บทที่ 1: ตื่นขึ้นมาในร่างของภรรยาใจร้ายแห่งยุค 80
กลิ่นเหม็นอับของฟางข้าวที่ชื้นแฉะและกลิ่นควันไฟจางๆ ลอยเตะจมูก หลินหว่านขมวดคิ้วแน่น ความเจ็บปวดร้าวระบมแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ราวกับถูกรถบรรทุกสิบล้อบดขยี้ เธอพยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง เปิดขึ้นมาเผชิญกับเพดานไม้ที่ผุพังและหยากไย่ที่เกาะอยู่ตามมุมห้อง
ที่นี่ที่ไหน?
หลินหว่านจำได้เพียงว่า เธอกำลังยืนอยู่ในครัวของโรงแรมระดับห้าดาวที่เธอเป็นหัวหน้าเชฟ กำลังเคี่ยวซุปหูฉลามสูตรพิเศษสำหรับแขกวีไอพี ทว่าจู่ๆ แก๊สก็ระเบิด เสียงกัมปนาทดังสนั่น แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป
ทันใดนั้น ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างบ้าคลั่งราวกับคลื่นยักษ์ มันกระแทกเข้าสู่สมองจนเธอต้องยกมือขึ้นกุมขมับและหลุดเสียงครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
ปี 1982 หมู่บ้านชนบทสือเฉียว
เจ้าของร่างเดิมชื่อ หลินหว่าน เหมือนกับเธอ หญิงสาววัยยี่สิบสองปีที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ตัวร้าย’ ประจำหมู่บ้าน หลินหว่านคนเดิมถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานกับชายหนุ่มชาวนาที่ยากจนข้นแค้นเพียงเพราะเขายอมจ่ายค่าสินสอดก้อนโตให้ครอบครัวหน้าเลือดของเธอ ด้วยความคับแค้นใจที่ไม่ได้แต่งงานกับชายหนุ่มในเมืองที่เธอหมายปอง หลินหว่านจึงนำความโกรธเกลียดทั้งหมดมาลงที่สามีและลูกสาวตัวน้อยที่เกิดมาโดยที่เธอไม่เต็มใจ
เธอทุบตีลูก ด่าทอสามี ขโมยเงินที่เขาหามาได้ด้วยความยากลำบากไปบำเรอครอบครัวเดิมของตัวเอง วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากแต่งตัวฉูดฉาดและเดินเชิดหน้าไปมาในหมู่บ้าน ปล่อยให้บ้านช่องสกปรกรกรุงรัง
“แม่จ๋า...”
เสียงเล็กๆ ที่แหบพร่าและสั่นเทาดังขึ้นข้างเตียงเตาที่เย็นเฉียบ หลินหว่านหันหน้าไปมองเบื้องล่าง เธอเห็นเด็กผู้หญิงตัวผอมโซ สวมเสื้อผ้าฝ้ายที่ปะชุนจนแทบไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม รูปร่างของเด็กคนนี้เล็กกว่าเด็กวัยสี่ขวบปกติมาก ใบหน้ามอมแมมนั้นมีดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เด็กน้อยยืนตัวสั่นเทา สองมือเล็กๆ กุมชามกระเบื้องบิ่นๆ ที่มีน้ำต้มสุกอุ่นๆ อยู่ครึ่งชาม
“แม่... ดื่มน้ำสิคะ” เสิ่นเหนียนเหนียนพูดด้วยเสียงที่เบาหวิว ราวกับกลัวว่าหากพูดดังกว่านี้จะถูกตบตีเหมือนทุกครั้ง
หัวใจของหลินหว่านในฐานะเชฟผู้รักการทำอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงผู้คน บีบรัดด้วยความเจ็บปวดรุนแรง สภาพของเด็กคนนี้บ่งบอกถึงภาวะขาดสารอาหารอย่างหนัก เธออดทนต่อความปวดเมื่อยตามร่างกาย ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงผนังดินเหนียว
การขยับตัวของเธอทำให้เสิ่นเหนียนเหนียนสะดุ้งโหยง ถอยหลังกรูดไปสามก้าว น้ำในชามหกกระฉอกรดมือเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยรอยแดงจากการถูกความเย็นกัด
“ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจทำน้ำหก แม่จ๋าอย่าตีหนูเลยนะคะ” เด็กน้อยน้ำตาคลอเบ้า ยกแขนผอมแห้งขึ้นมาบังหน้าตัวเองโดยสัญชาตญาณ
หลินหว่านสูดลมหายใจลึก พยายามปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยทำมา “เหนียนเหนียน ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ตีเธอหรอก ส่งน้ำมาให้ฉันสิ”
เด็กน้อยเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ แม่ไม่แทนตัวเองว่า ‘นังแพศยา’ อย่างที่ยายเคยสอนให้ด่าเธอหรือ? แถมน้ำเสียงยังไม่เกรี้ยวกราดเหมือนทุกวัน เสิ่นเหนียนเหนียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าสั้นๆ เข้ามาใกล้ ยื่นชามน้ำให้อย่างกล้าๆ กลัวๆ
หลินหว่านรับชามมาดื่ม น้ำอุ่นไหลลงคอที่แห้งผาก ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอลงได้บ้าง เธอส่งชามคืนให้เด็กน้อย พร้อมกับฝืนยิ้มบางๆ “ขอบใจนะ”
คำว่า ‘ขอบใจ’ ทำให้เสิ่นเหนียนเหนียนนิ่งอึ้งไปราวกับถูกรูปปั้นหินทับ เธอรับชามมาแล้วรีบวิ่งออกไปจากห้องทันที ราวกับเห็นผี
หลินหว่านถอนหายใจยาว ดูท่าทางเวรกรรมที่เจ้าของร่างเดิมทำไว้จะหนักหนาสาหัสเอาการ เธอหลับตาลงทบทวนสถานการณ์ ตอนนี้เธอคือหลินหว่าน ภรรยาของ ‘เสิ่นชิงโจว’ ชายหนุ่มผู้มีชื่อเสียงว่าขยันขันแข็งที่สุดในกองพลการผลิตที่สาม แต่กลับยากจนที่สุดเพราะมีภรรยาผลาญเงิน
พูดถึงเสิ่นชิงโจว ชายคนนี้ในความทรงจำของร่างเดิมคือคนซื่อบื้อที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่ว่าเธอจะด่าทอหรืออาละวาดทำลายข้าวของอย่างไร เขาก็เพียงแค่เงียบและเก็บกวาดกวาดซากปรักหักพังอย่างอดทน ทว่า... หลินหว่านลืมตาขึ้น ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึง ‘ความทรงจำภาคกลางคืน’
เสิ่นชิงโจวที่เงียบขรึมและดูอ่อนแอในตอนกลางวัน เมื่อพระอาทิตย์ตกดินและประตูห้องนอนปิดลง เขาจะกลายเป็นอีกคน เขามักจะกดเธอลงบนเตียงเตาด้วยเรี่ยวแรงที่ไม่อาจขัดขืน ฝ่ามือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการทำไร่ทำนา ลูบไล้และครอบครองทุกสัดส่วน รสจูบของเขาดุดันและเรียกร้อง ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความปรารถนาที่อัดอั้นจนร่างเดิมแทบจะสลบคาอกเขาทุกคืน
ร่างเดิมเกลียดชังการร่วมเตียงกับเขา เพราะมันทำให้เธอรู้สึกพ่ายแพ้และถูกตอกย้ำว่าเธอเป็นเพียงภรรยาของชาวนาต่ำต้อย แต่สำหรับหลินหว่านคนใหม่ที่มาจากศตวรรษที่ 21 เธออดไม่ได้ที่จะกระแอมในคอ... ผู้ชายคนนี้ รุกเก่งเป็นบ้า
แอ๊ด...
เสียงประตูไม้ไผ่หน้าบ้านถูกผลักออก ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคย หลินหว่านดึงสติกลับมา เธอพยุงตัวลุกจากเตียงเตา สวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ที่ส้นขาด แล้วเดินออกไปที่ห้องโถงกลางบ้าน
ร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งยืนอยู่กลางห้อง เขาเพิ่งวางจอบลงมุมกำแพง เสิ่นชิงโจวสวมเสื้อแจ็กเก็ตผ้าฝ้ายสีน้ำเงินซีดๆ ที่มีรอยปะชุนหลายจุด เกล็ดหิมะบางๆ ยังคงเกาะอยู่ตามไหล่กว้างและเส้นผมสีดำสนิท ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคาย คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือดวงตาดำขลับที่ดูลึกล้ำและอ่านไม่ออก สันจมูกโด่งเป็นสัน กรามคมชัดบึกบึน แม้จะอยู่ในเสื้อผ้าซอมซ่อ แต่ไม่อาจซ่อนรูปร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจากการทำงานหนักได้เลย
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับหลินหว่าน ร่างกายของเขาก็เกร็งขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ แววตาของเขามีความระแวดระวังและเตรียมพร้อมรับคำด่าทอที่มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขากลับบ้านมือเปล่า
“คุณ... ตื่นแล้วหรือ?” เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยจากความหนาวเย็น
หลินหว่านมองดูชายหนุ่มตรงหน้า ผู้ชายคนนี้ทำงานหนักจนหลังขดหลังแข็งเพื่อเลี้ยงดูผู้หญิงร้ายกาจและลูกสาว เขาอดทนต่อคำดูถูกสารพัดเพียงเพราะคำว่า ‘ความรับผิดชอบ’
“อืม ฉันเพิ่งตื่น” หลินหว่านตอบเสียงเรียบ ไม่ได้ตะคอกด่าทอเหมือนเคย “ข้างนอกหนาวมากไหม?”
เสิ่นชิงโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีเข้มฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด ปกติแล้วประโยคแรกที่เธอจะพูดคือ ‘ไอ้สวะ วันนี้ได้คะแนนงานมาเท่าไหร่? เอาเงินมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!’ แต่วันนี้เธอกลับถามว่าเขาหนาวไหม?
“ไม่... ไม่เท่าไหร่” เขาตอบตะกุกตะกัก พยายามมองหาความผิดปกติในตัวภรรยา “ผม... ผมจะไปทำอาหาร คุณหิวหรือยัง?”
ในอดีต ร่างเดิมไม่เคยเหยียบเข้าไปในครัวเลยตั้งแต่แต่งงานมา ภาระงานบ้านทุกอย่างตกเป็นของเสิ่นชิงโจว หลังจากที่เขาเหน็ดเหนื่อยจากการทำนาทั้งวัน เขายังต้องกลับมาจุดไฟทำกับข้าวให้ภรรยาที่เอาแต่นอนรออยู่บนเตียง
“ไม่ต้องหรอก” หลินหว่านส่ายหน้า “คุณไปล้างหน้าล้างมือเถอะ เดี๋ยวฉันจะทำอาหารเอง”
พูดจบ เธอก็ไม่รอให้เขาโต้ตอบ หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องครัวที่อยู่ด้านหลังบ้าน ทิ้งให้เสิ่นชิงโจวยืนนิ่งงันอยู่กลางห้องราวกับถูกแช่แข็ง เขามองแผ่นหลังของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนระคนสงสัย เกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงคนนี้? เธอหกล้มหัวฟาดพื้นจนเสียสติไปแล้วหรือ?
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องครัว หลินหว่านก็ต้องถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยของวัน ห้องครัวมืดทึบ สกปรก และมีหยากไย่เต็มไปหมด บนเตาดินเหนียวมีหม้อเหล็กสีดำสนิทตั้งอยู่ เธอเปิดฝาตู้กับข้าวที่ทำจากไม้ผุๆ ออกดู สิ่งที่พบมีเพียงหัวมันเทศเหี่ยวๆ ห้าหกหัว แป้งข้าวโพดหยาบๆ ครึ่งถุงเล็ก เกลือที่จับตัวเป็นก้อน และขวดน้ำมันหมูที่ก้นขวดมีน้ำมันติดอยู่เพียงบางเฉียบชนิดที่แทบจะเลียกินได้
ไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีไข่ ไม่มีแม้กระทั่งผักกาดขาวสักหัว
ในฐานะเชฟระดับหัวหน้า นี่คือการท้าทายที่โหดร้ายที่สุด แต่หลินหว่านไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เธอเคยพาทีมกู้วิกฤตห้องอาหารที่วัตถุดิบขาดแคลนมาแล้ว นับประสาอะไรกับครัวบ้านนอกยุค 80!
เธอพับแขนเสื้อขึ้น เริ่มต้นจากการตักน้ำจากโอ่งมาล้างหม้อและเครื่องครัวให้สะอาดหมดจด จากนั้นก็ก่อไฟในเตา แม้ในยุคปัจจุบันเธอจะใช้แต่เตาแก๊สและเตาไฟฟ้า แต่ความทรงจำของร่างเดิมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในชนบทก็ช่วยให้เธอจุดไฟด้วยฟืนและฟางข้าวได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เมื่อไฟลุกโชน หลินหว่านนำหัวมันเทศมาปอกเปลือกอย่างรวดเร็ว มีดทำครัวที่ทื่อและขึ้นสนิมเล็กน้อยเมื่ออยู่ในมือของเธอ กลับพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต เธอหั่นมันเทศเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเท่ากันเป๊ะๆ อย่างแม่นยำ นี่คือทักษะการใช้มีดขั้นพื้นฐานที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเชฟ
เธอต้มน้ำในหม้อจนเดือด ใส่ชิ้นมันเทศลงไปต้มจนเปื่อย จากนั้นก็นำแป้งข้าวโพดหยาบๆ มาผสมกับน้ำ นวดจนเข้ากัน เนื่องจากแป้งข้าวโพดในยุคนี้ไม่ได้ผ่านการขัดสีจนละเอียด มันจึงมีความหยาบและฝาดคอเวลาพอกิน หลินหว่านจึงใช้วิธีนำน้ำมันหมูหยดเล็กๆ ที่เหลือติดก้นขวดเพียงหยดเดียว ทาบางๆ ลงบนกระทะเหล็กแบนอีกใบที่ตั้งไฟจนร้อนจัด
เธอนำแป้งข้าวโพดที่นวดไว้มาปั้นเป็นก้อนกลม กดให้แบน แล้วนำไปนาบลงบนกระทะ เสียง ‘ฉ่า’ ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับกลิ่นหอมของการย่างแป้งที่ผสมผสานกับกลิ่นน้ำมันหมูที่แม้จะน้อยนิดแต่ก็ช่วยชูรสชาติได้อย่างมหาศาล เธอควบคุมอุณหภูมิของไฟอย่างละเอียดอ่อน พลิกแผ่นแป้งไปมาจนผิวด้านนอกเหลืองกรอบและส่งกลิ่นหอมกรุ่น ส่วนด้านในยังคงความนุ่มชุ่มชื้น
ระหว่างนั้น หม้อต้มมันเทศก็ส่งกลิ่นหอมหวานออกมา หลินหว่านใช้ทัพพีคนให้เนื้อส่วนหนึ่งเละเป็นเนื้อเดียวกับน้ำซุป ทำให้ได้ซุปมันเทศที่มีความข้นเหนียวและหวานธรรมชาติโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล
กลิ่นอาหารที่หอมอบอวลลอยทะลุห้องครัวออกไปยังลานบ้าน
เสิ่นชิงโจวที่กำลังตักน้ำล้างหน้าอยู่ริมบ่อน้ำ ชะงักมือที่กำลังถือผ้าขนหนู เขาสูดจมูกฟุดฟิด กลิ่นหอมแบบนี้... มาจากครัวบ้านเขาอย่างนั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้ หลินหว่านทำอาหารเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วทำไมกลิ่นแป้งข้าวโพดธรรมดาๆ ถึงได้หอมหวนขนาดนี้?
ทางด้านเสิ่นเหนียนเหนียน เด็กน้อยที่แอบซ่อนตัวอยู่หลังประตูห้องโถงก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ท้องเล็กๆ ส่งเสียงร้องโครกคราก เธอแอบชะโงกหน้ามองไปทางห้องครัว เห็นเงาหลังของแม่ที่กำลังขยับตัวทำอาหารอยู่หน้าเตาไฟ แสงสีส้มจากเปลวไฟกระทบใบหน้าของแม่ ทำให้แม่ดูไม่น่ากลัวเหมือนอย่างเคย
“อาหารเสร็จแล้ว” เสียงของหลินหว่านดังขึ้นจากในครัว “มาช่วยยกไปที่โต๊ะหน่อยสิ”
เสิ่นชิงโจวรีบวางผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว ภาพที่เขาเห็นคือหลินหว่านกำลังตักซุปมันเทศสีเหลืองทองลงในชามสามใบ ข้างๆ กันมีจานใส่แผ่นแป้งข้าวโพดสีเหลืองกรอบน่าทานวางซ้อนกันอยู่
“นี่... คุณทำเองทั้งหมดเลยหรือ?” เขาถามด้วยความประหลาดใจ
“ก็ในบ้านมีอยู่แค่นี้ ไม่ให้ฉันทำแล้วผีที่ไหนจะมาทำให้ล่ะ?” หลินหว่านตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ได้ตวาด แต่ก็ไม่ได้หวานหูจนผิดธรรมชาติ “ยกไปสิ จะยืนบื้ออยู่ทำไม”
แม้คำพูดจะดูห้วนๆ แต่เสิ่นชิงโจวกลับรู้สึกว่ามันน่าฟังกว่าคำด่าทอที่เขาเคยได้รับมาตลอดหลายปี เขารีบพยักหน้า ยกชามซุปและจานแป้งเดินออกไปที่โต๊ะไม้เก่าๆ ในห้องโถง
หลินหว่านเดินตามออกมา เธอเห็นเสิ่นเหนียนเหนียนยืนแอบอยู่มุมกำแพง จึงกวักมือเรียก “เหนียนเหนียน มากินข้าวสิ”
เด็กน้อยสะดุ้ง เงยหน้ามองพ่อเพื่อขอความช่วยเหลือ เสิ่นชิงโจวพยักหน้าให้ลูกสาวเบาๆ เป็นเชิงอนุญาต เสิ่นเหนียนเหนียนจึงค่อยๆ เดินมานั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ อย่างระมัดระวัง
มื้ออาหารเย็นเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เสิ่นชิงโจวหยิบแผ่นแป้งข้าวโพดขึ้นมากัดคำแรก ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แป้งข้าวโพดที่ปกติเขาทำจะแข็งกระด้างและฝืดคอ แต่วันนี้มันกลับกรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นหอมของกระทะและรสเค็มปะแล่มๆ ที่ปลายลิ้น ช่วยดึงความหวานซ่อนเร้นของข้าวโพดออกมาได้อย่างลงตัว เมื่อซดซุปมันเทศร้อนๆ ตามเข้าไป รสชาติหวานนุ่มนวลก็ไหลลื่นลงคอ สร้างความอบอุ่นไปทั่วกระเพาะอาหารที่ว่างเปล่า
มันเป็นอาหารที่ทำจากวัตถุดิบหยาบๆ ราคาถูก แต่กลับอร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมาในชีวิต
เขาเงยหน้ามองหลินหว่านที่กำลังก้มหน้ากินอาหารของตัวเองอย่างเงียบๆ ผู้หญิงคนนี้... เป็นภรรยาของเขาจริงๆ หรือ? ทำไมจู่ๆ เธอถึงเปลี่ยนไปราวกับคนละคน?
เสิ่นเหนียนเหนียนเองก็กินอย่างตะกละตะกลาม เด็กน้อยไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน เธอใช้สองมือเล็กๆ จับแผ่นแป้งกัดกินจนแก้มพองโต ราวกับกระรอกตัวน้อยที่กำลังกักตุนอาหาร ซุปมันเทศในชามก็ถูกยกซดจนหยดสุดท้าย
หลินหว่านมองดูสองพ่อลูกที่กินอาหารฝีมือเธออย่างเอร็ดอร่อย รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ในฐานะเชฟ ไม่มีอะไรจะมีความสุขไปกว่าการเห็นคนกินอาหารของเราจนหมดเกลี้ยง
เอาล่ะ ในเมื่อสวรรค์ส่งเธอมาอยู่ที่นี่ในยุค 80 ยุคที่เต็มไปด้วยโอกาสทองและการปฏิรูปเศรษฐกิจที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เธอจะไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างยากแค้น อดมื้อกินมื้อ และถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงร้ายกาจอีกต่อไป
เธอจะใช้พรสวรรค์และสองมือคู่นี้ พลิกฟื้นชีวิตของครอบครัวนี้ให้ดู เธอจะสร้างอาณาจักรร้านอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และจะทำให้ผู้ชายที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งคนนี้... ได้เงยหน้าขึ้นมาภาคภูมิใจในตัวเธอให้จงได้!
หลังมื้ออาหาร หลินหว่านตั้งใจจะลุกขึ้นเก็บชามไปล้าง แต่เสิ่นชิงโจวกลับลุกขึ้นพรวด แย่งชามไปจากมือเธออย่างรวดเร็ว
“ผม... ผมล้างเอง คุณไปพักเถอะ” เขาพูดเสียงต่ำ หลบสายตาเธอ ก่อนจะรีบหอบชามหนีเข้าครัวไปราวกับกลัวว่าเธอจะแย่งหน้าที่
หลินหว่านมองตามแผ่นหลังกว้างของสามีแล้วก็อดขำไม่ได้ เอาเถอะ ให้เขาปรับตัวหน่อยก็แล้วกัน คืนนี้เธอคงต้องคิดวางแผนอย่างจริงจังแล้วว่า พรุ่งนี้เช้าเธอจะหาทางทำเงินก้อนแรกจากหมู่บ้านชนบทที่แสนยากจนนี้ได้อย่างไร
และเป้าหมายแรกของเธอ คือการเดินสำรวจรอบๆ แหล่งน้ำในหมู่บ้าน... บางที ขุมทรัพย์ที่ชาวบ้านมองข้าม อาจจะรอเธออยู่ตรงนั้นก็ได้
