บทที่ 2: สามีผู้เงียบขรึมในตอนกลางวัน แต่ดุดันในยามค่ำคืน และแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ยามค่ำคืนในหมู่บ้านสือเฉียวเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดเสียดสีกับกิ่งไม้แห้งดังก้องอยู่ในความมืดมิด แสงจันทร์สีเงินยวงลอดผ่านรอยขาดของกระดาษบุหน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงเตาที่ก่อด้วยดินเหนียว
หลินหว่านนอนห่มผ้านวมผืนเก่าที่แข็งกระด้างและเต็มไปด้วยรอยปะชุน เธอพยายามข่มตาหลับ แต่ความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้ามาทำให้เธอต้องขดตัวเข้าหากัน ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอตื่นตัวยิ่งกว่าความหนาว คือเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังก้าวเข้ามาในห้อง
ประตูไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด เสิ่นชิงโจวเดินเข้ามาในห้องหลังจากจัดการล้างชามและทำความสะอาดครัวเสร็จสิ้น ท่ามกลางแสงสลัว หลินหว่านลอบมองเงาร่างสูงใหญ่ของเขา เขาถอดเสื้อแจ็กเก็ตผ้าฝ้ายตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกล้ามสีขาวที่แนบไปกับมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งช่วงบน แผ่นหลังของเขากว้างและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ จากการกรำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก
เขาขยับตัวขึ้นมาบนเตียงเตาอย่างเงียบเชียบ เอนตัวลงนอนข้างๆ เธอโดยเว้นระยะห่างไว้พอสมควร ปกติแล้วร่างเดิมจะหันหลังให้และพูดจาถากถางเขาก่อนนอนเสมอ แต่วันนี้หลินหว่านนอนนิ่ง ไม่ได้เอ่ยปากขับไล่หรือด่าทอแต่อย่างใด
ความเงียบที่ผิดปกติทำให้เสิ่นชิงโจวรู้สึกแปลกใจ เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพลิกตัวตะแคงหันมาทางเธอ เสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอและหนักแน่น กลิ่นอายความเป็นชายที่ผสมผสานกับกลิ่นสบู่ราคาถูกและกลิ่นฟางข้าวลอยมาเตะจมูกหลินหว่าน
“คุณ... หนาวหรือเปล่า?” เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยทำลายความเงียบ มันแหบพร่าเล็กน้อยในความมืด
“นิดหน่อย” หลินหว่านตอบสั้นๆ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
ทันทีที่สิ้นคำตอบ ท่อนแขนแข็งแรงราวกับคีมเหล็กก็ตวัดวูบเข้ามา โอบรัดเอวบางของเธอแล้วดึงเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่ร้อนระอุราวกับเตาไฟ หลินหว่านเบิกตากว้าง สูดลมหายใจลึกด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะขยับหนี ร่างหนาก็พลิกขึ้นมาทาบทับอยู่เหนือตัวเธออย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มที่เงียบขรึมและดูยอมคนในตอนกลางวัน บัดนี้แววตาของเขาในความมืดกลับวาวโรจน์ราวกับหมาป่าที่จ้องมองเหยื่อ
“คุณ...” หลินหว่านอ้าปากจะประท้วง แต่คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปเมื่อริมฝีปากหยักลึกบดขยี้ลงมาอย่างดุดันและเอาแต่ใจ
จูบของเขาไม่ได้นุ่มนวลหรืออ่อนหวาน แต่มันเต็มไปด้วยความเรียกร้องและครอบครอง สองมือหยาบกร้านที่คุ้นเคยกับการจับจอบจับเสียม บัดนี้กำลังลูบไล้ไปทั่วร่างกายของเธอ ปลุกปั่นความรู้สึกแปลกประหลาดที่หลินหว่านไม่เคยสัมผัสมาก่อน เรี่ยวแรงของเขามหาศาลจนเธอไม่อาจขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อย
“เสิ่น... ชิงโจว... เบาหน่อย” เธอครางประท้วงในลำคอ เมื่อเขาขบเม้มที่ซอกคอของเธออย่างหนักหน่วง
“ผมคิดว่าคุณจะไล่ผมลงจากเตียงเหมือนทุกที” เขากระซิบชิดใบหู น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้น “วันนี้คุณแปลกไป... แต่ผมชอบที่คุณเป็นแบบนี้”
คืนนั้น หลินหว่านได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งว่า ความทรงจำของร่างเดิมไม่ได้พูดปดเลยแม้แต่น้อย ผู้ชายคนนี้รุกหนักและทรงพลังบนเตียงอย่างร้ายกาจ เขาไม่ปล่อยให้เธอได้พักหายใจ ทุกสัมผัสของเขาแผดเผาจนร่างกายของเธอแทบจะหลอมละลายกลายเป็นน้ำ กว่าพายุอารมณ์จะสงบลงและเขายอมปล่อยให้เธอหลับตาพักผ่อน ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลินหว่านตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งร่างกาย ราวกับถูกกระดูกทุกชิ้นถูกถอดออกแล้วประกอบเข้าไปใหม่ เธอครางเบาๆ พลิกตัวอย่างยากลำบาก พื้นที่ข้างเตียงว่างเปล่าและเย็นเฉียบไปนานแล้ว บ่งบอกว่าเสิ่นชิงโจวลุกออกไปทำงานที่แปลงนาของกองพลการผลิตตั้งแต่เช้าตรู่
“คนบ้าเอ๊ย เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักหนา” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วยันตัวลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า
เมื่อเดินออกมาที่ห้องโถง เธอเห็นชามใบกระเบื้องวางอยู่บนโต๊ะไม้ ด้านในมีมันเทศต้มสุกสองหัวที่ยังอุ่นๆ อยู่ และมีไข่ต้มหนึ่งฟองวางอยู่ข้างๆ นี่คงเป็นส่วนแบ่งอาหารเช้าที่เสิ่นชิงโจวเก็บไว้ให้เธอ ส่วนตัวเขานั้นคงกินแค่แผ่นแป้งข้าวโพดแข็งๆ แล้วออกไปทำงานทนหนาว
ไข่ไก่ในยุค 80 ถือเป็นของล้ำค่าอย่างยิ่ง ชาวบ้านชนบทมักจะเก็บไข่ไว้แลกเกลือ แลกไม้ขีดไฟ หรือไม่ก็เก็บไว้ให้เด็กและคนป่วยกิน การที่เขาทิ้งไข่ต้มไว้ให้เธอฟองหนึ่ง พิสูจน์ให้เห็นว่าลึกๆ แล้วเขาใส่ใจภรรยาคนนี้มากแค่ไหน แม้เธอจะเคยร้ายกาจกับเขาก็ตาม
หลินหว่านหันไปมองมุมห้อง เสิ่นเหนียนเหนียนกำลังนั่งเล่นกิ่งไม้แห้งอยู่เงียบๆ บนพื้นดิน เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองแม่ด้วยดวงตากลมโตที่ยังคงมีความหวาดระแวงซ่อนอยู่
“เหนียนเหนียน มานี่สิ” หลินหว่านกวักมือเรียก
เด็กน้อยลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินเข้ามาหา หลินหว่านปอกเปลือกไข่ต้มอย่างเบามือ แล้วยื่นไข่ขาวอวบๆ ให้ลูกสาว “กินซะสิ เมื่อเช้าพ่อต้มไว้ให้”
เสิ่นเหนียนเหนียนเบิกตากว้าง ส่ายหน้าดิก “แม่กินเถอะค่ะ ไข่เป็นของหายาก ยายบอกว่าไข่มีไว้ให้แม่กินคนเดียว หนูเป็นแค่เด็กผู้หญิง ไร้ประโยชน์ กินไข่ไม่ได้หรอกค่ะ”
คำพูดไร้เดียงสาที่สะท้อนถึงค่านิยมชายเป็นใหญ่และการกดขี่ของยุคสมัย ทำให้หัวใจของหลินหว่านปวดหนึบ ร่างเดิมคงถูกแม่แท้ๆ ของตัวเองล้างสมองมาแบบนี้ และนำมาสอนลูกสาวต่อ เธอถอนหายใจยาว ดึงตัวเด็กน้อยเข้ามากอดหลวมๆ
“ฟังนะเหนียนเหนียน ต่อจากนี้ไป เธอไม่ใช่ตัวไร้ประโยชน์ เธอเป็นลูกสาวของฉัน เป็นแก้วตาดวงใจของพ่อเธอ สิ่งไหนที่อร่อย เธอมีสิทธิ์ได้กิน อ้าปากสิ”
หลินหว่านบิไข่ต้มครึ่งหนึ่งจ่อที่ริมฝีปากเล็กๆ เด็กน้อยน้ำตาคลอเบ้า ยอมอ้าปากรับไข่ต้มเข้าไปเคี้ยวช้าๆ รสชาติหอมมันของไข่แดงแผ่ซ่านไปทั่วปาก เป็นรสชาติที่อร่อยที่สุดเท่าที่เด็กน้อยเคยจำความได้
ปัง! ปัง! ปัง!
ทันใดนั้น เสียงทุบประตูหน้าบ้านก็ดังสนั่นขึ้น ตามด้วยเสียงแหลมปรี๊ดของหญิงวัยกลางคน “สะใภ้สามตระกูลเสิ่น หลินหว่าน เธออยู่บ้านไหม!”
หลินหว่านขมวดคิ้ว ค้นหาในความทรงจำทันที เสียงนี้คือ ‘ป้าหวัง’ เพื่อนบ้านจอมสอดรู้สอดเห็นแห่งหมู่บ้านสือเฉียว ผู้เป็นหอกระจายข่าวหมายเลขหนึ่ง วันๆ ไม่ชอบทำนาแต่ชอบเดินสอดส่องเรื่องชาวบ้าน และร่างเดิมก็มักจะตกเป็นหัวข้อสนทนาของหล่อนเสมอ
หลินหว่านลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่กางเกง แล้วเดินไปเปิดประตูไม้หน้าบ้าน
ป้าหวังยืนอยู่หน้าประตู สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเทาเข้ม แววตาของหล่อนเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น หล่อนพยายามชะเง้อคอผ่านไหล่ของหลินหว่านเข้าไปมองในบ้าน ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
“มีธุระอะไรป้าหวัง? มาทุบประตูบ้านคนอื่นแต่เช้าตรู่แบบนี้ ไม่ไปลงแปลงนาทำคะแนนงานหรือไง?” หลินหว่านถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสายตาเฉียบขาดจนป้าหวังต้องชะงักไปเล็กน้อย
ปกติแล้วเวลาหลินหว่านอารมณ์ไม่ดี เธอจะด่ากราดด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่วันนี้หลินหว่านกลับนิ่งสงบ เยือกเย็น ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันประหลาด
“แหม ทำเป็นพูดดีไปเถอะ” ป้าหวังแค่นเสียงหัวเราะ ยกมือขึ้นกอดอก “ฉันได้ยินข่าวลือมาน่ะสิ ว่าเธอเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเตรียมจะหนีตามสหายจาง ยุวชนปัญญาที่เพิ่งกลับเข้าเมืองไปเมื่อวันก่อน ฉันก็เลยแวะมาดูด้วยความหวังดี กลัวว่าชิงโจวจะถูกเมียสวมเขาจนหัวเขียวปี๋!”
ข่าวลือเรื่องหลินหว่านแอบชอบยุวชนปัญญาจางเหว่ย เป็นเรื่องที่รู้กันทั่วหมู่บ้าน ร่างเดิมเคยวิ่งตามหลังเขาต้อยๆ และถึงขั้นขโมยเงินของสามีไปซื้อรองเท้าหนังให้ผู้ชายคนนั้น ทว่าจางเหว่ยรังเกียจหลินหว่านที่เป็นหญิงชาวบ้านไร้การศึกษา พอเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็รีบเผ่นหนีกลับเมืองหลวงไปทันที ทิ้งให้ร่างเดิมเป็นที่ขบขันของคนทั้งหมู่บ้าน
หลินหว่านในปัจจุบันได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของเธอใสกระจ่าง แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกเย็นยะเยือกที่สันหลัง
“ป้าหวัง ปากของป้ามีไว้กินข้าวหรือมีไว้พ่นอุจจาระกันแน่?” หลินหว่านกอดอกบ้าง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย “สหายจางอะไรนั่นเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้ ไปมีอนาคตที่สดใส ส่วนฉันเป็นผู้หญิงที่มีสามีมีลูกแล้ว ฉันจะไปวิ่งตามเขาให้เสียเวลาทำไม?”
“กะ... ก็เธอเคยเอาเงินไปซื้อรองเท้าให้เขานี่นา!” ป้าหวังเถียงตะกุกตะกัก ไม่ชินที่ถูกหลินหว่านตอกกลับด้วยเหตุผลแทนที่จะเป็นการด่าทอ
“นั่นมันอดีต! ตอนนั้นฉันถูกผีบังตา เลยคิดว่าการช่วยเหลือยุวชนปัญญาเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว เสิ่นชิงโจวสามีของฉัน แม้จะยากจน แต่เขาก็ขยันขันแข็ง ทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูฉันกับลูก ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทุบตีฉัน คืนๆ หนึ่งก็ดูแลฉันอย่างดีเยี่ยม...” หลินหว่านจงใจเน้นเสียงประโยคสุดท้าย จนป้าหวังถึงกับหน้าแดงก่ำ “...ผู้ชายดีๆ แบบนี้ ฉันจะทิ้งเขาไปทำไม?”
ป้าหวังอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงว่าหลินหว่านจะหน้าหนาถึงขั้นกล้าพูดเรื่องบนเตียงออกมาหน้าตาเฉย
“แล้วอีกอย่างนะป้าหวัง...” หลินหว่านก้าวเข้าไปใกล้ หรี่ตาลงอย่างอันตราย “การปล่อยข่าวลือมั่วซั่วในยุคนี้ ถือเป็นการทำลายชื่อเสียงและสร้างความแตกแยกในกองพลการผลิต ถ้าป้ายังไม่หยุดเห่าหอนหน้าบ้านฉันล่ะก็ ฉันจะไปฟ้องเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน ให้ตัดคะแนนงานของป้าสักสิบแต้ม ฐานก่อความวุ่นวาย เอาไหมล่ะ?”
คำขู่เรื่องตัดคะแนนงานถือเป็นจุดตายของชาวบ้านยุคนี้ เพราะคะแนนงานหมายถึงปากท้องและเสบียงอาหาร ป้าหวังหน้าถอดสี รีบถอยหลังไปสองก้าว
“นะ... นังเด็กบ้า! ฉันแค่มาถามดีๆ ทำไมต้องขู่กันด้วย! ไม่ไปก็ไม่ไปสิ ใครจะไปสนเรื่องของครอบครัวเธอ!” ป้าหวังสบถด่าอุบอิบ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกผีหลอก
หลินหว่านมองตามหลังป้าหวังแล้วแค่นเสียงเหอะเบาๆ การรับมือกับคนพวกนี้ แค่ด่าทอกลับไปไม่มีประโยชน์ ต้องใช้กฎระเบียบและผลประโยชน์เข้าข่ม พวกเขาถึงจะกลัว
เธอหันกลับเข้ามาในบ้าน มองไปที่เสิ่นเหนียนเหนียนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ด้วยดวงตาเบิกกว้าง เด็กน้อยไม่เคยเห็นแม่ปกป้องพ่อแบบนี้มาก่อนเลย
“เหนียนเหนียน ไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่หลังบ้านมาให้แม่หน่อยสิ” หลินหว่านเอ่ยสั่งด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เราจะออกไปหาเนื้อกินกัน!”
“เนื้อหรือคะ?” เด็กน้อยตาโต แม้จะยังสับสนกับพฤติกรรมของแม่ แต่คำว่า ‘เนื้อ’ ก็ดึงดูดใจเกินกว่าจะปฏิเสธ
หลินหว่านจัดการสวมเสื้อกันหนาวตัวหนาให้ลูกสาว นำตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลัง และไม่ลืมหยิบไม้คีบถ่านยาวๆ ติดมือมาด้วย สองแม่ลูกเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังลำธารสายเล็กๆ ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน
บรรยากาศในยุค 80 แตกต่างจากยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ถนนเป็นเพียงทางดินลูกรังขรุขระ สองข้างทางมีทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วเหลือเพียงตอซังข้าวแห้งๆ อากาศหนาวเย็นยะเยือก แต่กลับบริสุทธิ์ปราศจากมลพิษ
เมื่อเดินมาถึงลำธารท้ายหมู่บ้าน น้ำในลำธารค่อนข้างตื้นเขินและเต็มไปด้วยโคลนตมตามริมตลิ่ง ชาวบ้านสือเฉียวเกลียดลำธารสายนี้ เพราะมันเต็มไปด้วย ‘แมลงเปลือกแข็ง’ ที่ชอบใช้ก้ามหนีบขาคนเวลาลงไปจับปลา แถมพวกมันยังชอบขุดรูตามคันนา ทำให้คันนาดินพังทลายเสียหาย สำหรับชาวนาในยุคนี้ พวกมันคือศัตรูพืชที่ไร้ค่าและน่ารังเกียจที่สุด กินก็ไม่ได้เพราะมีแต่เปลือกแข็งๆ และเนื้อนิดเดียวที่มีกลิ่นโคลนเหม็นคาว
แต่สำหรับหลินหว่าน หัวหน้าเชฟจากศตวรรษที่ 21 เมื่อเธอมองลงไปในโคลนตมริมตลิ่งและเห็นก้ามสีแดงๆ ที่ชูขึ้นมาขู่ฟ่อๆ ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับเห็นก้อนทองคำกองอยู่ตรงหน้า
กุ้งเครย์ฟิช! เสี่ยวหลงซาที่รัก!
ในยุคอนาคต กุ้งเครย์ฟิชผัดหม่าล่าคือราชาแห่งอาหารว่างยามดึก จานหนึ่งราคาแพงหูฉี่ แต่ที่นี่ ในปี 1982 พวกมันกลับเดินยั้วเยี้ยอยู่เต็มลำธาร รอให้เธอมากอบโกยไปโดยไม่มีใครสนใจ!
“แม่จ๋า... ระวังนะคะ ตัวประหลาดนั่นมันหนีบเจ็บมาก ยายเคยโดนมันหนีบจนเลือดออกเลย” เสิ่นเหนียนเหนียนดึงชายเสื้อของหลินหว่านเบาๆ ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังด้วยความหวาดกลัว
หลินหว่านหัวเราะร่วน วางตะกร้าลงบนพื้นหญ้า “เหนียนเหนียน นี่ไม่ใช่ตัวประหลาดหรอกจ้ะ สำหรับคนอื่นมันอาจจะเป็นศัตรูพืช แต่สำหรับแม่... นี่คือของขวัญจากสวรรค์ มันคืออาหารชั้นเลิศที่จะทำให้ครอบครัวของเราไม่ต้องทนหิวอีกต่อไป!”
พูดจบ เธอก็ไม่รอช้า ใช้ไม้คีบถ่านคีบกุ้งเครย์ฟิชตัวอ้วนพีสีแดงเข้มขึ้นมาจากโคลนอย่างแม่นยำทีละตัว โยนลงในตะกร้าไม้ไผ่ กุ้งเครย์ฟิชในยุคนี้เติบโตตามธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารเคมีในแหล่งน้ำ พวกมันจึงตัวใหญ่ แข็งแรง และอุดมไปด้วยมันกุ้งเยิ้มๆ
เพียงชั่วเวลาไม่ถึงชั่วโมง ตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ก็เต็มไปด้วยกุ้งเครย์ฟิชที่กระโดดดิ้นกุกกักอยู่เต็มไปหมด น้ำหนักไม่ต่ำกว่าสิบชั่ง (ประมาณ 5 กิโลกรัม) หลินหว่านปาดเหงื่อที่หน้าผาก แม้อากาศจะหนาว แต่การออกแรงก็ทำให้ร่างกายของเธออุ่นขึ้นมาได้
“เอาล่ะ กลับบ้านกันเถอะ!” หลินหว่านยกตะกร้าขึ้นสะพายหลัง หันไปยิ้มกว้างให้ลูกสาว “เย็นนี้ แม่จะทำกุ้งผัดรสเด็ดให้หนูกับพ่อกินรับรองว่าหนูจะอร่อยจนแทบกลืนลิ้นตัวเองลงไปเลยล่ะ!”
เสิ่นเหนียนเหนียนมองกุ้งหน้าตาหน้ากลัวในตะกร้า แล้วมองรอยยิ้มที่มั่นใจของแม่ แม้เธอจะยังไม่เชื่อนักว่าเจ้านี่จะกินได้ แต่วันนี้แม่ดูใจดีและน่าพึ่งพาเหลือเกิน เด็กน้อยจึงพยักหน้าแรงๆ แล้วเดินจูงมือแม่กลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโตเป็นครั้งแรก
เย็นนี้ เสิ่นชิงโจวจะต้องตกตะลึงกับมื้ออาหารที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต อาณาจักรร้านอาหารของหลินหว่าน... กำลังจะเริ่มต้นนับจากกุ้งเครย์ฟิชตะกร้านี้เอง
