บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6: กับดักทำงานผลดีเยี่ยม และน้ำใจที่หวนคืน

ยามอิ๋น (03.00 – 04.59 น.) ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านชิงสุ่ยยังคงถูกห่มคลุมด้วยผืนฟ้าสีหมึก มวลอากาศเย็นเยียบของช่วงปลายฤดูร่วงแทรกซึมผ่านรอยแยกของผนังดินเข้ามาภายในกระท่อมหลังน้อย ทว่าความหนาวเย็นในเช้าวันนี้กลับไม่อาจทำลายความมุ่งมั่นที่กำลังลุกโชนอยู่ในใจของเด็กหญิงวัยสิบขวบได้เลย

ซูเหมยลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความสลัว ร่างกายที่เคยปวดเมื่อยและอ่อนล้าราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ในวันแรกที่ทะลุมิติมา บัดนี้เริ่มมีเรี่ยวแรงและกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ร่างกายจะยังคงผ่ายผอม ทว่าสารอาหารจากมันป่าและน้ำแกงเห็ดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก็เปรียบเสมือนหยาดฝนที่ชโลมลงบนผืนดินที่แห้งแล้ง ช่วยต่อลมหายใจให้ร่างเล็กๆ นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

นางขยับตัวลุกจากเตียงเตาอย่างแผ่วเบาที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนก้อนแป้งน้อยทั้งสองที่กำลังนอนหลับสนิท ซูหมิงและซูหลินนอนขดตัวซุกกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าพวกเขาหลับสบายเพียงใด ซูเหมยดึงชายผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าอกให้น้องๆ อย่างทะนุถนอม ก่อนจะก้าวเท้าลงจากเตียง

หลังจากจุดไฟในเตาครัวและต้มน้ำอุ่นสำหรับดื่มเพื่อไล่ความหนาวเย็น ซูเหมยก็คว้าตะกร้าสะพายหลังใบเก่าและมีดตัดฟืนที่ขึ้นสนิม มุ่งหน้าออกจากกระท่อมตรงไปยังป่าท้ายหมู่บ้านทันที

เป้าหมายของนางในเช้าวันนี้มีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ ‘ลอบดักปลา’ ที่นางนำไปวางทิ้งไว้ในลำธารเมื่อวานเย็น

การเดินฝ่าความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัวๆ ส่องนำทางไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ซูเหมยอาศัยความทรงจำและสัญชาตญาณค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามแนวชายป่า เสียงน้ำไหลรินกระทบโขดหินดังแว่วมาแต่ไกล เป็นสัญญาณบ่งบอกว่านางใกล้ถึงจุดหมายแล้ว

เมื่อมาถึงริมลำธาร ซูเหมยรีบวางตะกร้าลงบนพื้นหญ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้าง อากาศริมน้ำเย็นยะเยือกจนลมหายใจพ่นออกมาเป็นควันสีขาว นางถอดรองเท้าฟางออก ค่อยๆ ก้าวเท้าเปลือยเปล่าลงไปในน้ำที่เย็นเฉียบจนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง

“สวรรค์ เย็นจนกระดูกแทบแข็งเลย” นางพึมพำเบาๆ พลางกอดอกตัวเองแน่น

ทว่าความหนาวเย็นก็มลายหายไปในพริบตา เมื่อสายตาของนางเพ่งมองฝ่าความสลัวไปยังโขดหินที่นางวางลอบดักปลาเอาไว้ ลอบไม้ไผ่ที่สานอย่างหยาบๆ กำลังสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรงตามแรงดิ้นของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายใน น้ำรอบๆ ลอบกระเซ็นเป็นวงคลื่น บ่งบอกถึงความโกลาหลที่เกิดขึ้นด้านใน

หัวใจของซูเหมยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นสุดขีด นางรีบก้าวลุยน้ำเข้าไปหา เอื้อมมือทั้งสองข้างจับที่ตัวลอบไม้ไผ่ ทันทีที่ออกแรงยก นางก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

หนัก... หนักมาก

น้ำหนักที่หน่วงมือจนเด็กหญิงวัยสิบขวบแทบจะยกไม่ขึ้นนั้น เกินความคาดหมายของนางไปมาก ซูเหมยต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กัดฟันออกแรงฮึดเฮือกสุดท้าย ยกไหดักปลาให้พ้นจากผิวน้ำ

ซ่า พึ่บพั่บๆๆ

เสียงน้ำแตกกระจายพร้อมกับเสียงดิ้นรนของฝูงปลาดังสนั่นหวั่นไหว ซูเหมยหอบลอบไม้ไผ่วิ่งขึ้นฝั่งอย่างทุลักทุเล ทันทีที่วางมันลงบนพื้นดิน แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณที่เริ่มสาดส่องลงมา ก็เผยให้เห็นผลงานชิ้นเอกที่อยู่ภายใน

ในลอบดักปลาขนาดกะทัดรัด อัดแน่นไปด้วยปลาหลีฮื้อตัวอวบอ้วนขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ถึงเจ็ดตัว นอกจากนี้ยังมีปลาจี้ฮื้ออีกห้าหกตัว และกุ้งฝอยน้ำจืดตัวโตๆ อีกเกือบกำมือที่ติดร่างแหเข้ามาด้วย เกล็ดสีเงินสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายระยิบระยับบาดตา

“ทะ.... ทำได้แล้ว รวยแล้วพวกเรา”

ซูเหมยแทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจสุดขีด รอยยิ้มกว้างฉีกไปถึงจดหู ความเหนื่อยล้าและความหนาวเย็นหายเป็นปลิดทิ้ง ภูมิปัญญาจากโลกยุค 2026 ที่นางนำมาประยุกต์ใช้กับไม้ไผ่และเถาวัลย์ธรรมดาๆ ทำงานได้ผลดีเยี่ยมเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ การออกแบบปากลอบให้เป็นรูปกรวยบีบแคบ และการใช้เหยื่อล่อที่มีกลิ่นคาวผสมมันป่าดึงดูดปลาภูเขาที่หิวโหยในฤดูใบไม้ร่วงได้อย่างชะงัดนัก

นางรีบดึงจุกไม้ที่ปิดก้นลอบออก เทปลาทั้งหมดลงในตะกร้าสะพายหลังอย่างระมัดระวัง ปลาตัวใหญ่ดิ้นกระแด่วๆ จนตะกร้าสั่น ซูเหมยรีบเด็ดใบตองป่าและกิ่งไม้ใบหญ้าแถวนั้นมาปิดทับด้านบนตะกร้าอย่างมิดชิด เพื่ออำพรางสายตาผู้คน หากมีชาวบ้านคนใดมาเห็นความมั่งคั่งนี้เข้า คงไม่แคล้วเกิดความอิจฉาริษยาและสร้างปัญหาให้นางเป็นแน่

ซูเหมยสะพายตะกร้าที่บัดนี้หนักอึ้งไปด้วยเสบียงโปรตีนชั้นยอด เดินย่ำเท้ากลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโตราวกับลูกโป่ง นางไม่ได้เพียงแค่ได้อาหารมื้อใหญ่ แต่นางเห็นช่องทางในการสร้างรายได้ที่มั่นคงแล้ว

เมื่อกลับมาถึงกระท่อม ท้องฟ้าก็สว่างเต็มที่แล้ว ซูเหมยผลักประตูรั้วไม้ออก ก็เห็นซูหมิงกำลังจูงมือซูหลินเดินเตาะแตะออกมาจากห้องนอนพอดี เด็กชายวัยห้าขวบใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้น้องสาวอย่างทะนุถนอม ช่างเป็นภาพที่ทำให้คนมองรู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ

“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว” ซูหมิงร้องตะโกนด้วยความดีใจ รีบวิ่งเข้ามารับตะกร้าจากหลังพี่สาว “อึ้ก ทำไมวันนี้ตะกร้าหนักจังเลยขอรับ พี่ใหญ่ได้อะไรมาหรือ?”

“พี่ใหญ่ หลินเอ๋อร์หิวๆ” ก้อนแป้งน้อยวัยสามขวบวิ่งมากอดขาซูเหมย เงยหน้ามองด้วยตาแป๋วแหวว

ซูเหมยยิ้มกว้าง วางตะกร้าลงกลางลานบ้าน “หมิงเอ๋อร์ หลินเอ๋อร์ ลองทายดูสิว่าวันนี้พี่ใหญ่เอาอะไรกลับมาให้พวกเจ้า”

เด็กน้อยทั้งสองชะโงกหน้ามองตะกร้าที่ถูกปิดทับด้วยใบตองป่า ซูหมิงทำจมูกฟุดฟิด “กลิ่นคาวๆ หรือว่าจะเป็นปลาขอรับ พี่ใหญ่จับปลามาได้อีกแล้วหรือ”

“เก่งมาก เปิดดูสิ”

ซูหมิงค่อยๆ เลิกใบตองขึ้น ทันทีที่เห็นฝูงปลาตัวอวบอ้วนดิ้นเบียดเสียดกันอยู่เต็มตะกร้า ดวงตาของเด็กชายก็เบิกกว้างแทบจะถลนออกมานอกเบ้า อ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปได้

“สวรรค์ สะ สวรรค์ พี่ใหญ่ ปลาเยอะแยะไปหมดเลย ตัวใหญ่มากด้วย” ซูหมิงตะโกนลั่นลานบ้าน กระโดดเหยงๆ ด้วยความตื่นเต้น

“ปา... ปาตัวโต” ซูหลินชี้มือไปที่ตะกร้า หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจเมื่อเห็นปลาดิ้นกระพือหาง

“ชู่ว เบาเสียงหน่อยหมิงเอ๋อร์ เดี๋ยวคนอื่นมาได้ยินเข้า” ซูเหมยรีบยกมือจุ๊ปาก แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “วันนี้เราจะกินน้ำแกงปลากันให้อิ่มพุงกางไปเลย และพี่จะเอาปลาบางส่วนไปหมักเกลือเก็บไว้เป็นเสบียงหน้าหนาวด้วย ดีหรือไม่?”

“ดีขอรับ พี่ใหญ่ของข้าเก่งที่สุดในโลกเลย” ซูหมิงโผเข้ากอดเอวพี่สาวแน่น

เพื่อไม่ให้เสียเวลา ซูเหมยรีบลงมือจัดการชำแหละปลาทันที นางเลือกปลาหลีฮื้อตัวที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดออกมาเจ็ดตัว ส่วนปลาจี้ฮื้อตัวเล็กและกุ้งฝอยนางตั้งใจจะเอาไปต้มรวมกันทำเป็นน้ำซุปใส

ทักษะการทำอาหารจากยุคปัจจุบันถูกนำมาใช้อย่างคล่องแคล่ว ซูเหมยใช้สันมีดขอดเกล็ดปลาจนสะอาด ผ่าท้องควักไส้และเครื่องในออก และที่สำคัญที่สุดคือนางใช้ปลายมีดกรีดเบาๆ ตรงสีข้างของปลา ดึงเอา ‘เส้นคาวสีขาว’ ออกมาจนหมดจด พร้อมกับขูดเยื่อสีดำในช่องท้องทิ้งไป นี่คือเคล็ดลับก้นครัวที่จะทำให้ปลาแม่น้ำไร้กลิ่นคาวกวนใจ

ซูหมิงรับหน้าที่ตักน้ำจากโอ่งมาช่วยล้างปลาอย่างขะมักเขม้น แม้กลิ่นคาวเลือดจะคลุ้งไปบ้าง แต่สำหรับเด็กที่อดอยากมานาน กลิ่นนี้กลับเป็นกลิ่นหอมของความหวัง

หลังจากทำความสะอาดปลาเสร็จสิ้น ซูเหมยก็คัดเลือกปลาหลีฮื้อตัวอวบอ้วนที่สุดสามตัวออกมา นางใช้เถาวัลย์เหนียวๆ ร้อยเข้าที่เหงือกปลาทั้งสามตัวเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา เนื้อปลาสดๆ สีขาวอมชมพูดูน่ากินยิ่งนัก

“หมิงเอ๋อร์ เจ้าดูแลน้องไปก่อนนะ พี่ใหญ่จะเอาปลาพวกนี้ไปให้พี่ต้าไห่กับพี่เยว่ชิงสักหน่อย” ซูเหมยเอ่ยบอกน้องชาย พลางถือพวงปลาลุกขึ้นยืน

“เอาไปให้ทำไมหรือขอรับ พี่ใหญ่ลำบากตั้งนานกว่าจะจับมาได้” ซูหมิงเอียงคอถามด้วยความเสียดายเล็กน้อยตามประสาเด็ก

ซูเหมยเดินเข้าไปลูบหัวน้องชายอย่างอ่อนโยน “หมิงเอ๋อร์ เจ้าจำวันที่พี่ใหญ่สลบไปได้หรือไม่ วันนั้นเจ้ากับหลินเอ๋อร์ร้องไห้หิวข้าวแทบขาดใจ หากไม่ได้น้ำข้าวอุ่นๆ จากพี่เยว่ชิง พวกเจ้าคงจะแย่ไปแล้ว คนเราเกิดมาต้องรู้จักบุญคุณคน เมื่อยามเราลำบากเขายื่นมือเข้าช่วยเหลือ ยามที่เรามีกิน เราก็ต้องรู้จักแบ่งปันตอบแทน นี่คือน้ำใจที่เงินทองก็ซื้อหาไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”

เด็กชายวัยห้าขวบนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟัง “เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะเป็นเด็กดีที่รู้จักแทนคุณคนเหมือนพี่ใหญ่”

ซูเหมยยิ้มบางๆ ลูบแก้มมอมแมมของน้องชายอีกครั้ง ก่อนจะถือพวงปลาเดินตรงไปยังรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ที่กั้นระหว่างบ้านของนางกับบ้านของพี่ต้าไห่

“พี่ต้าไห่ พี่เยว่ชิงเจ้าคะ อยู่หรือไม่เจ้าคะ” นางชะเง้อคอเรียกเสียงใส

เพียงไม่นาน ประตูบ้านข้างๆ ก็เปิดออก ชายหนุ่มร่างกำยำผิวสีทองแดงเดินเช็ดเหงื่อที่หน้าผากออกมา เขากำลังผ่าฟืนอยู่หลังบ้าน พอเห็นว่าเป็นซูเหมย รอยยิ้มอบอุ่นก็ปรากฏบนใบหน้า ทว่าเมื่อสายตาของเขาเลื่อนลงมาเห็น ‘พวงปลาตัวโต’ ในมือของเด็กหญิง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง

“สวรรค์ เสี่ยวเหมย นั่นเจ้าไปเอาปลาตัวใหญ่ขนาดนี้มาจากไหนกัน” เสียงอุทานของต้าไห่ดังพอที่จะทำให้เยว่ชิงที่กำลังให้อาหารไก่อยู่หลังบ้านต้องรีบเดินตามออกมาดู

“ตายจริง ปลาตัวใหญ่มาก แถมยังดูสดมากอีกด้วย เสี่ยวเหมย เจ้าไปซื้อมาจากในเมืองหรือ? แต่เจ้าไม่มีเงินนี่นา” เยว่ชิงยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ

ซูเหมยยิ้มกริ่ม ยื่นพวงปลาข้ามรั้วไปตรงหน้าคนทั้งสอง “ข้าไม่ได้ซื้อมาเจ้าค่ะ ข้าจับมาเองเมื่อเช้านี้ด้วยกับดักไม้ไผ่ ข้าตั้งใจเลือกตัวที่อ้วนที่สุดสามตัวนี้มามอบให้พี่ต้าไห่และพี่เยว่ชิง เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำข้าวชามนั้น และความเมตตาที่พี่ทั้งสองมีให้พวกเราสามพี่น้องมาตลอดเจ้าค่ะ”

สองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยความตกตะลึงระคนซาบซึ้งใจ ปลาแม่น้ำตัวโตขนาดนี้ หากนำไปขายในตัวอำเภอย่อมได้ราคาไม่ต่ำกว่าสิบอีแปะต่อตัว สำหรับครอบครัวที่ยากจนและเพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นานอย่างพวกเขา การได้กินเนื้อปลาถือเป็นอาหารมื้อหรูที่แทบจะไม่เคยได้สัมผัส

“มะ... ไม่ได้หรอกเสี่ยวเหมย” ต้าไห่รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ปลาพวกนี้มีค่ามาก เจ้าเอาไปทำอาหารบำรุงซูหมิงกับซูหลินเถอะ พวกเขากำลังโต ร่างกายผอมแห้งปานนั้น ต้องการอาหารดีๆ มากกว่าข้ากับพี่เยว่ชิงเสียอีก น้ำข้าวแค่นั้นมันเล็กน้อยมาก พี่รับของกำนัลล้ำค่าเช่นนี้ไว้ไม่ได้หรอก”

“ใช่จ้ะเสี่ยวเหมย เจ้าเก็บไว้กินกับน้องๆ เถอะนะ แค่เจ้ามีน้ำใจนึกถึงพี่ พี่ก็ดีใจมากแล้ว” เยว่ชิงเสริม น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มรื้นขึ้นมาที่หางตา เด็กตัวแค่นี้แต่กลับมีความคิดอ่านและรู้คุณคนยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนในตระกูลซูเสียอีก

ซูเหมยรู้ดีว่าคนยุคนี้หากเป็นคนดีก็มักจะขี้เกรงใจ นางจึงต้องงัดไม้ตายออกมาใช้ “พี่ต้าไห่ พี่เยว่ชิง หากท่านทั้งสองไม่ยอมรับปลาพวงนี้ไว้ ข้าคงจะรู้สึกผิดบาปในใจไปตลอดชีวิต และต่อไปข้าคงไม่กล้าบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากพวกท่านอีกเป็นแน่ รับไว้เถอะนะเจ้าคะ ถือซะว่าให้ข้าได้สบายใจ ในบ้านข้ายังมีปลาเหลืออยู่อีกหลายตัว พอให้หมิงเอ๋อร์กับหลินเอ๋อร์กินจนพุงกางแน่นอนเจ้าค่ะ”

คำพูดที่หนักแน่นและแววตาเว้าวอนของซูเหมย ทำเอาต้าไห่และเยว่ชิงถึงกับพูดไม่ออก สองสามีภรรยาลอบสบตากัน ก่อนที่ต้าไห่จะถอนหายใจยาวๆ แล้วยื่นมือออกมารับพวงปลาไว้ด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย

“เด็กโง่เอ๊ย ในเมื่อเจ้าดื้อดึงถึงเพียงนี้ พี่ก็คงต้องรับไว้” ต้าไห่ลูบหัวซูเหมยด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ “ขอบใจเจ้ามากนะเสี่ยวเหมย ต่อไปนี้หากมีอะไรให้พี่ช่วย ไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เจ้าจงเดินมาบอกพี่ได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

“จริงสิ” เยว่ชิงเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ นางทำท่าทางตื่นเต้น “เสี่ยวเหมย แต่ปลาพวกนี้มันคาวมากเลยนะ พี่เคยลองทำครั้งหนึ่ง คาวจนแทบกลืนไม่ลง เจ้ามีวิธีทำไม่ให้มันคาวหรือไม่?”

ซูเหมยหัวเราะคิกคัก “แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าจัดการดึง ‘เส้นคาวปลา’ ออกให้หมดแล้ว รับรองว่าไม่มีกลิ่นคาวกวนใจแน่นอน เวลาพี่เยว่ชิงทำอาหาร ลองเอาขิงหรือต้นหอมป่าใส่ลงไปดับกลิ่นด้วยสิเจ้าคะ หากนำไปต้มซีอิ๊วหรือย่างไฟอ่อนๆ รับรองว่าเนื้อจะหวานนุ่มอร่อยมากเลยล่ะเจ้าค่ะ”

“เยี่ยมไปเลย วันนี้ข้าจะได้โชว์ฝีมือทำอาหารอร่อยๆ ให้ท่านพี่ต้าไห่กินบ้างแล้ว” เยว่ชิงยิ้มกว้างอย่างมีความสุข “รอประเดี๋ยวนะเสี่ยวเหมย”

หญิงสาวหน้าจิ้มลิ้มวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน เพียงครู่เดียวก็กลับออกมาพร้อมกับห่อผ้าฝ้ายเก่าๆ ห่อหนึ่ง นางยื่นมันให้ซูเหมยข้ามรั้ว

“นี่เป็นเศษผ้าฝ้ายที่พี่เก็บสะสมไว้ แม้จะเก่าไปหน่อย แต่มันก็ยังทนทานและให้ความอบอุ่นได้ดี เจ้าเอาไปใช้ปะชุนเสื้อผ้าให้ซูหมิงกับซูหลินเถอะนะ หน้าหนาวใกล้เข้ามาแล้ว เสื้อผ้าบางๆ ของพวกเจ้าต้านทานลมหนาวไม่ไหวหรอก”

ซูเหมยรับห่อผ้ามาด้วยความซาบซึ้งใจ สิ่งนี้คือสิ่งที่นางต้องการมากที่สุดในตอนนี้ “ขอบพระคุณพี่เยว่ชิงมากเจ้าค่ะ น้ำใจของพวกท่าน ข้าจะไม่มีวันลืมเลย”

เมื่อกลับมาถึงลานบ้าน ซูเหมยก็เริ่มต้นรังสรรค์มื้ออาหารเช้าที่หรูหราที่สุดนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกใบใหม่นี้ นางจุดไฟในเตาเผาจนลุกโชน นำหม้อดินเผาใบเก่าตั้งไฟ ใส่น้ำมันหมูที่เหลืออยู่เพียงก้นกระปุกเล็กน้อยลงไปเจียว ทันทีที่กระทะร้อน นางก็นำปลาหลีฮื้อสองตัวที่บั้งเตรียมไว้ลงไปทอดจนหนังปลาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองและส่งกลิ่นหอมหวน

การทอดปลาก่อนนำไปต้ม เป็นเทคนิคการทำ ‘น้ำแกงปลาสีขาวนวล’ แบบฉบับของชาวจีนโบราณที่ซูเหมยเรียนรู้มาจากโลกยุคก่อน เมื่อปลาเริ่มส่งกลิ่นหอม นางก็เทน้ำร้อนจัดลงไปในหม้อ เสียง ฉ่า ดังสนั่นพร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่งขึ้นมา น้ำเดือดพล่านปะทะกับโปรตีนจากเนื้อปลา ทำให้น้ำแกงเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นราวกับน้ำนมอย่างน่าอัศจรรย์

ซูเหมยใส่เห็ดนางฟ้าป่าที่เหลือลงไป ตามด้วยรากผักชีล้อมป่าเพื่อเพิ่มความหอม ปรุงรสด้วยเกลือเม็ดเล็กน้อย ปิดฝาหม้อเคี่ยวไฟอ่อนๆ เพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15 นาที) กลิ่นหอมหวานของเนื้อปลาผสมผสานกับกลิ่นอายของธรรมชาติป่าเขาก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วกระท่อม ยั่วน้ำลายจนซูหมิงและซูหลินต้องมายืนเกาะขอบประตูครัว กลืนน้ำลายดังเอื๊อกๆ

“เสร็จแล้วจ้ะเด็กๆ ระวังร้อนนะ”

ซูเหมยตักน้ำแกงปลาสีขาวนวลที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมเนื้อปลาชิ้นโตที่เลาะก้างออกจนหมด ใส่ชามดินเผาแจกจ่ายให้น้องๆ ข้าวต้มมันป่าที่หุงไว้เมื่อวานถูกนำมาอุ่นกินคู่กัน

ทันทีที่ซูหมิงซดน้ำแกงเข้าปาก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างเป็นประกายวิบวับ “อื้อฮือ หวาน พี่ใหญ่ มันหวานกลมกล่อมมากเลยขอรับ ไม่มีกลิ่นคาวเหมือนที่ชาวบ้านพูดกันเลยสักนิด เนื้อปลาก็นุ่มละลายในปาก อร่อยที่สุดในชีวิตข้าเลยขอรับ”

“หม่ำๆ หย่อย ปลานุ่มๆ” ซูหลินยกชามขึ้นซดน้ำแกงเสียงดังซวบๆ เลียริมฝีปากที่เปื้อนคราบน้ำแกงสีขาวด้วยความเสียดาย

ซูเหมยมองภาพน้องๆ กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยด้วยรอยยิ้มกว้าง นางคีบเนื้อปลาเข้าปากตัวเองบ้าง ความหวานละมุนและความสดใหม่ของวัตถุดิบ แผ่ซ่านไปทั่วกระพุ้งแก้ม ความอบอุ่นไหลเวียนลงสู่กระเพาะอาหาร ขับไล่ความหนาวเย็นของยามเช้าไปจนหมดสิ้น

ในขณะที่เคี้ยวข้าว ซูเหมยก็ทอดสายตามองออกไปนอกประตูบ้าน แสงแดดสีทองของยามเช้าสาดส่องลงมาอาบไล้ลานบ้านดินที่ว่างเปล่า ทว่าในใจของนางกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและแผนการมากมาย

ปลาที่เหลืออีกสองตัว นางจัดการหมักเกลือไว้ทำปลาแดดเดียวเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ส่วนปลาตัวเล็กๆ และกุ้งฝอย นางตั้งใจจะนำไปตากแห้งทำเป็นเครื่องปรุงรส

ชีวิตในชนบทอันห่างไกล ไร้ซึ่งความสะดวกสบายของโลกยุคใหม่ อาจจะดูลำบากยากแค้นในสายตาคนอื่น แต่สำหรับซูเหมยในตอนนี้ การได้ใช้สองมือและภูมิปัญญาของตนเองในการหาเลี้ยงชีพ การได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ที่ได้กินอิ่มนอนหลับ และการได้มีมิตรภาพที่ดีจากเพื่อนบ้านผู้จริงใจ

และมันก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความสุขบทใหม่ ที่นางจะเป็นคนเขียนมันขึ้นมาด้วยสองมือของนางเอง
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel