไม่ได้ทำแค่รถเข็นพื้นเรียบๆ ธรรมดา แต่เขาเจาะช่องวงกลมขนาดพอดีกับก้นถังไม้ทั้งสองใบเอาไว้บนตัวรถ ทำให้เวลาวางถังน้ำซุปลงไป มันจะถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีทางหกเลอะเทอะระหว่างทางเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต่อเติมแผ่นกระดานพับได้ไว้ด้านข้าง สำหรับให้เธอใช้เป็นโต๊ะหั่นของหรือวางถังใส่เงิน และที่สำคัญที่สุด... ความสูงของด้ามจับ ถูกวัดและปรับระดับให้เข้ากับความสูงของหลินหว่านอย่างพอดิบพอดี เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องค้อมหลังเวลาเข็น!
นี่มันไม่ใช่แค่รถเข็น แต่มันคือผลงานชิ้นเอกที่สร้างขึ้นจากความใส่ใจทุกกระเบียดนิ้ว
“เป็น... เป็นยังไงบ้าง?” เสิ่นชิงโจวรับชามน้ำไปดื่มรวดเดียวหมดเกลี้ยง เขาใช้หลังมือปาดปาก เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประหม่า แววตาแอบลอบมองปฏิกิริยาของเธออย่างคาดหวัง “ผมขัดเสี้ยนไม้จนเรียบหมดแล้ว คุณลองจับดูสิ มันจะไม่บาดมือคุณแน่นอน โครงสร้างก็ตอกลิ่มและเข้าเล็บไม้อย่างดี รับน้ำหนักได้เป็นร้อยชั่งสบายๆ”
หลินหว่านก้าวเข้าไปลูบคลำพื้นผิวไม้ของรถเข็น มันเรียบลื่นและแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า เธอจับที่ด้ามเข็นแล้วลองออกแรงผลักเบาๆ ล้อจักรยานหมุนลื่นไหลพารถเข็นเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างง่ายดายโดยแทบไม่ต้องออกแรง
เธอหมุนตัวกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนรอคำวิจารณ์ด้วยใจจดจ่อ หลินหว่านก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา วางมือทาบลงบนแผงอกที่ยังคงชื้นเหงื่อของเขา แววตาของเธอทอประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน
“ชิงโจว...” เธอกดเสียงต่ำ “คุณรู้ตัวไหมว่าคุณเก่งแค่ไหน? รถเข็นคันนี้ดีกว่าของที่ขายในตลาดเมืองเสียอีก คุณมันคือยอดช่างไม้อันดับหนึ่งของสือเฉียวเลยนะ!”
คำชมที่ตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด ทำให้ใบหน้าคร้ามแดดของเสิ่นชิงโจวแดงซ่านขึ้นมาทันที เขายกมือขึ้นเกาหลังคอแก้เก้อ หลบสายตาอันร้อนแรงของเธอ “คุณก็พูดเกินไป... ผมก็แค่ทำตามที่พอจำได้...”
“ฉันไม่ได้พูดเกินไปเลย คุณเก่งที่สุดจริงๆ” หลินหว่านยิ้มกว้าง เขย่งปลายเท้าขึ้นกดจูบลงบนปลายคางที่สากไปด้วยไรหนวดของเขาเร็วๆ หนึ่งที “นี่คือรางวัลสำหรับยอดช่างไม้ของฉันค่ะ”
เสิ่นชิงโจวเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อเป็นหินไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงกระหน่ำจนแทบจะทะลุอกออกมาข้างนอก ท่ามกลางแสงแดดสว่างจ้า กลางลานบ้านแบบนี้ ภรรยาของเขากล้าจูบเขา! แม้จะเป็นแค่สัมผัสแผ่วเบา แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีพละกำลังเพิ่มขึ้นมาอีกร้อยเท่า พันเท่า!
“เอาล่ะ ในเมื่อรถเข็นพร้อมแล้ว เสบียงก็พร้อมแล้ว...” หลินหว่านผละออก ยิ้มอย่างอารมณ์ดี เธอหันไปกวักมือเรียกเสิ่นเหนียนเหนียนที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ไม่ไกล “มาช่วยกันยกถังกุ้งขึ้นรถเข็นเร็วเข้า วันนี้เราจะเอา ‘มันฝรั่งทอดคลุกฝุ่น’ เมนูใหม่ไปเปิดตัวด้วย รับรองว่าลูกค้าจะต้องติดใจจนตลาดแตกยิ่งกว่าเมื่อวานแน่!”
สองสามีภรรยาช่วยกันยกถังไม้บรรจุกุ้งเครย์ฟิชผัดหม่าล่าที่ส่งกลิ่นหอมฉุยลงไปล็อกในช่องรถเข็นอย่างแน่นหนา เสิ่นชิงโจวจับด้ามเข็น ออกแรงดันเพียงนิดเดียว รถเข็นก็เคลื่อนตัวออกจากลานบ้านอย่างนุ่มนวล หลินหว่านจูงมือลูกสาวเดินเคียงข้าง รอยยิ้มแห่งความหวังและความมั่นใจเบ่งบานบนใบหน้าของคนทั้งสาม
อาณาจักรร้านอาหารที่เคยเป็นเพียงความฝัน บัดนี้ได้ติดล้อและกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ด้วยสองมือของชายผู้แข็งแกร่ง และสมองอันปราดเปรื่องของหญิงสาวผู้มาจากอนาคต
