บท
ตั้งค่า

บทที่ 4: ความลำเอียงของแม่ผัว และการปกป้องจากชายผู้เงียบขรึม

แสงอรุณรุ่งของเช้าวันใหม่ยังไม่ทันสาดส่องทะลุหมู่เมฆ อากาศในฤดูหนาวของหมู่บ้านสือเฉียวยังคงเย็นยะเยือกจนแทบจะแช่แข็งกระดูก ทว่าภายในห้องนอนเล็กๆ ที่มีเพียงเตียงเตาดินเหนียว ความอบอุ่นกลับแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของหลินหว่าน

เธอขยับตัวเล็กน้อยและพบว่าตัวเองกำลังซุกอยู่บนแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของเสิ่นชิงโจว ท่อนแขนแข็งแรงของเขาโอบรัดเอวเธอเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปไหน ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารินรดอยู่ที่ซอกคอ หลินหว่านลืมตาขึ้นในความสลัว นึกถึงความเร่าร้อนและดุดันของเขาเมื่อคืนนี้แล้ว ใบหน้าของเธอก็เห่อร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ผู้ชายคนนี้... บทจะเงียบก็เงียบเป็นเป่าสาก แต่พอบนเตียงกลับรุกฆาตจนเธอแทบจะรับมือไม่ไหว

หลินหว่านค่อยๆ ยกแขนของเขาออกอย่างเบามือที่สุด เพื่อไม่ให้เขาตื่น เธอสวมเสื้อผ้าฝ้ายบุนวมตัวเก่าที่วางอยู่ปลายเตียง แล้วเดินย่องออกไปที่ห้องครัว วันนี้เธอมีภารกิจสำคัญ นั่นคือการไปจับกุ้งเครย์ฟิชที่ลำธารท้ายหมู่บ้านให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปขายทำกำไรก้อนแรกที่ตลาดในตัวอำเภอ

ทว่า... แผนการที่วางไว้อย่างดิบดีกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงกระแทกประตูหน้าบ้านที่ดังสนั่นหวั่นไหว!

ปัง! ปัง! ปัง!

“เสิ่นชิงโจว! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! พระอาทิตย์จะแยงก้นอยู่แล้ว ยังจะมัวแต่นอนกอดนังผู้หญิงขี้เกียจสันหลังยาวอยู่อีกหรือไง!”

เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยดังทะลุเข้ามาในบ้าน หลินหว่านขมวดคิ้วมุ่น ความทรงจำของร่างเดิมร้องเตือนทันทีว่าเจ้าของเสียงนี้คือ ‘หญิงชราเสิ่น’ แม่แท้ๆ ของเสิ่นชิงโจว และเป็นแม่ผัวจอมบงการที่ร้ายกาจที่สุดในหมู่บ้านสือเฉียว

เสิ่นชิงโจวที่เพิ่งงัวเงียตื่น รีบสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาจากห้องนอนด้วยใบหน้าที่ตึงเครียด แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อคืนบัดนี้กลับมามืดหม่นและอมทุกข์อีกครั้ง เขาก้าวไปเปิดประตูไม้หน้าบ้าน

ทันทีที่ประตูเปิดออก ร่างผอมเกร็งของหญิงชราวัยหกสิบกว่าปีก็กระแทกตัวเดินเข้ามาด้านในอย่างถือวิสาสะ หญิงชราเสิ่นสวมเสื้อแจ็กเก็ตผ้าฝ้ายตัวหนาสีเทาเข้มที่ดูใหม่และสะอาดสะอ้าน ต่างจากเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งของเสิ่นชิงโจว อย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของหล่อนเหี่ยวย่น โหนกแก้มสูงปรี๊ด และมีดวงตารูปสามเหลี่ยมที่ตวัดมองไปรอบๆ บ้านราวกับเรดาร์จับผิด

“แม่... แม่มาทำไมแต่เช้า?” เสิ่นชิงโจวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและแห้งแล้ง เขาเดินตามหลังแม่ของตัวเองเข้ามาในห้องโถง

หญิงชราเสิ่นหยุดยืนกลางห้อง เอามือเท้าสะเอวแล้วถลึงตาใส่ลูกชายคนเล็ก “ฉันมาทำไมงั้นหรือ? ไอ้ลูกอกตัญญู! แกจำไม่ได้หรือไงว่าวันนี้เป็นวันแจกจ่ายธัญพืชของกองพลการผลิต! พี่ใหญ่ของแกต้องเตรียมตัวเข้าเมืองไปทำงานในโรงงาน เขาต้องใช้เรี่ยวแรงและต้องกินของดีๆ แกเอาส่วนแบ่งธัญพืชละเอียดของแกเดือนนี้ไปให้บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้!”

หลินหว่านที่ยืนพิงกรอบประตูห้องครัวอยู่เงียบๆ ถึงกับแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ

นี่หรือคือแม่แท้ๆ? หญิงชราคนนี้ลำเอียงจนหน้ามืดตามัว หล่อนรักและเชิดชู ‘เสิ่นชิงกั๋ว’ ลูกชายคนโตราวกับเป็นเทพเจ้า เพียงเพราะเสิ่นชิงกั๋วได้ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในโรงงานเล็กๆ ในตัวอำเภอ หล่อนมักจะรีดไถหยาดเหงื่อแรงงานของเสิ่นชิงโจวที่ทำงานหนักในแปลงนา เพื่อเอาไปประเคนให้ลูกชายคนโปรดเสมอ ปล่อยให้เสิ่นชิงโจวและครอบครัวต้องอดมื้อกินมื้อ

“แม่... ธัญพืชเดือนนี้ ผมให้แม่ไม่ได้จริงๆ” เสิ่นชิงโจวกำหมัดแน่น ก้มหน้ามองพื้น “เหนียนเหนียนผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้ว และหลินหว่านก็ต้องการอาหาร พวกเราไม่มีอะไรจะกินแล้วจริงๆ”

เพียะ!

หญิงชราเสิ่นไม่ได้ตบหน้าเขา แต่หล่อนตบโต๊ะไม้จนเกิดเสียงดังสนั่น หล่อนชี้หน้าด่าลูกชายคนเล็กอย่างสาดเสียเทเสีย

“ไอ้ตัวไร้ประโยชน์! แกมันก็แค่ไอ้ขี้แพ้ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าเมีย! แกดูพี่ใหญ่ของแกสิ เขาเป็นถึงคนงานในเมือง มีหน้ามีตาในสังคม ทำเงินมาจุนเจือตระกูลเสิ่นตั้งเท่าไหร่! แล้วแกล่ะ? แกทำอะไรสำเร็จบ้างในชีวิตนี้? วันๆ เอาแต่ก้มหน้าขุดดิน แล้วก็ยอมให้นังผู้หญิงแพศยาคนนี้ขี่คอสั่งการ!”

หญิงชราเสิ่นปรายตามาทางหลินหว่านด้วยความเกลียดชัง “แกมันโง่ที่ยอมเป็นทาสรับใช้นังหลินหว่าน! หล่อนมีดีอะไร? งานบ้านไม่ทำ อาหารไม่ทำ วันๆ เอาแต่แต่งตัวร่านๆ ไปยั่วผู้ชายคนอื่น แกยังจะปกป้องหล่อนแล้วยอมปล่อยให้พี่ใหญ่ของแกต้องลำบากงั้นหรือ? แกมันเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!”

คำพูดที่กรีดแทงหัวใจทำให้แผ่นหลังของเสิ่นชิงโจวสั่นสะท้าน เขาชินชากับการถูกด่าทอมาตั้งแต่เด็ก ในสายตาของแม่ เขาเป็นเพียงวัวควายที่มีไว้ใช้แรงงานเพื่อส่งเสริมพี่ใหญ่เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดที่สุด คือการที่แม่เอาเขาไปเปรียบเทียบและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาต่อหน้าหลินหว่าน เขาไม่อยากให้เธอเห็นความต่ำต้อยของเขาไปมากกว่านี้

แต่ก่อนที่เสิ่นชิงโจวจะได้เอ่ยปากอ้อนวอนอะไร หลินหว่านที่ทนดูละครฉากนี้ไม่ไหวก็ก้าวออกมายืนขวางหน้าเขาไว้

เธอเชิดคางขึ้น แววตาเฉียบขาดและเย็นชา “พูดจบหรือยังคะ แม่สามี?”

หญิงชราเสิ่นชะงักไปเล็กน้อย ปกติแล้วหลินหว่านจะอาละวาดด่าทอกลับด้วยคำหยาบคาย แต่วันนี้ท่าทีของเธอกลับดูสงบนิ่งและมีอำนาจกดดันบางอย่างที่ทำให้คนมองรู้สึกขนลุก

“ถ้าพูดจบแล้ว ก็กรุณาเบิกหูฟังฉันบ้างนะคะ” หลินหว่านกอดอก ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย้ยหยัน “คุณบอกว่าพี่ใหญ่เป็นคนเก่งกาจ ทำงานในโรงงาน มีหน้ามีตา... งั้นฉันขอถามหน่อยเถอะค่ะ คนเก่งกาจระดับนั้น ทำไมถึงเลี้ยงดูเมียกับลูกตัวเองไม่ได้ จนต้องส่งแม่แก่ๆ มาบากหน้าปล้นสะดมธัญพืชจากน้องชายที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านล่ะคะ?”

“นัง... นังเด็กปากดี” หญิงชราเสิ่นเบิกตากว้าง หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด “พี่ใหญ่ของเขาเสียสละเพื่อตระกูล เขาต้องกินของดีๆ เพื่อบำรุงสมอง”

“บำรุงสมองหรือบำรุงความเห็นแก่ตัวกันแน่?” หลินหว่านสวนกลับทันควัน “หลายปีมานี้ เสิ่นชิงโจวทำงานในกองพลการผลิต ได้คะแนนงานเต็มสิบแต้มทุกวัน แต่ข้าวสารสักเม็ด เงินสักเฟิน คุณเคยแบ่งมาให้เขาบ้างไหม? คุณเอาไปประเคนให้พี่ใหญ่จนหมด แล้วยังกล้ามาด่าว่าชิงโจวเป็นตัวไร้ประโยชน์อีกหรือ? ถ้าเขาไร้ประโยชน์ แล้วครอบครัวใหญ่ของคุณกินหยาดเหงื่อแรงงานของใครมาตลอดหลายปีนี้!”

คำพูดของหลินหว่านราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางแสกหน้าของหญิงชราเสิ่น หล่อนอ้าปากพะงาบๆ เถียงไม่ออก เพราะสิ่งที่หลินหว่านพูดมาคือความจริงทั้งหมด หล่อนสูบเลือดสูบเนื้อลูกชายคนเล็กมาตลอดเพื่อจุนเจือลูกชายคนโต

เสิ่นชิงโจวมองแผ่นหลังบอบบางของหลินหว่านที่ยืนปกป้องเขาอยู่เบื้องหน้า ดวงตาของเขาเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ตั้งแต่เกิดมา... ไม่เคยมีใครแม้แต่คนเดียวที่ลุกขึ้นมาปกป้องและทวงความยุติธรรมให้เขาแบบนี้ ผู้หญิงที่เขาคิดว่าเกลียดชังเขามาตลอด กลับเป็นคนเดียวที่ยืนหยัดเคียงข้างเขาในยามที่แม่แท้ๆ เหยียบย่ำเขาจมดิน

“แก... นังปีศาจ! แกกล้ายอกย้อนฉันงั้นหรือ!” หญิงชราเสิ่นเต้นเร่าๆ หล่อนเหลือบไปเห็นชามกะละมังใบใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมีเปลือกกุ้งเครย์ฟิชสีแดงๆ กองอยู่ก้นชาม หล่อนชี้มือสั่นเทาไปที่ชามใบนั้น

“ฮ่า! ดูสิ! พวกแกมันตกต่ำจนถึงขีดสุดแล้ว! ถึงขนาดไปจับแมลงศัตรูพืชในโคลนมากิน! ของสกปรกแบบนั้นมีแต่หมากับหมูเท่านั้นแหละที่กิน! เสิ่นชิงโจว แกเห็นไหมว่าเมียแกมันบ้าไปแล้ว มันกำลังจะวางยาพิษแกกับลูก! วันนี้ถ้าแกไม่เอาธัญพืชมาให้ฉัน ฉันจะไปประจานให้ทั่วหมู่บ้าน ว่าแกมันยอมให้เมียบังคับกินขยะ!” หญิงชราเสิ่นแผดเสียงหัวเราะอย่างสะใจ

หลินหว่านหรี่ตาลง ความอดทนของเธอสิ้นสุดลงแล้ว เธอเดินเข้าไปใกล้หญิงชราเสิ่นอย่างเชื่องช้า แต่รังสีคุกคามที่แผ่ออกมาทำให้หญิงชราต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว

“ของพวกนี้ ไม่ใช่ขยะ และไม่ใช่ของที่หมาหรือหมูกิน... แต่ถึงคุณอยากจะกิน ฉันก็ไม่มีวันให้คุณกินหรอกค่ะ” หลินหว่านพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “และฟังให้ชัดๆ นะคะ เสิ่นชิงโจวไม่ได้อยู่ใต้ฝ่าเท้าฉัน เขาคือสามีของฉัน เป็นหัวหน้าครอบครัวของฉัน! ส่วนคุณ... ในเมื่อแบ่งแยกบ้านกันไปตั้งนานแล้ว ก็อย่าสะเออะมายุ่งวุ่นวายกับเสบียงของครอบครัวเราอีก!”

“นังแพศยา! แกกล้าด่าฉันว่าสะเออะงั้นหรือ! วันนี้ฉันจะตบปากแกให้ฉีก!” หญิงชราเสิ่นโกรธจนขาดสติ หล่อนง้างมือที่เหี่ยวย่นและหยาบกร้านขึ้นสุดแขน พุ่งตัวเข้าไปหมายจะตบหน้าหลินหว่านอย่างแรง

ทว่า ก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะตวัดลงมา ท่อนแขนแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของหญิงชราเสิ่นเอาไว้กลางอากาศ!

เสิ่นชิงโจวก้าวพรวดเดียวมายืนขวางหน้าระหว่างหลินหว่านกับแม่ของเขา ใบหน้าที่มักจะก้มต่ำและยอมจำนนเสมอ บัดนี้เชิดขึ้นและจ้องมองแม่แท้ๆ ด้วยสายตาที่ดุดันและแข็งกร้าวราวกับสัตว์ป่าที่ถูกกระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องฝูง

“ผมจะไม่ยอมให้คุณทำร้ายเธอ” เสิ่นชิงโจวพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เย็นเยียบจนถึงกระดูก เขาบีบข้อมือของหญิงชราเสิ่นแน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นการเตือน

หญิงชราเสิ่นเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ลูกชายที่หล่อนกดหัวใช้งานมาตลอดชีวิต วันนี้กลับกล้าจับมือหล่อนและใช้สายตาน่ากลัวแบบนั้นมองหล่อน

“ชิง... ชิงโจว แกกล้าทำร้ายแม่ตัวเองเพื่อผู้หญิงคนนี้งั้นหรือ! แกมันถูกผีเข้าครอบงำไปแล้ว!” หญิงชราเสิ่นกรีดร้องโวยวาย พยายามสะบัดมือออก

“ผมไม่ได้ทำร้ายแม่ ผมแค่ปกป้องภรรยาของผม” เขาสะบัดมือหล่อนออกเบาๆ แต่แรงพอที่จะทำให้หล่อนเซถอยหลังไปสองก้าว “กลับไปเถอะครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะไม่ให้เสบียงหรือเงินของครอบครัวผมแก่บ้านใหญ่อีกแล้ว ครอบครัวของผม... ผมจะดูแลด้วยตัวของผมเอง”

หลินหว่านมองเสิ่นชิงโจวด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม ชายหนุ่มที่เงียบขรึมคนนี้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องแข็งแกร่ง เขาก็สามารถเป็นภูเขาที่มั่นคงให้เธอพิงพักได้อย่างแท้จริง

“ดี! ดีมาก! พวกแกมันปีกกล้าขาแข็งกันนักใช่ไหม! ฉันจะคอยดูว่าพวกแกจะไปได้สักกี่น้ำ กินแมลงโคลนพวกนั้นเข้าไปให้ตายซะเถอะ” หญิงชราเสิ่นกระทืบเท้าด้วยความคลุ้มคลั่ง เมื่อรู้ว่าไม่สามารถเอาชนะกำลังของลูกชายคนเล็กได้ หล่อนจึงพ่นน้ำลายลงบนพื้นดินด้วยความรังเกียจ แล้วหมุนตัวเดินกระทืบเท้าปึงปังออกจากบ้านไป ไม่วายยังตะโกนสาปแช่งไปตลอดทาง

เมื่อเสียงด่าทอเงียบหายไป ทั่วทั้งบ้านก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

เสิ่นชิงโจวยืนหันหลังให้หลินหว่าน แผ่นหลังกว้างของเขายังคงตึงเครียด มือหนาที่ปล่อยทิ้งไว้ข้างลำตัวกำแน่นจนข้อขาว เขาไม่กล้าหันกลับไปมองหลินหว่าน เขากลัวว่าเธอจะรังเกียจที่เขามีครอบครัวที่น่าสมเพชเช่นนี้ เขากลัวว่าเธอจะกลับไปเป็นหลินหว่านคนที่ด่าทอและดูถูกเขาสารพัด

ทว่า จู่ๆ สัมผัสอุ่นนุ่มก็ทาบลงบนแผ่นหลังของเขา หลินหว่านเดินเข้ามาสวมกอดเขาจากด้านหลัง สองแขนเล็กๆ ของเธอโอบรอบเอวสอบของเขาเอาไว้ แนบใบหน้าลงกับแผ่นหลังที่กว้างใหญ่และอบอุ่น

ร่างกายของเสิ่นชิงโจวสะดุ้งเฮือกและเกร็งค้างราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต

“คุณทำได้ดีมาก ชิงโจว” เสียงหวานใสของเธอกระซิบแผ่วเบา แต่กลับดังก้องไปถึงส่วนลึกที่สุดในหัวใจของเขา “คุณเป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยมที่สุด และฉันภูมิใจในตัวคุณมากนะ”

คำพูดเพียงไม่กี่คำของเธอ เหมือนน้ำพุร้อนที่ละลายน้ำแข็งพันปีในใจของเขา เสิ่นชิงโจวหลับตาลง สูดลมหายใจลึกเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกที่เอ่อล้น เขาค่อยๆ แกะมือของเธอออก แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาคมเข้มของเขาจ้องมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่สุกสกาวของเธอ

“หลินหว่าน... คุณไม่ได้รังเกียจผมใช่ไหม? ที่ผมเป็นแค่ชาวนายากจน ที่ผมมีแม่ที่คอยแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อ...” เขาถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

หลินหว่านยิ้มบางๆ ยกมือขึ้นลูบสันกรามคมคายของเขาเบาๆ “คนโง่ ใครจะไปรังเกียจผู้ชายที่ขยันขันแข็งและกางปีกปกป้องครอบครัวแบบคุณกันล่ะ? อดีตมันผ่านไปแล้ว ต่อจากนี้ไป เราจะสร้างชีวิตใหม่ด้วยกัน คุณเชื่อใจฉันไหม?”

เสิ่นชิงโจวมองรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในชีวิต เขาไม่รู้ว่าทำไมภรรยาของเขาถึงเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้ แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร หรือมีเวทมนตร์อะไร เขาก็พร้อมจะมอบชีวิตนี้และปกป้องเธอด้วยทุกสิ่งที่มี

เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ผมเชื่อใจคุณ”

“ดีมาก!” หลินหว่านตบมือเบาๆ ปรับอารมณ์กลับมาเป็นแม่ทัพหญิงผู้พร้อมลุยธุรกิจ “ถ้าอย่างนั้นก็เลิกเศร้าได้แล้ว ไปเอาตะกร้าและถังไม้ออกมา เราจะไปจับกุ้งเครย์ฟิชที่ลำธารกัน วันนี้เราต้องจับให้ได้มากที่สุด แล้วผมจะพาคุณนั่งเกวียนเข้าเมืองไปเปิดโลก!”

เสิ่นเหนียนเหนียนที่แอบดูอยู่หลังประตูห้องวิ่งออกมากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ “เย้! เข้าเมือง! แม่จ๋าจะพาเข้าเมือง!”

เพียงครึ่งชั่วโมงต่อมา สองสามีภรรยาและหนึ่งลูกสาวตัวน้อยก็มาถึงลำธารท้ายหมู่บ้าน หลินหว่านสอนเทคนิคการจับกุ้งเครย์ฟิชด้วยไม้คีบให้เสิ่นชิงโจว ด้วยความที่เขาเป็นคนแข็งแรงและคล่องแคล่ว เพียงไม่นานเขาก็สามารถคีบกุ้งตัวใหญ่ๆ ขึ้นมาจากโคลนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าเธอเสียอีก

กุ้งเครย์ฟิชในยุคนี้มีมากมายมหาศาล ไม่มีใครมาแย่งจับ พวกมันขยายพันธุ์จนเต็มลำธาร เพียงแค่สองชั่วโมง ตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่สองใบและถังไม้อีกหนึ่งใบก็เต็มไปด้วยกุ้งเครย์ฟิชตัวอวบอ้วนที่ดิ้นกันขลุกขลัก น้ำหนักรวมๆ กันแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบชั่ง (ประมาณ 25 กิโลกรัม)

“พอแล้วล่ะ แค่นี้ก็น่าจะพอขายสำหรับวันแรกแล้ว” หลินหว่านปาดเหงื่อ มองผลงานด้วยความพึงพอใจ

เสิ่นชิงโจวจัดการแบกตะกร้าและหิ้วถังไม้อย่างแข็งขัน ราวกับว่าน้ำหนักเหล่านั้นเบาหวิวเหมือนขนนก พวกเขาเดินกลับไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อรอเกวียนเทียมวัวของ ‘ลุงหลี่’ ที่ทำหน้าที่รับส่งชาวบ้านเข้าไปในตัวอำเภอ

เมื่อเกวียนเทียมวัวมาถึง ลุงหลี่มองดูสัมภาระของพวกเขาด้วยความแปลกใจ “ชิงโจว ภรรยาของนาย นี่พวกเธอจะเอาแมลงโคลนพวกนี้ไปไหนกัน? อย่าบอกนะว่าจะเอาไปขายในเมือง? ใครมันจะไปซื้อของพรรค์นี้กัน!”

หลินหว่านเพียงแค่ยิ้มลึกลับ ไม่ได้อธิบายอะไร เธออุ้มเสิ่นเหนียนเหนียนขึ้นไปบนเกวียน ก่อนที่เสิ่นชิงโจวจะปีนตามขึ้นมานั่งเคียงข้าง

ล้อไม้ของเกวียนเทียมวัวค่อยๆ บดเคลื่อนไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระ มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอที่เจริญกว่า เสียงกระดิ่งที่คอวัวดังกรุ๋งกริ๋งไปตลอดทาง สายลมหนาวพัดผ่านใบหน้า แต่ในใจของเสิ่นชิงโจวกลับรู้สึกอบอุ่นและเต็มไปด้วยความหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาแอบปรายตามองเสี้ยวหน้าของหลินหว่านที่กำลังชี้ชวนลูกสาวดูทิวทัศน์สองข้างทาง... อาณาจักรที่เธอใฝ่ฝันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเขา จะเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อปกป้องเธอและอาณาจักรนั้นเอง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel