บท
ตั้งค่า

บทที่ 5: ข้าวขาวเม็ดอวบกับหมูสามชั้นรวนหวานเค็ม

ยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนแตะยอดไม้ แสงแดดสีส้มอมทองสาดส่องเข้ามาในลานบ้านกระท่อมซอมซ่อ แม้สภาพบ้านจะดูทรุดโทรม ทว่าบรรยากาศภายในกลับอบอวลไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะเล็กๆ ของเด็กน้อยสองคนที่กำลังแทะไม้ถังหูลู่กันอย่างเบิกบานใจ

ซูเหมยปล่อยให้น้องๆ เพลิดเพลินกับขนมหวาน ส่วนตัวนางนั้นมุ่งตรงเข้าสู่ห้องครัวพร้อมกับวัตถุดิบชั้นเลิศที่เพิ่งได้มา วันนี้นางตั้งใจจะรังสรรค์มื้ออาหารที่หรูหราที่สุดนับตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ เพื่อชดเชยความอดอยากที่ก้อนแป้งน้อยทั้งสองต้องเผชิญมาตลอดหลายวัน

นางเริ่มต้นด้วยการนำ ‘ข้าวสารขาว’ ที่ซื้อมาเทลงในชามดินเผา เม็ดข้าวสีขาวขุ่นที่ขัดสีมาอย่างดีดูแตกต่างจากแป้งธัญพืชสีหม่นหยาบๆ ราวฟ้ากับเหว ซูเหมยตักน้ำสะอาดมาซาวข้าวอย่างเบามือเพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าทางอาหาร ซาวเพียงสองน้ำก็เพียงพอ จากนั้นนางก็นำข้าวใส่ลงในหม้อดินเผาใบเล็ก กะปริมาณน้ำด้วยข้อนิ้วมือตามสัญชาตญาณแม่ครัวยุคปัจจุบัน แล้วนำขึ้นตั้งไฟบนเตาดินที่จุดไฟเตรียมไว้แล้ว

ระหว่างที่รอข้าวสุก ซูเหมยก็หันมาจัดการกับ ‘กระดูกหมู’ สองท่อนใหญ่ที่ได้มาไม่เสียเงิน นางล้างทำความสะอาดเศษเลือดออกจนหมด นำไปต้มในน้ำเดือดจัดเพื่อลวกทิ้งหนึ่งครั้งเพื่อกำจัดกลิ่นคาวเลือด จากนั้นจึงตั้งน้ำหม้อใหม่ ใส่กระดูกหมูลงไป ตามด้วยรากผักชีล้อมป่าและเกลือเม็ดเล็กน้อย นางหรี่ไฟลงให้เหลือเพียงไฟอ่อนๆ ปล่อยให้น้ำซุปค่อยๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ เพื่อดึงความหวานจากไขกระดูกออกมา น้ำซุปใสแจ๋วที่เริ่มส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้นางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“เอาล่ะ ทีนี้ก็มาถึงพระเอกของงาน” ซูเหมยพึมพำ หยิบเนื้อหมูสามชั้นครึ่งจิน (ประมาณ 250 กรัม) ขึ้นมาวางบนเขียงไม้เก่าๆ

เนื้อหมูสามชั้นชิ้นนี้มีสัดส่วนของชั้นไขมันและเนื้อแดงที่สมดุลกันอย่างลงตัว นางใช้มีดที่เพิ่งให้พี่ต้าไห่ช่วยลับให้จนคมกริบ หั่นเนื้อหมูออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดพอดีคำ

เมื่อข้าวในหม้ออีกใบเริ่มเดือดจนน้ำงวด ซูเหมยก็จัดการดงข้าวและยกลงจากเตา ปล่อยให้ความร้อนระอุทำให้ข้าวสุกนุ่มและเรียงเม็ดสวยงาม จากนั้นนางก็นำกระทะเหล็กใบเก่าที่ขัดจนสะอาดมาตั้งไฟแทน

ทันทีที่กระทะร้อน นางก็เทชิ้นหมูสามชั้นลงไปโดยไม่ต้องใช้น้ำมัน เสียง ฉ่า ดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่ง ความร้อนจากกระทะเริ่มรีดเอาน้ำมันหมูใสๆ ออกมาจากชั้นไขมัน กลิ่นหอมของเนื้อหมูที่กำลังถูกเจียวด้วยน้ำมันของตัวเองลอยตลบอบอวลไปทั่วห้องครัว

ซูเหมยใช้ตะหลิวไม้ผัดพลิกชิ้นหมูไปมาจนผิวด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองและมีความกรอบเกรียมเล็กน้อย จากนั้นนางก็ตักน้ำมันหมูส่วนเกินที่เจียวออกมาได้ใส่ลงในกระปุกดินเผาเก็บไว้ใช้ทำอาหารมื้ออื่น ถือเป็นการประหยัดไปในตัว

เมื่อในกระทะเหลือน้ำมันเพียงขลุกขลิก นางก็โรยน้ำตาลทรายแดงลงไปหนึ่งหยิบมือ ตามด้วยเกลือป่นอีกเล็กน้อย ความร้อนทำให้น้ำตาลทรายแดงละลายอย่างรวดเร็ว กลายเป็นคาราเมลสีน้ำตาลเข้มเคลือบไปบนชิ้นหมูสามชั้นทุกชิ้น ซูเหมยเร่งไฟผัดคั่วอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้น้ำตาลไหม้ กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลไหม้ผสมผสานกับความเค็มของเกลือและกลิ่นหอมของมันหมู สร้างสรรค์เมนู ‘หมูสามชั้นรวนหวานเค็ม’ ที่หน้าตาน่าทานจนคนทำเองยังต้องลอบกลืนน้ำลาย

“พี่ใหญ่ หอมจังเลยขอรับ หอมกว่าถังหูลู่อีก”

เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากหน้าประตูครัว ซูหมิงและซูหลินที่กินขนมจนหมดแล้ว มายืนเกาะขอบประตูชะเง้อคอมองเข้ามาในครัวด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ น้ำลายหยดเล็กๆ ไหลย้อยมุมปากของซูหลินจนพี่ชายต้องคอยเช็ดให้

“เสร็จพอดีเลยเด็กๆ ไปล้างมือนั่งรอที่โต๊ะเลย วันนี้เรามีของอร่อยกินกันแล้ว” ซูเหมยหัวเราะเบาๆ ตักหมูสามชั้นรวนหวานเค็มที่เคลือบเงาวาววับใส่จานดินเผา

จากนั้นนางก็เปิดฝาหม้อข้าว กลิ่นหอมของข้าวสารขาวสุกใหม่ๆ ลอยโชยออกมา เม็ดข้าวเรียงตัวสวยงาม ขาวผ่องและนุ่มฟู ซูเหมยตักข้าวใส่ชามสามใบพูนๆ และไม่ลืมตักน้ำซุปกระดูกหมูใสๆ ที่เคี่ยวจนได้ที่ใส่ชามอีกใบเพื่อไว้ซดให้คล่องคอ

เมื่ออาหารทั้งหมดถูกจัดวางลงบนโต๊ะไม้เตี้ยกลางลานบ้าน เด็กน้อยทั้งสองก็เบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า สำหรับพวกเขาแล้ว อาหารตรงหน้าดูราวกับเป็นงานเลี้ยงขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ไม่ปาน

“พี่ใหญ่ นี่คือข้าวขาวหรือขอรับ ขาวจั๊วะเลย ไม่เห็นมีกากแข็งๆ สีดำๆ ผสมอยู่เลย” ซูหมิงชี้ไปที่ชามข้าวด้วยมือที่สั่นเทา

“ใช่แล้ว นี่คือข้าวขาวจ้ะ กินแล้วไม่บาดคอเหมือนแป้งธัญพืชแน่นอน ส่วนนี่ก็คือหมูสามชั้นรวนหวานเค็ม กินคู่กันรับรองว่าอร่อยจนหยุดไม่ได้เลยล่ะ ลองชิมดูสิ” ซูเหมยคีบชิ้นหมูสามชั้นที่เคลือบซอสสีน้ำตาลเงางามวางลงบนชามข้าวของน้องชายและน้องสาว

ซูหมิงใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวขาวพร้อมกับเนื้อหมูเข้าปาก ทันทีที่ลิ้นสัมผัสกับความนุ่มฟูของข้าวและความหวานเค็มกลมกล่อมของเนื้อหมูที่กรอบนอกนุ่มใน น้ำตาของเด็กชายก็เอ่อคลอขึ้นมาทันที

“อร่อย อร่อยที่สุดเลยขอรับพี่ใหญ่ ข้าวขาวก็นุ่ม หมูก็หวานเค็มเคี้ยวเพลินสุดๆ ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย” เด็กชายพูดไปร้องไห้ไป มือก็พุ้ยข้าวเข้าปากไม่หยุด

“หม่ำๆ หย่อย หมูนุ่มๆ” ซูหลินที่ใช้ช้อนไม้ตักข้าวกินเองจนเลอะเทอะไปทั้งแก้ม ก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย

ซูเหมยมองภาพน้องๆ ที่กินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยด้วยรอยยิ้มกว้าง นางคีบเนื้อหมูเข้าปากตนเองบ้าง รสชาติของมันช่างยอดเยี่ยมสมกับที่ตั้งใจทำ ความเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าเข้าเมืองหายเป็นปลิดทิ้ง นางตั้งปณิธานกับตัวเองอีกครั้งว่า ต่อจากนี้ไป น้องๆ ของนางจะต้องได้กินข้าวขาวและเนื้อสัตว์ทุกมื้อ

หลังจากที่สามพี่น้องจัดการมื้ออาหารมื้อใหญ่จนเกลี้ยงชาม ซูเหมยก็ตักข้าวขาวที่เหลืออยู่อีกครึ่งหม้อ พร้อมกับหมูสามชั้นรวนหวานเค็มที่แบ่งเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ใส่ลงในปิ่นโตไม้ไผ่สานใบเก่า

นางเดินไปที่ริมรั้วเพื่อเรียกเพื่อนบ้านผู้แสนดี “พี่เยว่ชิง พี่ต้าไห่เจ้าคะ”

เพียงครู่เดียว ประตูบ้านก็เปิดออก สองสามีภรรยาเดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม “เสี่ยวเหมย มีอะไรหรือ กลิ่นหอมลอยมาถึงบ้านพี่เลยเชียว” ต้าไห่เอ่ยทัก

ซูเหมยยื่นปิ่นโตส่งให้ “ข้าเอาอาหารเย็นมาแบ่งปันเจ้าค่ะ วันนี้ข้านำของป่าเข้าไปขายในตัวอำเภอ ได้เงินมานิดหน่อย เลยซื้อข้าวขาวกับเนื้อหมูมาทำอาหาร ขอบคุณพี่ทั้งสองมากนะเจ้าคะที่คอยช่วยเหลือพวกเรามาตลอด หากไม่ได้น้ำข้าวของพี่เยว่ชิงวันนั้น ข้ากับน้องๆ คงแย่แน่”

เยว่ชิงรับปิ่นโตมาเปิดดู เมื่อเห็นข้าวขาวเม็ดสวยและเนื้อหมูที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “สวรรค์ เสี่ยวเหมย นี่มันข้าวขาวกับเนื้อหมูเชียวนะ ของพวกนี้ราคาแพงมาก เจ้าเอาเงินจากที่ไหนไปซื้อมามากมายขนาดนี้?”

“ข้าบอกแล้วไงเจ้าคะว่าข้าเอาของป่าไปขาย” ซูเหมยยิ้มกริ่ม “ข้าโชคดีเจอเห็ดนางฟ้าป่ากอใหญ่ เถ้าแก่เหลาอาหารฝูหลินในเมืองชิมแล้วถูกใจมาก เลยรับซื้อไปทั้งหมด แถมยังให้ราคางามด้วยเจ้าค่ะ”

ต้าไห่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะลั่นด้วยความภูมิใจ “ฮ่าๆๆ เสี่ยวเหมยของเราเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียว รู้จักเอาตัวรอดแถมยังหาเงินได้เก่งกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก พี่ดีใจกับเจ้าด้วยจริงๆ”

แต่แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย “แต่เจ้าต้องระวังตัวให้ดีนะ การเข้าไปหาของป่าเพียงลำพังมันอันตรายมาก หากวันไหนจะเข้าป่าอีกล่ะก็ มาบอกพี่ พี่จะให้ยืมหน้าไม้ไปป้องกันตัว”

“ขอบพระคุณพี่ต้าไห่มากเจ้าค่ะ ข้าจะระวังตัวให้ดี” ซูเหมยรับคำอย่างว่าง่าย

“เสี่ยวเหมยเอ๊ย เจ้าเป็นเด็กกตัญญูและมีน้ำใจ พี่รับน้ำใจของเจ้าไว้ก็แล้วกัน แต่คราวหน้าไม่ต้องแบ่งมาให้พี่แล้วนะ เก็บไว้ให้น้องๆ กินเถอะ พวกเขากำลังโต” เยว่ชิงลูบแก้มเด็กหญิงอย่างอ่อนโยน “เอ้อ จริงสิ พี่เห็นเสื้อผ้าของซูหมิงกับซูหลินขาดวิ่นหมดแล้ว พรุ่งนี้เจ้าเอามาให้พี่สิ พี่จะช่วยปะชุนให้ พี่พอจะมีเศษผ้าฝ้ายผืนเก่าๆ เหลืออยู่บ้าง”

“ขอบพระคุณพี่เยว่ชิงเจ้าค่ะ” ซูเหมยโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้งใจ น้ำใจของเพื่อนบ้านคู่นี้ช่างหาได้ยากยิ่งในยุคสมัยที่ทุกคนต่างต้องเอาตัวรอด

ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) ท้องฟ้ามืดสนิท พระจันทร์ครึ่งดวงลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว เสียงแมลงกลางคืนดังระงมเป็นจังหวะ

ภายในกระท่อมหลังน้อย ซูหมิงและซูหลินนอนหลับสนิทไปแล้วด้วยความอิ่มหนำสำราญ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้ายามหลับใหล เป็นเครื่องยืนยันว่าค่ำคืนนี้พวกเขาไม่ต้องตื่นขึ้นมาร้องไห้เพราะความหิวโหยอีกต่อไป

ซูเหมยนั่งพิงผนังดินอยู่ข้างเตียง นางล้วงเอาถุงผ้าใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ เทเหรียญทองแดงที่เหลืออยู่ลงบนฝ่ามือ

หนึ่ง สอง สาม แปดอีแปะ

หญิงสาวลอบถอนหายใจ แม้หน้าชื่นตาบานแต่ในใจนางรู้ดีว่า สถานการณ์ของพวกนางยังไม่ปลอดภัยอย่างแท้จริง เงินแปดอีแปะซื้อซาลาเปาได้แค่สี่ลูก ไม่เพียงพอที่จะประทังชีวิตไปได้ตลอดรอดฝั่ง ยิ่งไปกว่านั้น ลมหนาวที่เริ่มพัดแรงขึ้นทุกวันเป็นสัญญาณเตือนว่า ‘ฤดูเหมันต์’ กำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้า

กระท่อมผุพังหลังนี้ที่มีรูโหว่รอบด้าน ไม่มีทางต้านทานพายุหิมะได้แน่ เสื้อผ้ากันหนาว ฟืนไฟ และเสบียงกักตุน ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการจัดเตรียม

“การขายเห็ดป่ากับผักป่ามันไม่แน่นอน ฤดูหนาวมาถึงพืชพรรณก็จะตายหมด ส่วนลอบดักปลา หากน้ำกลายเป็นน้ำแข็งก็ใช้งานไม่ได้” ซูเหมยพึมพำกับตัวเอง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด

นางต้องการแหล่งรายได้ที่มั่นคงกว่านี้ สินค้าที่สามารถเก็บไว้ได้นานและเป็นที่ต้องการของตลาด

ใช่แล้ว การถนอมอาหาร

ความรู้ด้านคหกรรมศาสตร์สว่างวาบขึ้นมาในหัว ในยุคที่ไม่มีตู้เย็น อาหารตากแห้ง อาหารหมักดอง และผลไม้กวน เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการอย่างมากเพื่อใช้เป็นเสบียงในฤดูหนาว หากนางสามารถหาวัตถุดิบป่ามาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ล่ะก็ การหาเงินก้อนใหญ่มาซ่อมบ้านก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป

“พรุ่งนี้เช้า ข้าจะลองเข้าป่าลึกขึ้นอีกนิด เผื่อจะเจอผลไม้ป่าหรือสมุนไพรที่เอามาทำของกวนหรือของดองได้” ซูเหมยวางแผนการในใจ สายตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและประกายแห่งความหวัง

เด็กหญิงกวาดเหรียญอีแปะเก็บใส่ถุงผ้า ซุกไว้ใต้หมอนฟางอย่างมิดชิด ก่อนจะล้มตัวลงนอนเคียงข้างน้องๆ ดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมร่าง แม้ความหนาวเย็นจะยังคงลอยวนอยู่รอบตัว แต่วันพรุ่งนี้จะต้องอบอุ่นกว่าวันนี้อย่างแน่นอน.
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel