บท
ตั้งค่า

บทที่ 3: กับดักไม้ไผ่และน้ำแกงปลาสีขาวนวล

แสงแดดยามเช้าสาดส่องลอดผ่านรอยแยกของหลังคากระท่อมลงมากระทบเปลือกตา ซูเหมยลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สดชื่นกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด แม้ร่างกายจะยังคงซูบผอมและเล็กจ้อย ทว่าพละกำลังกลับฟื้นคืนมาไม่น้อย ต้องขอบคุณคาร์โบไฮเดรตจากมันป่าและโปรตีนจากเห็ดนางฟ้าในมื้อเย็นวานนี้ที่ช่วยชุบชีวิตร่างที่ใกล้จะแหลกสลายนี้ให้กลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง

นางหันไปมองก้อนแป้งน้อยทั้งสองที่ยังคงนอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าพวกเขาหลับสบายเพียงใด ซูเหมยยิ้มบางๆ ค่อยๆ ลุกจากเตียงเตาอย่างเงียบเชียบ วันนี้นางมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จ นั่นคือการหา ‘เนื้อสัตว์’ มาบำรุงร่างกายให้น้องๆ

หลังจากจัดการต้มมันป่าที่เหลืออีกหนึ่งหัวผสมกับเห็ดป่าไว้เป็นมื้อเช้าให้เด็กๆ ซูเหมยก็เดินถือมีดตัดฟืนขึ้นสนิมเขรอะออกจากบ้าน ตรงไปยังรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ที่กั้นระหว่างบ้านของนางกับบ้านของพี่ต้าไห่

“พี่ต้าไห่เจ้าคะ พี่ต้าไห่อยู่หรือไม่เจ้าคะ” นางชะเง้อคอเรียกเสียงใส

ไม่นานนัก ประตูบ้านก็เปิดออก ชายหนุ่มร่างกำยำเดินเช็ดเหงื่อที่หน้าผากออกมา เขากำลังผ่าฟืนอยู่หลังบ้าน พอเห็นว่าเป็นซูเหมย รอยยิ้มอบอุ่นก็ปรากฏบนใบหน้า “อ้าว เสี่ยวเหมย ตื่นแต่เช้าเชียว ร่างกายของเจ้าดีขึ้นแล้วหรือ มีอะไรให้พี่ช่วยหรือไม่?”

ซูเหมยพยักหน้ารับ “ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ พี่ต้าไห่ ข้าอยากรบกวนยืมแรงท่านสักหน่อย รบกวนท่านช่วยตัดไม้ไผ่ลำขนาดย่อมๆ หลังบ้านให้ข้าสักลำได้หรือไม่เจ้าคะ มีดของข้ามันทื่อและขึ้นสนิมจนฟันอะไรไม่เข้าแล้ว” นางชูมีดตัดฟืนสภาพดูไม่จืดในมือให้เขาดู

ต้าไห่หัวเราะเบาๆ “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง นึกว่าอะไร ว่าแต่เจ้าเอาไม้ไผ่ไปทำอะไรหรือ จะเอาไปซ่อมรั้วหรือ? ให้พี่ซ่อมให้ดีกว่าไหม”

“เปล่าเจ้าค่ะ ข้า ข้าแค่อยากจะเอามาสานของเล่นให้หมิงเอ๋อร์กับหลินเอ๋อร์แก้เบื่อน่ะเจ้าค่ะ” ซูเหมยหาข้ออ้างที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด นางยังไม่อยากบอกใครเรื่องที่ดักปลาจนกว่าจะทำสำเร็จ

“ได้สิ รอประเดี๋ยวเดียว” ต้าไห่หมุนตัวเดินไปหลังบ้าน เพียงครู่เดียวเขาก็แบกไม้ไผ่สีเขียวสดขนาดเท่าแขนผู้ใหญ่ลำหนึ่งเดินกลับมา เขายังใจดีช่วยผ่าไม้ไผ่ออกเป็นซีกๆ ให้ตามคำขอของเด็กหญิง เพื่อให้นางนำไปสานต่อได้ง่ายขึ้น

“ขอบคุณพี่ต้าไห่มากเจ้าค่ะ” ซูเหมยรับซีกไม้ไผ่มาด้วยดวงตาเป็นประกาย โค้งศีรษะให้อย่างนอบน้อมก่อนจะหอบหิ้วสมบัติล้ำค่ากลับเข้าบ้าน

เมื่อกลับมาถึง ซูหมิงและซูหลินก็ตื่นพอดี ซูเหมยจัดการตักมื้อเช้าให้น้องๆ กินจนอิ่มหนำ จากนั้นนางก็มอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ ให้ซูหมิง คือการพาน้องสาวไปเดินเก็บกิ่งไม้แห้งรอบๆ บริเวณลานบ้านเพื่อนำมาทำเป็นฟืน เด็กชายรับคำอย่างแข็งขัน รู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือพี่สาว

ส่วนซูเหมยนั้น นางนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน เริ่มต้นกระบวนการสร้าง ‘ลอบดักปลา’ ด้วยความรู้ที่ติดตัวมาจากยุคปัจจุบัน นางใช้มีดทื่อๆ ค่อยๆ เหลาซีกไม้ไผ่ให้เป็นเส้นตอกขนาดเล็ก แม้จะทุลักทุเลและถูกเสี้ยนไม้ตำมือไปบ้าง แต่ความมุ่งมั่นก็ทำให้นางไม่ย่อท้อ

นางนำเส้นตอกไม้ไผ่มาสานขัดกันเป็นทรงกระบอกยาวๆ ด้านหนึ่งปิดทึบ ส่วนอีกด้านหนึ่งสานเป็นรูปกรวยปากแตรที่บีบแคบเข้าไปด้านใน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ปลาว่ายเข้าไปกินเหยื่อได้ แต่ว่ายสวนทางกลับออกมาไม่ได้ ใช้เวลาไปเกือบสองชั่วยาม (ประมาณ 4 ชั่วโมง) ลอบดักปลาขนาดกะทัดรัดก็เสร็จสมบูรณ์

“เสร็จสักที” ซูเหมยปาดเหงื่อที่หน้าผาก รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้ามอมแมม

นางจัดการขุดไส้เดือนตัวอวบอ้วนหลังบ้านมาสับเป็นชิ้นๆ ผสมกับเศษมันป่าต้มสุกที่เหลือติดก้นหม้อ ขยำรวมกันจนเป็นก้อนเหนียวๆ เพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อ จากนั้นก็คว้าตะกร้าสะพายหลังและลอบดักปลา มุ่งหน้าสู่ลำธารท้ายหมู่บ้านทันที

น้ำในลำธารยังคงใสไหลเย็น ซูเหมยเดินเลียบตลิ่งเพื่อหาจุดที่น้ำไหลไม่เชี่ยวมากนักและมีโขดหินบัง เมื่อพบทำเลที่เหมาะสม นางก็ถอดรองเท้าฟาง ค่อยๆ ก้าวลงไปในน้ำที่เย็นเฉียบจนขนลุกซู่ นางนำเหยื่อใส่ลงไปในลอบดักปลา แล้ววางลอบลงใต้น้ำโดยหันปากกรวยรับกับกระแสน้ำ จากนั้นก็หาก้อนหินขนาดพอเหมาะมาวางทับและกั้นซ้ายขวา เพื่อบีบเส้นทางให้น้องปลาทั้งหลายต้องว่ายพุ่งตรงเข้าไปในลอบของนางเท่านั้น

“เอาล่ะ ขอให้สวรรค์เมตตา ส่งปลาตัวอ้วนๆ มาให้ข้าสักสองสามตัวด้วยเถิด” นางยกมือไหว้ฟ้าดินอย่างอารมณ์ดี

ระหว่างที่รอให้ปลาติดกับดัก ซูเหมยก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า นางเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าชั้นนอกอีกครั้ง วันนี้นางโชคดีพบกับ ‘กุยช่ายป่า’ กอใหญ่ที่ขึ้นอยู่ริมชื้น นางรีบตัดมันใส่ตะกร้า กุยช่ายป่ามีกลิ่นฉุนเฉพาะตัวแต่ก็เป็นผักที่ช่วยดับคาวปลาได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังเก็บเห็ดนางฟ้าและมันป่าเพิ่มได้อีกพอสมควร

เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามเว่ย (13.00 - 14.59 น.) ซูเหมยคาดเดาว่าเวลาน่าจะผ่านไปนานพอสมควรแล้ว จึงเดินกลับมาที่ลำธาร หัวใจของเด็กหญิงเต้นตึกตักด้วยความลุ้นระทึก นางค่อยๆ ก้าวลงไปในน้ำ มือเล็กเอื้อมไปยกไหดักปลาขึ้นมา

ตู้ม พึ่บพั่บๆๆ

ทันทีที่ลอบพ้นผิวน้ำ เสียงดิ้นรนของสิ่งมีชีวิตภายในก็ดังขึ้น น้ำแตกกระจายกระเซ็นใส่ใบหน้าของซูเหมย น้ำหนักที่หน่วงมือทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงปนดีใจสุดขีด

“สวรรค์ ติดกับจริงๆ ด้วย”

ภายในลอบไม้ไผ่ที่สานอย่างหยาบๆ ปรากฏร่างของปลาหลีฮื้อตัวอวบอ้วนขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ถึงสี่ตัว พวกมันกำลังดิ้นกระแด่วๆ เบียดเสียดกันอยู่ด้านใน เกล็ดสีเงินสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ

ซูเหมยรีบหอบลอบดักปลาวิ่งขึ้นฝั่ง นางจัดการเทปลาทั้งสี่ตัวลงในตะกร้าสะพายหลัง เด็ดใบไม้ใบหญ้ามาปิดทับอำพรางสายตาผู้คนอย่างมิดชิด ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักหายเป็นปลิดทิ้ง นางแทบจะกระโดดโลดเต้นกลับบ้าน

เมื่อกลับถึงกระท่อม ซูหมิงและซูหลินที่นั่งเล่นเศษไม้อยู่หน้าบ้านก็วิ่งเข้ามารับ ทันทีที่ซูเหมยเปิดใบไม้ออกให้ดูผลงาน เด็กน้อยทั้งสองก็ตาโตเท่าไข่ห่าน

“ปลา พี่ใหญ่จับปลามาได้ ตัวใหญ่มากๆ เลยขอรับ” ซูหมิงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น

“ชู่ว เบาๆ สิหมิงเอ๋อร์ เดี๋ยวคนอื่นมาได้ยินเข้า” ซูเหมยรีบยกมือจุ๊ปาก ยิ้มอย่างมีเลศนัย “วันนี้พี่ใหญ่จะทำน้ำแกงปลาแสนอร่อยให้พวกเจ้ากินจนพุงกางไปเลย ดีหรือไม่?”

“ดีขอรับ / หม่ำๆ จาหม่ำปลา” สองพี่น้องกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

การทำอาหารจำพวกปลาในยุคโบราณนั้น หากไม่ใช่เหลาอาหารใหญ่ๆ ในเมือง ชาวบ้านทั่วไปมักจะทำออกมาแล้วมีกลิ่นคาวจัดจนแทบกลืนไม่ลง เพราะพวกเขาไม่รู้วิธีจัดการกับเส้นคาวปลา ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับซูเหมย

นางจัดการตักน้ำจากโอ่งมาล้างปลาให้สะอาด ใช้สันมีดทื่อๆ ขอดเกล็ดออกจนหมดจด ผ่าท้องควักไส้และเครื่องในที่ขมทิ้งไป และขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือนางใช้ปลายมีดกรีดเบาๆ ตรงข้างลำตัวปลา ดึงเอา ‘เส้นคาวสีขาว’ เส้นเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อปลาออกมาทิ้ง และขูดเอาเยื่อสีดำที่บุอยู่ภายในช่องท้องออกจนหมดเกลี้ยง นี่คือเคล็ดลับก้นครัวจากศตวรรษที่ 21 ที่จะทำให้ปลาไร้กลิ่นคาวกวนใจ

เมื่อทำความสะอาดปลาเสร็จสิ้น นางก็นำปลาสองตัวมาบั้งเตรียมต้ม ส่วนอีกสองตัวที่เหลือนางนำไปหมักเกลือทิ้งไว้เพื่อถนอมอาหาร

ซูเหมยจุดไฟในเตา นำมันหมูแผ่นบางๆ ที่แอบซ่อนเจอในกระปุกเครื่องปรุงของบ้าน ซึ่งคาดว่าเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ท่านลุงไม่ได้เอาไปเพราะมันเล็กมาก ลงไปเจียวในหม้อจนน้ำมันเยิ้มออกมา จากนั้นนางก็นำปลาที่เตรียมไว้ลงไปทอดจนหนังเริ่มตึงและส่งกลิ่นหอมกรุ่น การทอดปลาก่อนนำไปต้มจะทำให้น้ำแกงมีสีขาวนวลและรสชาติเข้มข้นขึ้น

เมื่อปลาเริ่มได้ที่ นางก็เติมน้ำสะอาดลงไปจนท่วมตัวปลา ใส่กุยช่ายป่าและผักชีล้อมที่หั่นเตรียมไว้ตามลงไป ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ปิดฝาหม้อแล้วปล่อยให้น้ำแกงเดือดพล่าน

เพียงไม่นาน กลิ่นหอมฟุ้งของน้ำแกงปลาก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งกระท่อม มันเป็นกลิ่นหอมหวานของเนื้อปลาสดๆ ผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรป่าที่ยั่วน้ำลายจนซูหมิงต้องกลืนน้ำลายดังอึกๆ

ซูเหมยเปิดฝาหม้อออก ควันสีขาวลอยพวยพุ่ง น้ำแกงในหม้อเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลราวกับน้ำนม กลิ่นคาวปลาที่หลายคนเกรงกลัวนั้นไม่มีอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

“สุกแล้วล่ะ” ซูเหมยยิ้มกว้าง นางจัดการตักน้ำแกงและเนื้อปลาชิ้นโตใส่ชามสามใบให้ตัวเองและน้องๆ ทว่าก่อนที่นางจะลงมือทาน นางได้ตักน้ำแกงปลาพร้อมเนื้อปลาอีกครึ่งตัว ใส่ลงในชามดินเผาใบใหญ่ที่สะอาดสะอ้านอีกใบหนึ่ง

“หมิงเอ๋อร์ หลินเอ๋อร์ พวกเจ้ารอพี่ประเดี๋ยวเดียวนะ พี่จะเอาสิ่งนี้ไปให้พี่ต้าไห่กับพี่เยว่ชิงก่อน” ซูเหมยบอกน้องๆ

เมื่อวานนี้ หากไม่ได้น้ำข้าวของพี่เยว่ชิง น้องๆ ของนางอาจจะทนความหิวไม่ไหวไปแล้ว ในเมื่อวันนี้มีของอร่อย ซูเหมยจึงไม่ลืมที่จะตอบแทนบุญคุณ

นางประคองชามน้ำแกงปลาเดินไปที่ริมรั้ว ชะเง้อคอเรียกเพื่อนบ้าน “พี่เยว่ชิงเจ้าคะ พี่เยว่ชิง”

หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเดินออกมาจากห้องครัว พอเห็นซูเหมยถือชามที่มีควันลอยกรุ่นมาด้วยก็ทำหน้างุนงง “เสี่ยวเหมย มีอะไรหรือจ๊ะ แล้วนั่น กลิ่นหอมอะไรกัน”

“ข้าเอาสิ่งนี้มาตอบแทนน้ำใจของพี่เยว่ชิงกับพี่ต้าไห่เมื่อวานเจ้าค่ะ มันคือน้ำแกงปลาป่า ข้าบังเอิญจับมาได้” ซูเหมยยื่นชามส่งให้

เยว่ชิงรับชามมาด้วยความตกตะลึง นางมองน้ำแกงสีขาวนวลและเนื้อปลาอวบอ้วนในชามตาค้าง “ปลาหรือ แต่เสี่ยวเหมย ปลาพวกนี้มันคาวมากนะ แล้วทำไมน้ำแกงของเจ้าถึงมีสีขาวนวลเช่นนี้ แถมกลิ่น กลิ่นยังหอมมาก ไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด”

“ข้ามีเคล็ดลับวิชาที่ท่านแม่เคยสอนไว้น่ะเจ้าค่ะ รับรองว่าอร่อยและไม่คาวแน่นอน พี่เยว่ชิงลองชิมดูสิเจ้าคะ ถือเป็นการขอบคุณจากใจของพวกเราสามพี่น้อง” ซูเหมยอ้างถึงมารดาที่ล่วงลับไปแล้วเพื่อปัดความสงสัย

“เด็กโง่ พวกเจ้าอดอยากกันมาตั้งหลายวัน มีของดีเช่นนี้ทำไมไม่เก็บไว้กินเองเล่า พี่รับไว้ไม่ได้หรอก” เยว่ชิงทำท่าจะส่งคืน

“รับไว้เถอะเจ้าค่ะ ในหม้อที่บ้านยังมีอีกเยอะเลย หากท่านไม่รับ ข้าคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่ๆ” ซูเหมยทำตาปริบๆ ออดอ้อนจนเยว่ชิงใจอ่อน

“เอาเถอะๆ ถือซะว่าพี่ชิมฝีมือเจ้าก็แล้วกัน ขอบใจมากนะเสี่ยวเหมย” เยว่ชิงยิ้มอย่างอ่อนโยน ลูบหัวเด็กหญิงด้วยความเอ็นดู

ซูเหมยเดินกลับมาที่กระท่อมด้วยความเบิกบานใจ ทันทีที่นั่งลงประจำที่ มื้ออาหารแห่งความสุขก็เริ่มต้นขึ้น เนื้อปลาหลีฮื้อนุ่มละมุนแทบจะละลายในปาก น้ำแกงสีขาวนวลรสชาติหวานกลมกล่อม ซดแล้วคล่องคอชื่นใจ ซูหมิงและซูหลินกินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มพองลม ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องก้างเพราะซูเหมยได้เลาะก้างชิ้นใหญ่ออกให้หมดแล้ว

“อร่อยที่สุดในโลกเลยขอรับพี่ใหญ่” ซูหมิงเงยหน้าขึ้นมาชมเชยพร้อมรอยยิ้มกว้างที่เลอะไปด้วยคราบน้ำแกง

“หม่ำๆ อร่อย” ซูหลินยกชามขึ้นซดจนหยดสุดท้าย

ซูเหมยมองภาพน้องๆ ที่กินอิ่มจนพุงกาง พลางลูบท้องของตัวเองที่บัดนี้ได้รับสารอาหารดีๆ เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ

นี่สิถึงจะเรียกว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีของอร่อยให้กิน มีน้องๆ ที่น่ารัก มีเพื่อนบ้านที่ดี ก้าวต่อไปก็คือการหาเงินมาซ่อมหลังคารั่วๆ นี่ให้ได้

เด็กหญิงวัยสิบขวบแอบวางแผนการค้าในใจอย่างเงียบๆ พรุ่งนี้นางจะนำปลาและของป่าที่เหลือเข้าไปลองขายในตัวอำเภอ หากโชคดี ถุงเงินเหรียญอีแปะถุงแรกในโลกนิยายแห่งนี้ จะต้องตกเป็นของนางอย่างแน่นอน
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel