บทที่ 5: กลิ่นหอมสะท้านเมือง และเงินก้อนแรกของครอบครัว - 1
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ หลังจากที่สองสามีภรรยาช่วยกันจับกุ้งเครย์ฟิชจนเต็มตะกร้า หลินหว่านก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าพวกเธอไม่สามารถแบกกุ้งดิบๆ เข้าไปขายในเมืองได้ เพราะคนในยุคนี้ยังไม่รู้จักวิธีกินและทำความสะอาดแมลงโคลนเหล่านี้ หากนำไปขายทั้งที่ยังดิ้นกระแด่วๆ คงถูกชาวเมืองหัวเราะเยาะและขับไล่ออกมาเป็นแน่
ดังนั้น ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน หลินหว่านจึงใช้เวลาที่รวดเร็วที่สุดในการขัดล้างทำความสะอาดกุ้งทั้งหมด เธอจุดเตาไฟจนลุกโชน ใช้เครื่องเทศ ฮวาเจียว พริกแห้ง และน้ำมันหมูที่เหลืออยู่ผัดกุ้งเครย์ฟิชกว่าห้าสิบชั่งในกระทะใบใหญ่แบ่งเป็นสองรอบ กลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งลานบ้านจนเพื่อนบ้านหลายคนแอบชะเง้อคอผ่านกำแพงดินมามองด้วยความสงสัย
เมื่อผัดเสร็จ เธอเทกุ้งที่ส่งกลิ่นหอมฉุยพร้อมน้ำซอสสีแดงเข้มข้นลงในถังไม้ใบใหญ่สองใบ ปิดฝาไม้ให้สนิท แล้วใช้ผ้านวมผืนเก่าที่หนาและแข็งกระด้างห่อหุ้มถังไม้อีกชั้นหนึ่งเพื่อเก็บกักความร้อนเอาไว้ให้ได้นานที่สุด จากนั้นจึงให้เสิ่นชิงโจวใช้คานหาบถังไม้ทั้งสองใบขึ้นบ่า เดินไปขึ้นเกวียนเทียมวัวของลุงหลี่
ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน ล้อไม้ของเกวียนเทียมวัวบดทับไปตามถนนลูกรังจนกระทั่งเริ่มเข้าสู่เขตตัวอำเภอ ถนนดินขรุขระค่อยๆ เปลี่ยนเป็นถนนราดยางมะตอยที่เรียบเนียนขึ้น ภาพทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนจากทุ่งนาแห้งแล้งเป็นอาคารปูนสองชั้นที่ปลูกสร้างเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ
หลินหว่านอุ้มเสิ่นเหนียนเหนียนให้นั่งตัก มองดูบรรยากาศของเมืองในยุค 80 ด้วยความสนใจ ผู้คนบนท้องถนนสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงิน สีเทา และสีเขียวขี้ม้าเป็นส่วนใหญ่ มีจักรยานยี่ห้อเฟยเกอ วิ่งผ่านไปมาพร้อมกับเสียงกระดิ่งดังกริ๊งๆ เป็นระยะ บางคนสวมกางเกงขาม้าและเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้ซึ่งถือเป็นแฟชั่นที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนั้น
เสิ่นชิงโจวนั่งตัวเกร็งอยู่ข้างๆ เธอ มือหนากำคานหาบไม้แน่น แววตาของเขามีความประหม่าและหวาดหวั่นซ่อนอยู่ สำหรับชาวนาที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้าสู้ดินทำคะแนนงานในหมู่บ้านชนบท การเข้ามาในตัวอำเภอที่เต็มไปด้วยคนเมืองที่ดูมีการศึกษาและมีฐานะ ถือเป็นเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกต่ำต้อยและกดดันอย่างบอกไม่ถูก
เกวียนเทียมวัวมาหยุดลงที่ลานกว้างใกล้กับ ‘ตลาดเสรี’ นโยบายการปฏิรูปและเปิดประเทศเพิ่งเริ่มต้นขึ้นได้ไม่กี่ปี รัฐบาลเริ่มอนุญาตให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตส่วนเกินมาค้าขายแลกเปลี่ยนกันได้อย่างอิสระ ทำให้บริเวณนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีทั้งแผงลอยขายผักสด ไข่ไก่ ผ้าทอ และของใช้จิปาถะ
เสิ่นชิงโจวจ่ายค่าโดยสารให้ลุงหลี่ไปสองเฟินด้วยความเสียดาย ก่อนจะยกคานหาบถังไม้ที่หนักอึ้งขึ้นบ่า ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของเขาเกร็งแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน แม้อากาศจะหนาวเย็น แต่หยาดเหงื่อกลับผุดซึมตามไรผมจากการออกแรง
“เราไปตั้งแผงตรงมุมนั้นกันเถอะ” หลินหว่านชี้ไปยังพื้นที่ว่างเล็กๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากทางเข้าตลาด
เมื่อวางถังไม้ลง เสิ่นชิงโจวก็ถอนหายใจยาว เขามองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา แล้วหันมามองภรรยาด้วยสีหน้ากังวล “หลินหว่าน... คุณแน่ใจหรือว่าจะมีคนซื้อของพวกนี้? ถ้าขายไม่ได้ เราจะเสียค่ารถเกวียนไปเปล่าๆ เลยนะ”
“คุณเชื่อใจฉันไหมล่ะ?” หลินหว่านยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายมั่นใจ “ผู้ชายที่รุกเก่งและกล้าหาญอย่างคุณตอนอยู่บนเตียง พอมาเจอคนในตลาดทำไมถึงได้หงอแบบนี้ล่ะคะ?”
คำหยอกล้ออย่างตรงไปตรงมาของเธอทำให้ใบหน้าคร้ามแดดของเสิ่นชิงโจวแดงก่ำไปถึงใบหู เขารีบก้มหน้าหลบสายตาเธอ กระแอมในคอเบาๆ “คุณ... คุณพูดอะไรออกมาตรงนี้ เดี๋ยวคนอื่นก็ก็นินทาเอาหรอก”
หลินหว่านหัวเราะร่วน เธอเลิกแกล้งเขา แล้วหันมาจัดการกับถังไม้ตรงหน้า เธอค่อยๆ ปลดผ้านวมผืนเก่าที่ห่อหุ้มอยู่ออก ทันทีที่แง้มฝาไม้ขึ้นเพียงเล็กน้อย ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาพร้อมกับความร้อนที่ถูกเก็บกักไว้
และสิ่งที่ตามมาพร้อมกับควันนั้น... คือกลิ่นหอม!
มันไม่ใช่กลิ่นหอมธรรมดา แต่มันคือการระเบิดของกลิ่นเครื่องเทศที่รุนแรงและเย้ายวน กลิ่นพริกแห้งที่เผ็ดร้อน กลิ่นกระเทียมที่เจียวจนหอมฟุ้ง และกลิ่นฮวาเจียวที่เตะจมูกจนทำให้ต่อมน้ำลายทำงานโดยอัตโนมัติ กลิ่นนี้ลอยตามสายลมหนาว พัดเข้าสู่กลางตลาดเสรีอย่างรวดเร็วราวกับพายุทอร์นาโดไร้รูปร่าง
ผู้คนที่กำลังเดินจับจ่ายซื้อของอยู่ใกล้ๆ ชะงักฝีเท้าทันที บางคนสูดจมูกฟุดฟิด หันซ้ายหันขวามองหาต้นตอของกลิ่น
“หอมจังเลย กลิ่นอะไรน่ะ? กลิ่นเหมือนเนื้อตุ๋น แต่ก็หอมเครื่องเทศกว่ามาก” หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเอ่ยขึ้นพร้อมกับกลืนน้ำลาย
ไม่นานนัก ผู้คนก็เริ่มเดินตามกลิ่นมาจนถึงแผงลอยเล็กๆ ใต้ต้นไม้ของหลินหว่านและเสิ่นชิงโจว
ทว่า เมื่อพวกเขาชะโงกหน้าเข้าไปดูในถังไม้ และเห็นวัตถุสีแดงเข้มที่มีก้ามและเปลือกแข็งๆ กองอยู่เต็มถัง สีหน้าอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ และตามมาด้วยความรังเกียจ
“โธ่เอ๊ย! ที่แท้ก็แมลงโคลน! ฉันนึกว่าเนื้อสัตว์ซะอีก!” ชายวัยรุ่นคนหนึ่งเบ้ปาก “ของสกปรกแบบนี้ใครเขาเอามากินกัน!”
“นั่นสิ ดูพวกเขาสิ แต่งตัวซอมซ่อ คงเป็นพวกบ้านนอกที่ยากจนจนไม่มีอะไรจะกิน ถึงได้ไปขุดเอาแมลงศัตรูพืชพวกนี้มาต้มขาย น่าขยะแขยงจริงๆ” หญิงสตรีเมืองที่ดัดผมลอน สวมรองเท้าหนังมันปลาบ เอ่ยวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงดูถูกดูแคลน พร้อมกับยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกราวกับรังเกียจนักหนา
คำพูดดูถูกเหล่านั้นเหมือนเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงลงบนความภาคภูมิใจอันน้อยนิดของเสิ่นชิงโจว เขากำหมัดแน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เขาก้าวพรวดเดียวขึ้นมายืนขวางหน้าหลินหว่านและลูกสาวเอาไว้ ใช้แผ่นหลังกว้างใหญ่ของเขาบดบังสายตาดูแคลนจากคนเมืองเหล่านั้น
“ถ้าพวกคุณไม่ซื้อ ก็กรุณาเดินผ่านไปเถอะครับ แต่อย่ามาดูถูกภรรยาของผม ของพวกนี้เธอทำความสะอาดอย่างดี มันกินได้และไม่สกปรก!” เสิ่นชิงโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่น แม้เขาจะประหม่าคนเมือง แต่เมื่อมีคนมาดูถูกภรรยา สัญชาตญาณการปกป้องของเขาก็ทำงานเหนือความกลัวใดๆ
หลินหว่านมองแผ่นหลังของสามีด้วยดวงตาที่ทอประกายอ่อนโยน ผู้ชายคนนี้... ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับแม่แท้ๆ หรือคนแปลกหน้า เขาก็พร้อมจะกางปีกปกป้องเธอเสมอ
เธอก้าวออกมาจากด้านหลังของเขา วางมือลงบนท่อนแขนที่กำลังเกร็งแน่นของเขาเบาๆ เพื่อให้เขาสงบลง จากนั้นเธอก็หันไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่ยืนมุงดูอยู่ด้วยรอยยิ้มกว้างที่ไม่มีความสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
“สหายทุกท่านคะ” หลินหว่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสและฉะฉาน “ฉันรู้ว่าในสายตาของพวกคุณ เจ้านี่คือแมลงโคลนที่ไร้ค่า แต่ในมณฑลทางใต้ พวกมันคือ ‘เสี่ยวหลงซา’ หรือกุ้งมังกรน้อยที่เป็นอาหารจานเด็ดเลยนะคะ! กลิ่นหอมที่พวกคุณได้กลิ่นเมื่อครู่ ก็มาจากเนื้อของมันที่ซึมซับเครื่องเทศสูตรลับของตระกูลฉันเข้าไปอย่างเต็มเปี่ยม”
หลินหว่านไม่พูดเปล่า เธอหยิบชามกระเบื้องเคลือบใบเล็กที่เตรียมมาด้วย คีบกุ้งเครย์ฟิชตัวอวบอ้วนที่สุดขึ้นมาสามตัว ราดด้วยน้ำซอสสีแดงข้นลงไป กลิ่นหอมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนคนที่บอกว่าขยะแขยงเมื่อครู่แอบลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“ฉันไม่บังคับให้ใครซื้อค่ะ แต่เพื่อพิสูจน์ว่าฉันไม่ได้เอาของสกปรกมาหลอกขาย วันนี้ฉันมีให้ชิมฟรี!” หลินหว่านประกาศเสียงดัง “ใครใจกล้าพอที่จะลองชิมเป็นคนแรก ก้าวออกมาเลยค่ะ! ถ้าชิมแล้วบอกว่าไม่อร่อย ฉันยินดีจ่ายเงินชดเชยค่าเสียเวลาให้หนึ่งเหมา! แต่ถ้าอร่อย... กุ้งกระทะนี้ ฉันขายชั่งละแปดเหมาค่ะ!”
ราคากุ้งชั่งละแปดเหมา (0.8 หยวน) ในยุค 80 นั้นถือว่าไม่ถูกเลยทีเดียว ราคาเนื้อหมูติดมันในตลาดตอนนั้นอยู่ที่ประมาณเก้าเหมาถึงหนึ่งหยวนต่อหนึ่งชั่ง การตั้งราคาของหลินหว่านทำให้หลายคนอ้าปากค้าง
