บทที่ 3: กลิ่นหอมหมื่นลี้ และรสชาติที่พลิกชีวิต
ตะกร้าไม้ไผ่บนหลังของหลินหว่านหนักอึ้ง แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับสว่างไสวกว่าดวงอาทิตย์ยามบ่าย ท่ามกลางลมหนาวที่พัดกรรโชกจนใบหน้าชาหนึบ สองแม่ลูกเดินจูงมือกันกลับมาถึงลานบ้านดินเหนียวซอมซ่ออย่างปลอดภัย
เมื่อผลักประตูไม้ลานบ้านเข้าไป หลินหว่านก็วางตะกร้าลงบนพื้นดินดังตุบ กุ้งเครย์ฟิชสีแดงคล้ำหลายสิบตัวพยายามตะเกียกตะกายปีนป่ายข้ามกันเพื่อหาทางหนี เสียงก้ามแข็งๆ กระทบกันดังแก๊กๆ เสิ่นเหนียนเหนียนรีบถอยไปซ่อนหลังเสาบ้าน มองดูพวกมันด้วยสายตาหวาดระแวง
“อย่ากลัวไปเลยเหนียนเหนียน พวกมันคือเนื้อแสนอร่อยของเราในคืนนี้” หลินหว่านปลอบโยนพร้อมกับถกแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนเรียวเล็กที่ขาวซีดและมีรอยช้ำจากการทำงานบ้าน
การทำกุ้งเครย์ฟิชให้อร่อยและปลอดภัยในยุค 80 ที่ไม่มีสารทำความสะอาดพิเศษนั้น ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ ‘การล้าง’ หากล้างไม่สะอาด กลิ่นโคลนตมจะทำลายรสชาติทั้งหมด และอาจทำให้ท้องเสียได้ หลินหว่านตักน้ำจากโอ่งใบใหญ่มาใส่กะละมังไม้จนเต็ม จากนั้นก็เทกุ้งทั้งหมดลงไปแช่
“เหนียนเหนียน ไปหาแปรงสีฟันเก่าๆ หรือแปรงขัดรองเท้าที่ไม่ได้ใช้แล้วมาให้แม่หน่อยสิ” เธอหันไปสั่งลูกสาว
เด็กน้อยพยักหน้าอย่างว่าง่าย วิ่งเข้าไปในบ้านและกลับมาพร้อมกับแปรงขนแข็งๆ อันหนึ่ง หลินหว่านรับมาแล้วยิ้มขอบคุณ เธอจับกุ้งตัวใหญ่ขึ้นมาหนึ่งตัวด้วยความชำนาญ บีบตรงส่วนหัวให้แน่นจนก้ามทั้งสองข้างของมันไม่สามารถหนีบมือเธอได้ จากนั้นก็ใช้แปรงขัดถูบริเวณใต้ท้อง ขา และเปลือกอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง คราบโคลนสีดำที่เกาะติดอยู่หลุดร่อนออก เผยให้เห็นเปลือกสีแดงอมน้ำตาลที่สะอาดเกลี้ยงเกลา
“ดูสิ พอขัดคราบสกปรกออก มันก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเท่าไหร่ใช่ไหม?” หลินหว่านยื่นกุ้งที่ขัดแล้วให้ลูกสาวดู
“ค่ะ... มันดูสะอาดขึ้น” เสิ่นเหนียนเหนียนตอบเสียงเบา แววตาเริ่มมีความสนใจใคร่รู้มาแทนที่ความกลัว
หลังจากขัดถูจนสะอาดทุกตัว หลินหว่านก็เริ่มขั้นตอนที่แสดงถึงทักษะความเป็นเชฟระดับมืออาชีพ เธอจับหางของกุ้งเครย์ฟิชที่มีสามแฉก บิดแฉกตรงกลางเบาๆ แล้วดึงเส้นสีดำยาวๆ ออกมาพรวดเดียว
“นี่คือเส้นเลือดและทางเดินอาหารของมัน มีแต่ทรายกับโคลนสกปรก ต้องดึงออกก่อนทำอาหาร ไม่อย่างนั้นเวลากินจะสากลิ้น” เธออธิบายให้ลูกสาวฟังราวกับกำลังสอนลูกศิษย์ในครัวใหญ่ เสิ่นเหนียนเหนียนพยักหน้าหงึกหงัก แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็รู้สึกว่าแม่ของเธอในตอนนี้เก่งกาจและน่าทึ่งเหลือเกิน
เมื่อจัดการกับกุ้งเสร็จสิ้น หลินหว่านก็เดินเข้าไปสำรวจในห้องครัวเพื่อหาเครื่องปรุง เธอมองหาของสำคัญที่จะขาดไม่ได้สำหรับเมนูนี้ นั่นคือพริกและเครื่องเทศ โชคดีที่บนขื่อหลังคามีพริกแห้งสีแดงสดร้อยเป็นพวงแขวนทิ้งไว้จนฝุ่นเกาะ เธอหยิบมันลงมาเช็ดทำความสะอาด นอกจากนี้ยังเจอขิงเหี่ยวๆ และกระเทียมหัวเล็กๆ อีกกำมือหนึ่ง
แต่แค่นี้ยังไม่พอ รสชาติของกุ้งเครย์ฟิชผัดหม่าล่าที่แท้จริงต้องมี ‘ความชา’ จากฮวาเจียว (พริกหอมเสฉวน) หลินหว่านขมวดคิ้วค้นหาในความทรงจำของร่างเดิม ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่เนินเขาหลังบ้านมีต้นไม้พุ่มเตี้ยๆ ที่ออกผลเม็ดเล็กๆ สีแดงอมเขียว ซึ่งชาวบ้านมักจะบ่นว่ามันมีกลิ่นฉุนและทำให้ลิ้นชาจนไม่มีใครกล้ากิน
“นั่นแหละขุมทรัพย์!” หลินหว่านร้องอุทานด้วยความดีใจ เธอรีบวิ่งออกไปที่หลังบ้าน ฝ่าดงหญ้าแห้งๆ ไปจนพบกับพุ่มฮวาเจียวป่า เธอเด็ดเมล็ดของมันมาเต็มสองกำมือ กลิ่นหอมฉุนอันเป็นเอกลักษณ์เตะจมูกจนเธอต้องลอบกลืนน้ำลาย
เมื่อเครื่องปรุงพร้อม หลินหว่านก็เริ่มก่อไฟในเตาดินเหนียว เปลวไฟสีส้มลุกโชน ให้ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วห้องครัวที่เคยหนาวเหน็บ เธอตั้งกระทะเหล็กใบใหญ่ หย่อนน้ำมันหมูก้อนสุดท้ายที่เหลือติดก้นกระปุกเพียงน้อยนิดลงไป เมื่อน้ำมันละลายและร้อนจนควันลอยกรุ่น เธอก็โยนขิงซอย กระเทียมบุบ พริกแห้งหั่นท่อน และฮวาเจียวป่าลงไปผัดพร้อมกัน
ฉ่า!
เสียงน้ำมันปะทะกับเครื่องเทศดังสนั่น ตามมาด้วยกลิ่นหอมฉุนจัดจ้านที่ระเบิดออกมาราวกับพายุ กลิ่นเผ็ดร้อนของพริกแห้งผสมผสานกับกลิ่นหอมเตะจมูกของกระเทียมและขิง และความหอมลึกล้ำของฮวาเจียว มันคือกลิ่นหอมที่ทรงพลังและเย้ายวนที่สุดเท่าที่หมู่บ้านชนบทสือเฉียวเคยพานพบมา กลิ่นนี้ลอยทะลุหลังคามุงจาก ลอยข้ามกำแพงดิน ทอดตัวไปตามสายลมหนาว
“แค่กๆ แม่จ๋า หอมจังเลย แต่หนูแสบจมูก” เสิ่นเหนียนเหนียนที่ยืนดูอยู่หน้าประตูครัวยกมือขึ้นปิดจมูกพร้อมกับไอค่อกแค่ก แต่น้ำลายกลับสอเต็มปาก
“ทนหน่อยนะลูก เดี๋ยวก็หอมจนหนูทนไม่ไหวเลยล่ะ” หลินหว่านหัวเราะร่วน จากนั้นก็เทกุ้งเครย์ฟิชที่ล้างสะอาดแล้วลงไปในกระทะ
ซู่!
เสียงฉ่าดังกึกก้อง กุ้งสีคล้ำเมื่อสัมผัสกับความร้อนและน้ำมันก็เริ่มเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วราวกับมายากล จากสีคล้ำอมน้ำตาลค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดใสราวกับทับทิมเม็ดงาม หลินหว่านใช้ตะหลิวเหล็กพลิกผัดอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว ทุกจังหวะตวัดตะหลิวเต็มไปด้วยพละกำลังและความแม่นยำ เปลือกกุ้งกระทบกระทะเหล็กส่งเสียงกราวๆ น่าฟัง
เมื่อกุ้งเปลี่ยนเป็นสีแดงทั่วทุกตัว เธอเติมน้ำเปล่าลงไปจนท่วมกุ้ง ใส่เกลือเม็ดหยาบลงไปเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีซีอิ๊วหรือเต้าเจี้ยว เธอจึงใส่น้ำตาลกรวดลงไปสองก้อนเล็กๆ เพื่อดึงรสชาติให้กลมกล่อม ปิดฝาหม้อไม้ไผ่ ปล่อยให้ไฟแรงเคี่ยวน้ำซุปให้ซึมลึกเข้าไปในเนื้อกุ้ง
ในเวลาเดียวกัน ที่ริมถนนดินลูกรังทางเข้าหมู่บ้าน
เสิ่นชิงโจวกำลังแบกจอบเดินกลับบ้านด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้ง วันนี้เขาต้องขุดลอกคูน้ำในแปลงนาของกองพลการผลิตตั้งแต่เช้าจรดเย็น ลมหนาวพัดบาดผิวจนมือแตกแห้งเป็นรอยเลือดซิบๆ ท้องของเขาร้องประท้วงด้วยความหิวโหย เพราะอาหารมื้อกลางวันมีเพียงแผ่นแป้งข้าวโพดแข็งๆ แผ่นเดียวที่เขากินแกล้มกับน้ำเย็นจัด
ใบหน้าหล่อเหลาและคมคายของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อนึกถึงบ้าน หัวใจของเขาก็หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม แม้เมื่อคืนหลินหว่านจะดูแปลกไป ไม่ด่าทอ ไม่ตบตี แถมยังตอบสนองเขากลับด้วยความร้อนแรงจนทำให้ร่างกายของเขาแทบจะคลุ้มคลั่ง แต่เขาก็ยังไม่กล้าหวังว่าเธอจะเปลี่ยนไปจริงๆ ผู้หญิงที่เกลียดชังความยากจนอย่างเธอ อาจจะแค่ผีเข้า หรือไม่ก็กำลังวางแผนจะหลอกเอาเงินก้อนสุดท้ายที่เขาซ่อนไว้ไปให้ครอบครัวเดิมของเธออีก
ขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความคิด กลิ่นหอมประหลาดบางอย่างก็ลอยมากระทบจมูก
มันเป็นกลิ่นหอมที่รุนแรง เผ็ดร้อน และเย้ายวนจนทำให้กระเพาะอาหารของเขาบีบรัดตัวอย่างรุนแรง เสิ่นชิงโจวหยุดเดิน สูดจมูกฟุดฟิด กลิ่นแบบนี้... ไม่ใช่กลิ่นของซุปผักกาดขาวต้มเกลือจืดชืด ไม่ใช่กลิ่นของแป้งย่าง มันคือกลิ่นของเนื้อ! แถมยังเป็นเนื้อที่ปรุงรสอย่างจัดจ้านที่สุดเท่าที่เขาเคยได้กลิ่นมาในชีวิต
“บ้านหัวหน้าหมู่บ้านคงมีงานเลี้ยงกระมัง” เขาพึมพำกับตัวเอง พยายามก้มหน้าเดินต่อเพื่อสลัดความหิวโหยออกไป
แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปในซอย กลิ่นหอมนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่ที่คุ้นเคย... กลิ่นนั้นไม่ได้มาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน แต่มันลอยฟุ้งออกมาจากปล่องควันบนหลังคาบ้านของเขาเอง!
เสิ่นชิงโจวเบิกตากว้าง รีบผลักประตูเข้าไปในลานบ้าน เขาวางจอบลงอย่างเร่งรีบแล้วก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปยังห้องครัว ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เขาแทบหยุดหายใจ
หลินหว่าน ภรรยาที่เคยเอาแต่นั่งแต่งหน้าทาปากอยู่ในห้อง กำลังยืนอยู่หน้าเตาไฟ ใบหน้าของเธอมีเหงื่อซึมเล็กน้อย สะท้อนแสงไฟสีส้มจากเตาดูเปล่งปลั่งและมีชีวิตชีวา เธอกำลังเปิดฝาหม้อไม้ไผ่ออก ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมหมื่นลี้ที่ทำให้คนดมแทบจะคลุ้มคลั่ง
ในกระทะเหล็กใบนั้น เต็มไปด้วยตัวประหลาดสีแดงสดที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่ในน้ำซุปสีน้ำตาลแดงข้นคลั่ก
“ชิงโจว คุณกลับมาแล้วหรือ?” หลินหว่านหันมาเห็นเขาพอดี เธอส่งยิ้มกว้างให้ ยิ้มที่ดูจริงใจและอบอุ่นจนเสิ่นชิงโจวถึงกับตาพร่าไปชั่วขณะ “ไปล้างมือเร็วเข้า อาหารเย็นเสร็จพอดี วันนี้เรามีของอร่อยกินกัน”
เสิ่นชิงโจวกระพริบตาปริบๆ มองไปที่กระทะเหล็กด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว “หลินหว่าน... นั่นมันแมลงศัตรูพืชในลำธารไม่ใช่หรือ? คุณเอามันมาต้มทำไม? มันสกปรกและมีพิษ กินไม่ได้หรอกนะ!”
เขาจำได้ดีว่าแมลงเปลือกแข็งพวกนี้ชอบอยู่ในโคลนตม เนื้อก็น้อย แถมยังมีกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง เคยมีชาวบ้านยากจนลองเอาไปย่างกินประทังหิว แต่ก็ต้องบ้วนทิ้งเพราะมันเหม็นสาบโคลนจนทนไม่ไหว
“ใครบอกว่ากินไม่ได้ นี่แหละของดีบำรุงกำลังชั้นยอดเลยล่ะ” หลินหว่านหัวเราะเบาๆ ไม่โกรธที่เขาตั้งข้อสงสัย เธอตักกุ้งสีแดงสดที่เคลือบไปด้วยน้ำซอสชุ่มฉ่ำใส่ลงในชามกะละมังใบใหญ่ กลิ่นหอมของพริกและฮวาเจียวลอยกรุ่นจนเสิ่นชิงโจวต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แม้ปากจะบอกว่ากินไม่ได้ แต่ร่างกายของเขากลับตอบสนองต่อกลิ่นหอมนี้อย่างซื่อสัตย์
เธอถือชามใบใหญ่เดินนำหน้าออกไปยังโต๊ะไม้ในห้องโถง เสิ่นเหนียนเหนียนวิ่งตามต้อยๆ ไปนั่งที่เก้าอี้ประจำของตัวเอง เสิ่นชิงโจวเดินตามออกมาอย่างเหม่อลอย เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามกับหลินหว่าน มองดูกอง ‘แมลงศัตรูพืช’ สีแดงวับวามตรงหน้าด้วยความรู้สึกลังเล
“มา ฉันจะสอนวิธีกินให้” หลินหว่านหยิบกุ้งตัวใหญ่ขึ้นมาหนึ่งตัว นิ้วเรียวยาวของเธอจับที่ส่วนหัวและหาง บิดเบาๆ จนเปลือกแยกออกจากกัน เสียง ‘กร๊อบ’ ดังขึ้นเบาๆ เผยให้เห็นก้อนเนื้อสีขาวอมชมพูที่อวบอ้วน ซ่อนอยู่ใต้เปลือกสีแดง
เธอจุ่มเนื้อกุ้งลงในน้ำซอสที่ก้นชามอีกครั้งให้ชุ่มฉ่ำ ก่อนจะยื่นมันไปจ่อที่ริมฝีปากของเสิ่นชิงโจว
“ลองชิมดูสิ อ้าปาก” เธอสั่งด้วยน้ำเสียงกึ่งบังคับกึ่งหยอกล้อ
เสิ่นชิงโจวชะงัก ใบหน้าคร้ามแดดของเขาเห่อร้อนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ นี่หลินหว่านกำลัง... ป้อนอาหารให้เขาอย่างนั้นหรือ? ตั้งแต่แต่งงานกันมา อย่าว่าแต่ป้อนอาหารเลย แค่เธอยอมนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะโดยไม่ด่าทอเขาก็ถือว่าฟ้าประทานพรแล้ว
ดวงตากลมโตของเธอจ้องมองเขาอย่างคาดหวัง เสิ่นชิงโจวสูดลมหายใจลึก ตัดสินใจว่าต่อให้มันเป็นยาพิษ เขาก็จะกลืนมันลงไป เขาอ้าปากรับเนื้อกุ้งที่เธอป้อนให้
ทันทีที่ฟันของเขากระทบลงบนเนื้อกุ้ง ดวงตาของเสิ่นชิงโจวก็เบิกกว้างขึ้นสุดขีด!
เนื้อสัมผัสของมันเด้งสู้ฟัน นุ่มนวลแต่ไม่เละเทะ ไม่มีกลิ่นเหม็นคาวโคลนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่ระเบิดกระจายอยู่ในโพรงปากคือรสชาติที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต ความเค็มกลมกล่อม ความหวานที่ปลายลิ้น ความเผ็ดร้อนจากพริกแห้งที่แผดเผาอย่างสะใจ และที่น่าทึ่งที่สุดคือความรู้สึก ‘ชา’ ยิบๆ ที่ปลายลิ้นจากฮวาเจียว มันกระตุ้นต่อมรับรสทุกส่วนในร่างกายให้ตื่นตัว
“เป็นไง? อร่อยไหม?” หลินหว่านถามด้วยรอยยิ้มพึงพอใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา
“นี่มัน...” เสิ่นชิงโจวพึมพำเสียงสั่น “อร่อย... อร่อยมาก!”
เขาพูดความจริง มันเป็นรสชาติที่รุนแรงและอร่อยจนน้ำตาแทบไหล ความเหนื่อยล้าจากการทำนามาทั้งวันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง เขาไม่รอให้เธอป้อนอีกต่อไป รีบหยิบกุ้งขึ้นมาทำตามวิธีที่เธอสอน แกะเปลือกอย่างเก้ๆ กังๆ แต่ก็สามารถดึงเนื้อออกมากินได้อย่างรวดเร็ว
“เหนียนเหนียน ของหนูกินตรงหางนะจ๊ะ ตรงหัวมันเผ็ดไปหน่อย” หลินหว่านแกะเนื้อส่วนหางที่นุ่มที่สุด ป้อนเข้าปากลูกสาว
เสิ่นเหนียนเหนียนเคี้ยวตุ้ยๆ ดวงตาเบิกกว้างเป็นประกายวิบวับ “อร่อยจังเลยค่ะแม่จ๋า! เผ็ดนิดหน่อยแต่หนูทนได้!”
ทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงกินกุ้งเครย์ฟิชผัดหม่าล่ากันอย่างเอร็ดอร่อย เสียงสูดปากด้วยความเผ็ด เสียงหัวเราะ และเสียงพูดคุยเบาๆ ดังขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ ที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยความตึงเครียด บรรยากาศอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วห้อง ขับไล่ความหนาวเหน็บของฤดูหนาวออกไปจนหมดสิ้น
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมตามไรผมของเสิ่นชิงโจว เขารู้สึกว่าเลือดในกายสูบฉีดอย่างแรง ร่างกายอบอุ่นจนต้องถอดเสื้อแจ็กเก็ตตัวนอกออก เขาลอบมองหลินหว่านที่กำลังแกะกุ้งเข้าปาก ริมฝีปากของเธอแดงระเรื่อจากความเผ็ด ดวงตาเป็นประกายสดใส ดูงดงามกว่าผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยพบเจอ
ผู้หญิงคนนี้ใช่หลินหว่านคนเดิมจริงๆ หรือ? เขาไม่กล้าถามออกไป เพราะกลัวว่าหากถามแล้ว ความฝันอันแสนสุขนี้จะแตกสลายหายไป เขายอมอยู่ในความฝันที่ภรรยาใจดีและทำอาหารอร่อยแบบนี้ไปตลอดชีวิต
เมื่อกุ้งตัวสุดท้ายถูกกินจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงน้ำซอสสีแดงข้นขลุกขลิกที่ก้นชาม เสิ่นชิงโจวถึงกับเอาแผ่นแป้งข้าวโพดแข็งๆ ที่เหลือจากเมื่อเช้ามาปาดน้ำซอสกินจนชามสะอาดเอี่ยมราวกับล้างใหม่
เขาลูบท้องที่ตึงเปรี๊ยะ ถอนหายใจด้วยความอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ชิงโจว” หลินหว่านเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เธอเช็ดมือกับผ้าขี้ริ้วแล้วมองหน้าเขาอย่างจริงจัง “คุณคิดว่ารสชาติอาหารจานนี้ ถ้าเราเอาไปขายที่ตลาดในตัวอำเภอ จะมีคนซื้อไหม?”
เสิ่นชิงโจวชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองสบตากับเธอ แววตาที่เคยมืดมนและยอมจำนนต่อโชคชะตา บัดนี้กลับมีประกายความหวังบางอย่างจุดติดขึ้นมา
“ถ้ามันอร่อยขนาดนี้... คนในเมืองต้องแย่งกันซื้อแน่นอน” เขาตอบด้วยความมั่นใจ รสชาติระดับนี้ ต่อให้เป็นภัตตาคารในเมืองหลวงก็ยังหาเทียบยาก
“ดีมาก” หลินหว่านตบโต๊ะเบาๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “พรุ่งนี้เช้า เราจะไปจับมันมาให้ได้เยอะที่สุด แล้วนั่งเกวียนเทียมวัวไปตัวอำเภอกัน... อาณาจักรร้านอาหารของเรา จะเริ่มกอบโกยเงินก้อนแรกจากแมลงศัตรูพืชพวกนี้นี่แหละ”
