บท
ตั้งค่า

บทที่ 4: การค้าครั้งแรกและเงินอีแปะถุงแรก

ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) อากาศยามเช้ายังคงเย็นเยียบ แต่สำหรับซูเหมยแล้ว ความหนาวเย็นในวันนี้ไม่อาจทำลายความกระตือรือร้นที่กำลังลุกโชนอยู่ในอกได้เลย หญิงสาวในร่างเด็กสิบขวบลุกขึ้นจากเตียงเตาอย่างเงียบเชียบ ร่างกายผอมบางของนางเริ่มมีเรี่ยวแรงมากขึ้นกว่าวันแรกที่ทะลุมิติมาอย่างเห็นได้ชัด ต้องขอบคุณอาหารดีๆ สองมื้อที่ผ่านมาที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ร่างกายนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

หลังจากล้างหน้าบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ซูเหมยก็ตรงไปที่มุมครัว นางเปิดฝาชีที่ครอบถ้วยชามดินเผาออก ตรวจดูปลาหลีฮื้อสองตัวที่นางหมักเกลือเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เกลือเม็ดหยาบได้ซึมซาบเข้าสู่เนื้อปลาจนได้ที่ สีของเนื้อปลาเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อและไม่มีกลิ่นคาวเหม็นเน่าแม้แต่น้อย นี่คือ ‘ปลาเค็มแดดเดียว’ ฉบับเร่งด่วนที่นางตั้งใจจะนำไปเป็นสินค้าทดลองขายในวันนี้

ซูเหมยจัดการนำปลาเค็มห่อด้วยใบบัวบกใบใหญ่ที่เก็บมาจากริมลำธารอย่างมิดชิด จากนั้นก็นำเห็ดนางฟ้าป่าที่เหลืออีกกว่าครึ่งตะกร้า และกุยช่ายป่ากำโตที่เด็ดมาสดๆ จัดเรียงลงในตะกร้าสะพายหลังอย่างเป็นระเบียบ โดยเอาใบไม้ปกปิดด้านบนไว้เพื่อไม่ให้ใครเห็นสินค้าก่อนเวลาอันควร

“พี่ใหญ่” เสียงงัวเงียของซูหมิงดังขึ้นจากหน้าประตูห้องนอน เด็กชายขยี้ตาเดินเตาะแตะเข้ามาหา

“หมิงเอ๋อร์ ตื่นเช้าจังเลยลูกผู้ชายคนเก่งของพี่” ซูเหมยยิ้มกว้าง เดินเข้าไปย่อตัวลงลูบหัวน้องชาย “พี่ทำโจ๊กมันป่าใส่เห็ดไว้ให้แล้ว อยู่ในหม้อนะลูก วันนี้พี่ใหญ่จะเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อเอาของป่าไปขาย เจ้าอยู่บ้านดูแลหลินเอ๋อร์ให้ดี ห้ามเปิดประตูให้ใครเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”

“ตัวอำเภอหรือขอรับ แต่ตัวอำเภออยู่ไกลมากเลยนะ ท่านเดินไปคนเดียวจะไหวหรือ” ซูหมิงเบิกตากว้าง แววตาเต็มไปด้วยความกังวล แม้เขาจะเพิ่งห้าขวบ แต่ก็รู้ดีว่าการเดินเท้าเข้าเมืองสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นั้นเหน็ดเหนื่อยเพียงใด

“ไม่ต้องห่วง ร่างกายของพี่แข็งแรงขึ้นมากแล้ว พี่จะรีบไปรีบกลับ” ซูเหมยให้คำมั่น นางบีบแก้มยุ้ยๆ ของน้องชายเบาๆ “รอพี่กลับมานะ วันนี้พี่จะซื้อข้าวสารขาวๆ กับเนื้อหมูอร่อยๆ กลับมาทำให้พวกเจ้ากิน”

คำว่า ‘ข้าวสารขาว’ และ ‘เนื้อหมู’ ทำเอาดวงตาของเด็กชายเป็นประกายวาววับ เขาพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน “ขอรับ ข้าจะดูแลน้องเล็กเอง พี่ใหญ่เดินทางปลอดภัยนะขอรับ”

ซูเหมยสะพายตะกร้าขึ้นหลัง น้ำหนักของมันไม่มากนักสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กสิบขวบที่ขาดสารอาหารก็ถือว่าตึงบ่าเอาเรื่อง นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก้าวเดินออกจากกระท่อมมุ่งหน้าสู่เส้นทางสายหลักของหมู่บ้านชิงสุ่ยที่จะเชื่อมต่อไปยังตัวอำเภอ

การเดินทางด้วยเท้าเปล่าๆ (ที่สวมเพียงรองเท้าฟางสานเก่าๆ) กินเวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม (ประมาณ 2 ชั่วโมง) สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาที่ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้วจนเหลือแต่ตอซังข้าว ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอก ซูเหมยเดินสลับกับหยุดพักเป็นระยะ เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมเต็มหน้าผาก แต่นางก็ไม่ยอมแพ้

ในที่สุด กำแพงหินสีเทาของตัวอำเภอก็ปรากฏแก่สายตา

อำเภอชิงสุ่ยเป็นอำเภอขนาดกลางที่มีความเจริญพอสมควร เนื่องจากเป็นจุดแวะพักของพ่อค้าเร่ที่เดินทางผ่านไปมา ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเมืองเข้ามา เสียงจอแจของผู้คน เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้า และกลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดก็ลอยมากระทบสัมผัส ซูเหมยตื่นตาตื่นใจกับภาพบรรยากาศยุคโบราณที่สมจริงยิ่งกว่าซีรีส์ย้อนยุคเรื่องใดที่เคยดูมา

นางกระชับสายสะพายตะกร้าแน่น เดินลัดเลาะไปตามถนนเส้นหลักเพื่อประเมินตลาด ชาวบ้านส่วนใหญ่นำผักสด ไข่ไก่ หรือฟืนมาวางขายแบกะดินตามข้างทาง แต่ซูเหมยรู้ดีว่า หากนางไปนั่งขายแบบนั้น หนึ่งคือนางไม่มีแผงประจำอาจถูกเจ้าถิ่นไล่ที่ สองคือชาวบ้านทั่วไปคงไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อสินค้าแปลกใหม่อย่างเห็ดนางฟ้าป่าที่พวกเขาคิดว่าเป็นเห็ดพิษ

เป้าหมายของนางไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป แต่เป็น ‘เหลาอาหาร’

ซูเหมยเดินมาหยุดอยู่หน้าอาคารไม้สองชั้นขนาดใหญ่ที่ดูหรูหราที่สุดในย่านนี้ ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามเขียนไว้ว่า ‘เหลาอาหารฝูหลิน’ กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูและเป็ดย่างลอยโชยออกมาจนท้องของนางร้องจ๊อกๆ

นางเดินอ้อมไปที่ประตูหลังของเหลาอาหาร ซึ่งเป็นทางเข้าออกสำหรับส่งวัตถุดิบ ที่นั่นมีชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มกำลังยืนคุมคนงานยกกระสอบข้าวสารอยู่ ท่าทางดูภูมิฐานและมีอำนาจสั่งการ ซูเหมยเดาว่าเขาคงจะเป็นหลงจู๊ (ผู้จัดการ) หรือไม่ก็เถ้าแก่ของร้านแน่ๆ

“เอ่อ ท่านลุงเจ้าคะ” ซูเหมยส่งเสียงเรียกพร้อมกับเดินเข้าไปหาด้วยท่าทีนอบน้อม

ชายร่างท้วมหันมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเด็กหญิงมอมแมมสวมเสื้อผ้าปะชุน คิ้วหนาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เด็กน้อย เจ้ามาผิดที่แล้ว หากจะมาขอทาน ไปรอที่ประตูตรอกด้านโน้น อีกครึ่งชั่วยามคนงานถึงจะนำเศษอาหารที่เหลือไปแจก”

ซูเหมยไม่โกรธที่ถูกมองว่าเป็นขอทาน นางยิ้มหวาน โค้งศีรษะให้อย่างมีมารยาท “เรียนท่านลุง ข้าไม่ได้มาขอทานเจ้าค่ะ ข้าคือพรานป่าตัวน้อยจากหมู่บ้านชิงสุ่ย วันนี้ข้านำของป่าหายากและรสชาติเลิศล้ำมาเสนอขายให้เหลาอาหารของท่านต่างหากเจ้าค่ะ”

คำพูดฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ และท่าทีที่ไม่มีความหวาดกลัวหรือประหม่าของเด็กหญิง ทำให้ ‘เถ้าแก่จิน’ เจ้าของเหลาอาหารฝูหลินถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาโบกมือให้คนงานไปทำงานต่อ แล้วหันมามองนางอย่างเต็มตา

“พรานป่าตัวน้อยงั้นรึ? ช่างกล้าพูดนัก ไหนล่ะของป่าหายากที่เจ้าว่า หากเป็นเพียงผักขมๆ หรือฟืนเปียกๆ ข้าจะให้คนงานโยนเจ้าออกไป” เถ้าแก่จินแกล้งทำเสียงดุเพื่อข่มขวัญ

ซูเหมยปลดตะกร้าลงจากหลังอย่างใจเย็น นางค่อยๆ เปิดใบไม้ที่ปิดทับด้านบนออก เผยให้เห็นกอเห็ดนางฟ้าป่าสีขาวนวลที่ยังคงความสดใหม่และอวบอ้วน ตามด้วยกุยช่ายป่าสีเขียวสดกำโต

“นี่มัน เห็ดพิษสีขาวนี่ เจ้าเด็กบ้า กล้าเอาของมีพิษมาหลอกขายข้าเรอะ” เถ้าแก่จินเบิกตากว้าง ถอยหลังไปครึ่งก้าว

“ช้าก่อนเจ้าค่ะเถ้าแก่ นี่หาใช่เห็ดพิษไม่ แต่มันคือ ‘เห็ดนางฟ้าป่า’ เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศที่สวรรค์ประทานมาให้” ซูเหมยรีบอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เห็ดชนิดนี้หากนำไปตุ๋นกับน้ำซุปกระดูกหมู หรือนำไปผัดกับน้ำมันหอย จะให้รสชาติที่หวานกลมกล่อมและนุ่มละมุนลิ้นยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก มันไม่มีพิษแน่นอนเจ้าค่ะ ข้าและน้องๆ กินประทังชีวิตมาหลายวันแล้ว ท่านดูสิ ข้ายังยืนคุยกับท่านได้สบายดี”

เถ้าแก่จินลังเล เขามองดอกเห็ดที่อวบอิ่มและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวบางอย่างลอยแตะจมูก ในฐานะคนทำธุรกิจร้านอาหาร เขามองหาวัตถุดิบใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าอยู่เสมอ แต่ความเสี่ยงเรื่องเห็ดพิษก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

“ข้าจะเชื่อใจเด็กสิบขวบอย่างเจ้าได้อย่างไร”

ซูเหมยยิ้มกริ่ม นางรู้ว่าต้องเจอกับความคลางแคลงใจนี้ “เช่นนั้น เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ เถ้าแก่ให้พ่อครัวของท่านนำเห็ดดอกนี้ไปต้มในน้ำซุปเพียงเล็กน้อย แล้วให้ข้าเป็นผู้ชิมให้ท่านดูต่อหน้า หากข้ากินแล้วล้มลงไปชักดิ้นชักงอ ท่านก็จับข้าส่งทางการได้เลย แต่หากข้าปลอดภัยและรสชาติของมันอร่อยถูกใจท่าน ท่านต้องรับซื้อของในตะกร้านี้ทั้งหมด ท่านกล้าพิสูจน์หรือไม่เจ้าคะ?”

เถ้าแก่จินลูบเคราตัวเองเบาๆ ความกล้าหาญและไหวพริบของเด็กคนนี้ทำให้เขารู้สึกถูกใจไม่น้อย “ได้ ในเมื่อเจ้ากล้าท้า ข้าก็กล้าลอง อาฝู เอาเห็ดนี่ไปให้พ่อครัวต้มมาถ้วยหนึ่ง”

เวลาผ่านไปเพียงจิบชา (ประมาณ 10-15 นาที) คนงานก็ยกถ้วยน้ำซุปที่มีเห็ดนางฟ้าชิ้นเล็กๆ ลอยอยู่มาให้ กลิ่นหอมหวานของน้ำซุปที่ผสานกับความหอมของเห็ดทำเอาคนงานหลายคนกลืนน้ำลาย

ซูเหมยรับถ้วยมาโดยไม่ลังเล นางตักเห็ดและน้ำซุปเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วกลืนลงไปอย่างเอร็ดอร่อย นางยืนยิ้มแป้นให้เถ้าแก่จินอยู่เกือบหนึ่งเค่อ (15 นาที) ร่างกายก็ยังคงปกติสุขดี ไม่มีอาการหน้ามืดหรือปวดท้องแต่อย่างใด

เถ้าแก่จินเห็นดังนั้นก็อดใจไม่ไหว เขาหยิบตะเกียบอีกคู่มาคีบชิ้นเห็ดที่เหลือในถ้วยเข้าปาก ทันทีที่ฟันขบลงบนเนื้อเห็ดที่นุ่มเด้ง รสชาติหวานละมุนที่แผ่ซ่านออกมากระทบลิ้นก็ทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง

“สวรรค์ อร่อยยิ่งนัก หวานกลมกล่อม ไม่เหนียว ไม่คาว ซ้ำยังดูดซับรสน้ำซุปไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม” เถ้าแก่จินอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น “ยอดเยี่ยม หากนำไปทำเมนูไก่ตุ๋นเห็ดนางฟ้าป่า จะต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ๆ”

เขาหันขวับมามองซูเหมยราวกับนางคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ “เด็กน้อย เห็ดในตะกร้าของเจ้า ข้ารับซื้อทั้งหมด แล้วผักใบเขียวกลิ่นฉุนนี่ล่ะ คือสิ่งใด?”

“นี่คือ ‘กุยช่ายป่า’ เจ้าค่ะ มีสรรพคุณช่วยดับกลิ่นคาวปลาหรือคาวเนื้อสัตว์ได้อย่างชะงัดนัก หากท่านนำไปผัดกับไข่ หรือใส่ในไส้เกี๊ยว จะชูรสชาติให้อร่อยขึ้นไปอีกขั้นเจ้าค่ะ” ซูเหมยนำเสนอสินค้าอย่างฉะฉาน

“ดี รับซื้อหมด อาฝู นำไปชั่งน้ำหนักเดี๋ยวนี้”

ระหว่างที่รอคนงานชั่งน้ำหนัก ซูเหมยก็งัดเอาไม้ตายสุดท้ายออกมา นางหยิบห่อใบบัวบกขึ้นมาแกะออก เผยให้เห็นปลาหลีฮื้อหมักเกลือตัวอวบสองตัว

“เถ้าแก่เจ้าคะ ข้ายังมี ‘ปลาเค็มแดดเดียว’ สูตรลับเฉพาะของตระกูลข้า ข้าจัดการนำเส้นคาวปลาและเยื่อดำในท้องออกจนหมดสิ้น หมักด้วยเกลือตามสัดส่วนที่พอเหมาะ หากท่านนำไปทอดให้กรอบ แล้วกินคู่กับข้าวต้มร้อนๆ หรือนำไปยำกับพริกและหอมแดง รับรองว่าลูกค้าจะต้องติดใจเจ้าค่ะ”

เถ้าแก่จินก้มลงดมกลิ่นปลาเค็ม เขาต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อพบว่ามันไม่มีกลิ่นคาวเหม็นเน่าอย่างปลาตากแห้งทั่วไป แต่กลับมีกลิ่นหอมของเนื้อปลาผสมกับเกลือที่ชวนให้อยากกินข้าวต้มขึ้นมาตงิดๆ

“เจ้าเด็กคนนี้ เจ้ามันตัวนำโชคชัดๆ รู้วิธีจัดการกับคาวปลาด้วยรึนี่ ปลาสองตัวนี้ข้าให้ตัวละสิบอีแปะ เป็นยี่สิบอีแปะ ส่วนเห็ดนั่นชั่งได้สี่จิน (ประมาณ 2 กิโลกรัม) ข้าให้จินละห้าอีแปะ รวมเป็นยี่สิบอีแปะ และกุยช่ายป่านั่นอีกสิบอีแปะ รวมทั้งหมดห้าสิบอีแปะ เจ้าตกลงหรือไม่?”

ห้าสิบอีแปะ สำหรับยุคสมัยที่ซาลาเปาไส้หมูลูกละเพียงสองอีแปะ เงินจำนวนนี้ถือเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับเด็กยากจนอย่างนางเลยทีเดียว

“ตกลงเจ้าค่ะ เถ้าแก่จินช่างยุติธรรมและสายตาแหลมคมยิ่งนัก ขอให้เหลาอาหารของท่านกิจการรุ่งเรือง ค้าขายร่ำรวยนะเจ้าคะ” ซูเหมยโค้งคำนับพร้อมกล่าวคำอวยพรฉอดๆ ทำเอาเถ้าแก่จินหัวเราะร่วนด้วยความชอบใจ

เขาหยิบถุงผ้าใบเล็กบรรจุเหรียญทองแดงห้าสิบเหรียญส่งให้นาง “รับไปเด็กน้อย หากวันหน้าเจ้าหาของป่าแปลกๆ หรือทำปลาเค็มได้อีก ก็นำมาขายให้ข้าที่นี่ได้เลย ข้ายินดีรับซื้อไม่อั้น”

“ขอบพระคุณเถ้าแก่จินเจ้าค่ะ ข้าจะจำไว้” ซูเหมยรับถุงเงินมาซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง หัวใจของนางเต้นแรงด้วยความปีติ นี่คือหยาดเหงื่อแรงกายหยดแรกที่เปลี่ยนเป็นเงินได้สำเร็จ

เมื่อได้เงินมาแล้ว ภารกิจต่อไปคือการช้อปปิ้ง

ซูเหมยเดินออกจากเหลาอาหารด้วยฝีเท้าที่เบาหวิวราวกับจะลอยได้ นางมุ่งหน้าไปยังร้านขายธัญพืชเป็นอันดับแรก นางใช้เงินยี่สิบอีแปะซื้อ ‘ข้าวสารขาว’ ชั้นดีมาหนึ่งจิน (ครึ่งกิโลกรัม) และแป้งสาลีเนื้อละเอียดอีกหนึ่งจิน นี่คือสิ่งอัปยศที่สุดในชีวิตนางก่อนหน้านี้ที่ต้องทนกินแป้งหยาบๆ บาดคอ วันนี้นางจะได้กินข้าวขาวนุ่มๆ แล้ว

จากนั้นนางก็แวะร้านเขียงหมู ซื้อหมูสามชั้นติดมันมาครึ่งจินในราคาแปดอีแปะ เพื่อนำไปเจียวน้ำมันและทำหมูผัดซีอิ๊ว นางยังโชคดีขอปัน ‘กระดูกหมูท่อนใหญ่’ ที่พ่อค้าเตรียมจะโยนทิ้งมาได้ฟรีๆ อีกสองท่อน โดยอ้างว่าจะเอาไปต้มให้สุนัขที่บ้าน ซึ่งความจริงนางจะเอาไปต้มน้ำซุปต่างหาก

เดินถัดไปอีกนิด นางซื้อเกลือเม็ดละเอียดหนึ่งกระปุกเล็ก (ห้าอีแปะ) และน้ำตาลทรายแดงอีกนิดหน่อย (ห้าอีแปะ) เครื่องปรุงรสถือเป็นของมีราคาแพงในยุคนี้ แต่มันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำอาหาร

เงินห้าสิบอีแปะ ร่อยหรอลงไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงสิบสองอีแปะ ซูเหมยเดินผ่านร้านขายขนม นางชะงักเท้าเมื่อเห็น ‘ถังหูลู่’ (ผลไม้เคลือบน้ำตาล) สีแดงสดเสียบไม้เสียบอยู่ นางนึกถึงใบหน้าเล็กๆ ของซูหมิงและซูหลินที่คงไม่เคยกินขนมหวานแบบนี้มาก่อน

นางตัดสินใจควักเงินสี่อีแปะ ซื้อถังหูลู่มาสองไม้ ห่อด้วยกระดาษอย่างดีใส่ลงในตะกร้า

“เหลือแปดอีแปะ เก็บไว้เป็นทุนรอนก่อนแล้วกัน” นางตบกระเป๋าเสื้อเบาๆ ยิ้มอย่างพึงพอใจ

ตะกร้าสะพายหลังที่ว่างเปล่าในตอนแรก บัดนี้อัดแน่นไปด้วยเสบียงกรังคุณภาพดี ซูเหมยเดินแบกตะกร้ากลับหมู่บ้านด้วยเรี่ยวแรงที่มาจากไหนก็ไม่รู้ นางไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด มีเพียงความสุขและความหวังที่ล้นปรี่อยู่ในอก

ยามเว่ย (13.00 - 14.59 น.) แสงแดดเริ่มคล้อยต่ำ ซูเหมยเดินมาถึงหน้ากระท่อมซอมซ่อ ทันทีที่ผลักประตูรั้วเข้าไป ร่างเล็กๆ สองร่างก็วิ่งพุ่งทะยานออกมารับราวกับลูกนกที่รอคอยแม่นกกลับรัง

“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว พี่ใหญ่” ซูหมิงโผเข้ากอดเอวนางแน่น

“พี่ใหญ่ หม่ำๆ ขนม” ซูหลินกระโดดหยองแหยง

“พี่กลับมาแล้วเด็กดี ดูสิว่าพี่เอาอะไรมาฝาก” ซูเหมยวางตะกร้าลง ล้วงเอาไม้ถังหูลู่สีแดงสดออกมาสองไม้ ยื่นให้น้องๆ คนละไม้

“อ๊ะ นี่มันถังหูลู่นี่ขอรับ ข้าเคยเห็นลูกชายท่านผู้ใหญ่บ้านกิน แต่มันแพงมาก พี่ใหญ่ซื้อมาให้พวกเราหรือขอรับ” ซูหมิงเบิกตากว้าง มือที่รับไม้ขนมมาสั่นน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้น

“หม่ำๆ หวานจังเลย” ซูหลินไม่รอช้า อ้าปากงับลูกพุทราเคลือบน้ำตาลเข้าปาก เคี้ยวกร้วมๆ รอยยิ้มหวานหยดย้อยปรากฏบนใบหน้ามอมแมม

ซูเหมยมองดูน้องๆ กินขนมอย่างมีความสุข นางเอื้อมมือไปลูบหัวทั้งสองเบาๆ “กินให้อร่อยนะ วันนี้พี่ใหญ่ขายของได้เงินมาเยอะเลย คืนนี้เราจะกินข้าวสวยร้อนๆ กับหมูสามชั้นรวนเค็มกันให้อิ่มพุงแตกไปเลย”

เสียงเฮลั่นของเด็กน้อยสองคนดังประสานกันขึ้นในลานบ้าน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ขาดหายไปนาน กลับมาเติมเต็มกระท่อมร้างหลังนี้อีกครั้ง ซูเหมยมองดูภาพนั้นด้วยความตื้นตันใจ เงินอีแปะถุงแรกที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่เพียงแต่ซื้อเสบียงอาหาร แต่มันยังซื้อความสุขและรอยยิ้มของครอบครัวกลับคืนมาได้อีกด้วย

นี่สิ ถึงจะเป็นก้าวแรกของการสร้างชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่แท้จริง
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel