บท
ตั้งค่า

บทที่ 2: ขุมทรัพย์ในป่าลึกกับมื้ออาหารแห่งความหวัง

ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าภายนอกกระท่อมยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทาจางๆ อากาศยามเช้าตรู่ในหมู่บ้านชิงสุ่ยช่วงปลายฤดูร่วงนั้นหนาวเย็นจับใจ ลมหนาวที่พัดลอดผ่านรอยแยกของผนังดินและหลังคาที่มุงด้วยหญ้าแฝกผุพัง ทำเอาคนที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงเตาที่เย็นเฉียบต้องสั่นสะท้าน

ซูเหมยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความสลัว ร่างกายของนางยังคงรู้สึกปวดเมื่อยและหนักอึ้งราวกับถูกก้อนหินถ่วงเอาไว้ แต่มันก็ดีขึ้นกว่าเมื่อวานมากนัก นางขยับตัวอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนก้อนแป้งน้อยสองก้อนที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ซ้ายขวา ซูหมิงและซูหลินนอนขดตัวงอเป็นกุ้ง สองแขนเล็กๆ กอดก่ายกันและกันเพื่อหาความอบอุ่นภายใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม

เด็กหญิงวัยสิบขวบในร่างใหม่ลอบถอนหายใจยาว นางค่อยๆ ดึงผ้าห่มส่วนของตนเองไปคลุมทับร่างของน้องๆ ให้มิดชิดขึ้น ก่อนจะยันตัวลุกจากเตียง สองเท้าเล็กๆ ที่สวมรองเท้าฟางเก่าขาดก้าวเดินลงมาบนพื้นดินอัดแข็ง นางกระชับเสื้อตัวนอกที่ทั้งเก่าและบางเฉียบเข้าหากันเพื่อกันหนาว

เมื่อคืนนางตั้งปณิธานไว้แล้วว่า จะต้องหาของกินมาเติมเต็มกระเพาะน้อยๆ ของน้องชายและน้องสาวให้จงได้

ซูเหมยเดินเข้าไปในห้องครัวที่มืดสลัว นางจัดการจุดตะเกียงน้ำมันที่เหลืออยู่เพียงก้นถ้วย แสงไฟดวงเล็กๆ ส่องสว่างให้เห็นสภาพครัวที่ว่างเปล่า นางหยิบหัวไชเท้าเหี่ยวๆ ที่เหลืออยู่เพียงหัวเดียวออกมา หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปต้มรวมกับแป้งธัญพืชหยาบกำมือสุดท้ายในหม้อดินเผาที่มีรอยร้าว นางคนส่วนผสมให้เข้ากัน ปล่อยให้มันเดือดปุดๆ จนกลายเป็นโจ๊กหัวไชเท้าใสๆ ที่แทบไม่มีเนื้อมีหนัง แต่นี่คือสิ่งเดียวที่จะช่วยรองท้องน้องๆ ของนางในเช้าวันนี้ได้

“เอาล่ะ แค่นี้ก็น่าจะพอให้หมิงเอ๋อร์กับหลินเอ๋อร์กินรองท้องไปได้ครึ่งวัน” ซูเหมยพึมพำกับตัวเอง นางปิดฝาหม้อดินเผา ปล่อยให้ความร้อนจากเตาที่เริ่มมอดดับช่วยอุ่นอาหารเอาไว้

จากนั้นนางก็เดินกลับไปที่ห้องนอน ซูหมิงเริ่มขยับตัวงัวเงียตื่นขึ้นมาพอดี เด็กชายขยี้ตากลมโตของตนเอง เมื่อเห็นพี่สาวยืนอยู่ตรงหน้าก็รีบผุดลุกขึ้นนั่ง

“พี่ใหญ่ ท่านจะไปไหนตั้งแต่เช้ามืดขอรับ” เสียงเล็กๆ นั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ราวกับกลัวว่าพี่สาวจะทิ้งพวกตนไปอีกคน

ซูเหมยเดินเข้าไปนั่งลงริมเตียง ลูบกลุ่มผมที่ยุ่งเหยิงของน้องชายอย่างอ่อนโยน “พี่ใหญ่จะเข้าไปในป่าท้ายหมู่บ้านสักหน่อย จะไปหาของกินมาให้พวกเจ้าไง หมิงเอ๋อร์เป็นเด็กดี อยู่ดูแลน้องเล็กที่บ้านแทนพี่ได้หรือไม่”

“แต่ว่า ในป่ามีสัตว์ร้าย ท่านป้าจินเคยบอกว่าในป่าลึกมีหมาป่าจับเด็กกินด้วย ข้า... ข้ากลัวพี่ใหญ่จะเป็นอันตราย” ซูหมิงเบะปาก น้ำตาเริ่มคลอเบ้า

“พี่ไม่ได้เข้าป่าลึกเสียหน่อย พี่จะเดินอยู่แค่ชายป่าด้านนอกเท่านั้น” ซูเหมยยิ้มบางๆ พยายามปลอบโยนให้ก้อนแป้งน้อยคลายความกังวล “ในครัวพี่ต้มน้ำแกงหัวไชเท้าไว้ให้แล้ว ถ้าหลินเอ๋อร์รอไม่ไหว เจ้าก็ตักแบ่งให้น้องกินก่อนได้เลยนะ แล้วก็จำไว้ว่า อย่าเปิดประตูให้ใครเด็ดขาดนอกจากพี่ใหญ่ เข้าใจหรือไม่”

“ขะ เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะดูแลน้องเล็กเอง พี่ใหญ่ต้องรีบกลับมานะ” ซูหมิงพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน แม้ในใจจะยังหวาดหวั่น แต่ในฐานะลูกผู้ชายคนเดียวของบ้าน แม้จะอายุแค่ห้าขวบ เขาก็ต้องเข้มแข็ง

ซูเหมยยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด นางคว้าตะกร้าสะพายหลังใบเก่าที่สานจากไม้ไผ่ขึ้นมาสะพาย หยิบมีดตัดฟืนที่ขึ้นสนิมเขรอะมาถือไว้เป็นอาวุธป้องกันตัวและเครื่องมือขุดเจาะ ก่อนจะเดินก้าวออกจากบ้านไป มุ่งหน้าสู่แนวป่าทึบที่อยู่ไม่ไกลจากท้ายหมู่บ้านชิงสุ่ย

หมู่บ้านชิงสุ่ยตั้งอยู่ติดกับเชิงเขาที่ทอดตัวยาวสลับซับซ้อน ป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ทว่าชาวบ้านในยุคนี้กลับไม่กล้าเข้าไปลึกนักเนื่องจากหวาดกลัวสัตว์ร้าย พวกเขามักจะเก็บเพียงฟืนและผักป่าที่รู้จักเพียงไม่กี่ชนิดที่ขึ้นอยู่ตามชายป่าด้านนอกเท่านั้น นี่จึงเป็นโอกาสทองสำหรับหญิงสาวจากยุคศตวรรษที่ 21 ผู้มีความรู้ด้านการเกษตรและคหกรรมอย่างเต็มเปี่ยม

เมื่อเดินลัดเลาะเข้ามาในแนวป่า กลิ่นอายของความชื้นและใบไม้ร่วงหล่นก็ลอยมาเตะจมูก แสงแดดรำไรเริ่มสาดส่องลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมา ซูเหมยกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ นางใช้ไม้เท้าที่เก็บได้จากข้างทางเขี่ยพุ่มไม้และกองใบไม้แห้งอย่างระมัดระวัง

เดินเข้ามาได้เพียงชั่วยาม (ประมาณสองชั่วโมง) สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับขอนไม้ใหญ่ที่ล้มขวางทางอยู่ สภาพของมันผุพังและมีความชื้นสะสมสูง และสิ่งที่ทำให้ดวงตาของซูเหมยเบิกกว้างเป็นประกายก็คือ กลุ่มก้อนสีขาวขุ่นที่ผุดขึ้นมาเรียงรายอยู่ตามรอยแยกของขอนไม้นั้น

“เห็ดนางฟ้าป่า” นางแทบจะหลุดปากตะโกนออกมาด้วยความดีใจ

ชาวบ้านในยุคนี้มักจะหลีกเลี่ยงการเก็บเห็ดที่มีสีขาวหรือสีฉูดฉาดในที่อับชื้น เพราะเชื่อว่าเป็นเห็ดพิษที่กินเข้าไปแล้วจะปวดท้องจนถึงแก่ความตาย แต่สำหรับซูเหมยที่เคยเรียนรู้วิธีจำแนกสายพันธุ์พืชมาอย่างละเอียด เห็ดเหล่านี้คือขุมทรัพย์โปรตีนชั้นยอด เห็ดนางฟ้าป่ามีลักษณะดอกเห็ดคล้ายรูปพัด สีขาวนวลไปจนถึงสีเทาอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เมื่อนำไปต้มน้ำแกงแล้วจะให้รสชาติหวานกลมกล่อมโดยไม่ต้องพึ่งผงชูรสเลยแม้แต่น้อย

นางรีบวางตะกร้าลง บรรจงเด็ดดอกเห็ดทีละกอดอกอย่างเบามือเพื่อไม่ให้มันช้ำ ไม่นานนัก เห็ดนางฟ้าป่ากอใหญ่ก็ถูกจัดวางลงในตะกร้าจนได้ปริมาณเกือบครึ่งค่อน

“ได้โปรตีนแล้ว ทีนี้ก็ต้องหาคาร์โบไฮเดรตให้อิ่มท้อง” ซูเหมยพึมพำ นางเดินลึกเข้าไปอีกเล็กน้อย สายตายังคงสอดส่ายไม่หยุดหย่อน

และแล้ว สวรรค์ก็ไม่ได้ใจร้ายกับนางจนเกินไปนัก เมื่อนางสังเกตเห็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่มีใบรูปหัวใจ เลื้อยพันอยู่ตามโคนต้นไม้ใหญ่ ใบของมันมีสีเขียวเข้มและมีเส้นใบที่ชัดเจน

“เจอตัวแล้ว มันป่า”

มันป่า หรือที่ชาวบ้านยุคนี้เรียกว่า ‘หัวรากเฝื่อน’ เป็นพืชที่แทบไม่มีใครเหลียวแล เพราะหากขุดขึ้นมาต้มกินเฉยๆ มันจะมียางที่ทำให้คันคอ และมีรสชาติเฝื่อนขมจนกลืนไม่ลง หลายคนเคยกินแล้วเกิดอาการแพ้จนเข็ดขยาด ทว่าซูเหมยรู้ดีว่าภายใต้รูปลักษณ์และรสชาติที่เลวร้ายนั้น ซ่อนแป้งเนื้อเนียนนุ่มที่สามารถให้พลังงานได้อย่างมหาศาล ขอเพียงแค่รู้วิธีจัดการกับมันอย่างถูกต้องเท่านั้น

หญิงสาวร่างผอมบางทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นดินอัดแน่น นางใช้มีดตัดฟืนที่ขึ้นสนิมค่อยๆ แซะดินรอบๆ โคนเถาวัลย์อย่างระมัดระวัง ดินในป่าค่อนข้างแข็ง ทำให้เด็กหญิงวัยสิบขวบที่ขาดสารอาหารต้องออกแรงอย่างหนัก เหงื่อเม็ดโป้งผุดซึมตามหน้าผาก ลมหายใจเริ่มหอบถี่ แต่ความหิวโหยและความหวังที่จะได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ เป็นแรงผลักดันให้นางไม่ยอมแพ้

นางใช้เวลาอยู่นานนับเค่อ (ประมาณ 15 นาที) กว่าจะขุดเอาหัวมันป่าขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาได้สำเร็จสามหัว ผิวของมันขรุขระและเต็มไปด้วยดินโคลน แต่น้ำหนักที่หน่วงมือก็ทำให้นางยิ้มออก

“แค่นี้ก็น่าจะพอให้พวกเราสามพี่น้องอิ่มท้องไปได้อีกสองวัน” ซูเหมยปาดเหงื่อที่หน้าผากด้วยหลังมือ จับหัวมันป่าโยนใส่ตะกร้าอย่างระมัดระวัง

ระหว่างที่กำลังจะหันหลังกลับบ้าน เสียงน้ำไหลดังแว่วมาแต่ไกลดึงดูดความสนใจของนาง ซูเหมยตัดสินใจเดินตามเสียงนั้นไป เพียงไม่กี่สิบก้าว นางก็พบกับลำธารสายเล็กๆ ที่น้ำใสแจ๋วระดับเข่า น้ำใสจนสามารถมองเห็นก้อนกรวดหลากสีที่พื้นลำธาร และที่สำคัญที่สุด นางมองเห็นฝูง ‘ปลาหลีฮื้อ’ ตัวขนาดเท่าฝ่ามือเด็กแหวกว่ายอยู่ทวนกระแสน้ำ นอกจากนี้ยังมีปูน้ำจืดตัวเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหินอีกด้วย

ดวงตาของซูเหมยเบิกกว้างเป็นประกายวาววับยิ่งกว่าตอนเจอเห็ดและมันป่าเสียอีก

เนื้อ นั่นมันเนื้อปลาสดๆ

ทว่าชาวบ้านที่นี่ไม่ค่อยนิยมกินปลานัก หนึ่งคือมันคาวมากหากทำไม่เป็น สองคือพวกเขาไม่มีอุปกรณ์จับปลาอย่างแหหรือเบ็ด การจับปลาด้วยมือเปล่าในลำธารที่ลื่นไหลเช่นนี้เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพละกำลังเกินไป แต่สำหรับซูเหมย นางเคยดูรายการเอาชีวิตรอดในป่ามานับไม่ถ้วน การสาน ‘ลอบดักปลา’ จากไม้ไผ่ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ ขอเพียงแค่มีไม้ไผ่ เถาวัลย์เหนียวๆ และเวลาสักครึ่งวัน

“รอข้าก่อนเถอะเจ้าปลาอ้วน พรุ่งนี้ข้าจะกลับมาจัดการพวกเจ้าแน่” ซูเหมยหมายมั่นปั้นมือในใจ นางตักน้ำในลำธารล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นขึ้น ก่อนจะเด็ด ‘ผักชีล้อมป่า’ ที่ขึ้นอยู่ริมตลิ่งซึ่งมีกลิ่นหอมฉุนเล็กน้อยติดมือกลับมาด้วย ผักชนิดนี้เหมาะมากสำหรับใช้ดับกลิ่นคาวหรือเพิ่มความหอมในน้ำแกง

ดวงอาทิตย์เริ่มลอยสูงขึ้นเหนือยอดไม้ บ่งบอกเวลาว่าสายมากแล้ว ซูเหมยรีบสะพายตะกร้าที่บัดนี้หนักอึ้งไปด้วยเสบียงแห่งความหวัง เดินลัดเลาะกลับไปตามเส้นทางเดิม ร่างกายของนางเหนื่อยล้าจนขาสั่น แต่หัวใจกลับพองโตด้วยความปีติ

เมื่อเดินมาถึงหน้ากระท่อมซอมซ่อ นางก็เห็นร่างเล็กๆ สองร่างชะเง้อคอมองผ่านรั้วไม้ไผ่พังๆ อย่างใจจดใจจ่อ ทันทีที่ซูหมิงและซูหลินเห็นพี่สาวเดินพ้นแนวป่าออกมา ทั้งสองก็ส่งเสียงร้องลั่นด้วยความดีใจและวิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขานางไว้แน่น

“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว พี่ใหญ่ไม่ถูกหมาป่าจับกิน” ซูหมิงน้ำตาคลอเบ้า ซุกหน้าลงกับกระโปรงที่เต็มไปด้วยคราบดินของซูเหมย

“พี่ใหญ่ หลินเอ๋อร์หิวแล้ว” เด็กน้อยวัยสามขวบเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาออดอ้อน

“พี่ใหญ่กลับมาแล้วเด็กดี ดูสิว่าพี่เอาอะไรกลับมาด้วย” ซูเหมยวางตะกร้าลงบนพื้น เปิดใบไม้ที่ปิดทับด้านบนออก เผยให้เห็นเห็ดนางฟ้าสีขาวนวล มันป่าหัวโต และผักสดๆ

“อ๊ะ พี่ใหญ่ นั่นมันเห็ดพิษนี่ขอรับ ท่านป้าจินบอกว่ากินแล้วจะตายนะ ส่วนไอ้หัวสีดำๆ นั่นมันก็ขมมากจนกินไม่ได้ด้วย” ซูหมิงเบิกตากว้าง รีบดึงมือน้องสาวให้ออกห่างจากตะกร้าทันที

ซูเหมยหัวเราะเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “ใครบอกกันเล่า นี่ไม่ใช่เห็ดพิษเสียหน่อย มันเรียกว่า ‘เห็ดนางฟ้า’ อร่อยมากแถมยังมีประโยชน์ทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ส่วนหัวสีดำๆ นี่ก็คือ ‘มันป่า’ หากทำอย่างถูกวิธี มันจะอร่อยและอิ่มท้องยิ่งกว่าข้าวขาวเสียอีก”

เห็นน้องๆ ยังคงทำหน้างุนงงและไม่เชื่อ ซูเหมยก็ไม่รอช้า นางลงมือจัดการกับวัตถุดิบตรงหน้าทันที

เริ่มต้นจากการนำมันป่าไปล้างโคลนออกให้สะอาด จากนั้นนางใช้มีดตัดฟืนค่อยๆ ฝานเปลือกที่หนาและขรุขระออกจนหมด เผยให้เห็นเนื้อสีขาวขุ่นด้านใน ยางเหนียวๆ ซึมออกมาจนติดมือ ซูเหมยนำมันป่าที่ปอกเสร็จแล้วไปแช่ในน้ำที่ผสมเกลือเม็ดหยาบๆ ซึ่งเหลืออยู่เพียงก้นกระปุก เกลือจะช่วยลดยางและความเฝื่อนของมันป่าได้เป็นอย่างดี นางเปลี่ยนน้ำล้างถึงสามรอบจนแน่ใจว่ายางออกหมดแล้ว จึงหั่นมันป่าเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าพอดีคำ

จากนั้นนางก็หันมาจัดการกับเห็ดนางฟ้าป่า นางล้างเศษดินออกอย่างเบามือ แล้วฉีกเห็ดออกเป็นเส้นๆ เตรียมไว้ ผักชีล้อมป่าก็ถูกหั่นเป็นท่อนสั้นๆ เพื่อเตรียมโรยหน้า

เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จสิ้น ซูเหมยก็จัดการจุดไฟในเตาดินเผาอีกครั้ง โชคดีที่เมื่อวานพี่ต้าไห่เอาฟืนแห้งมาแบ่งให้เล็กน้อย ไฟจึงติดได้ไม่ยาก นางเติมน้ำลงในหม้อดินเผาใบเก่า รอจนน้ำเดือดพล่าน จึงใส่มันป่าที่หั่นเตรียมไว้ลงไป

“ต้องต้มมันป่าให้สุกเปื่อยเสียก่อน ความเฝื่อนขมถึงจะหายไปหมด” นางอธิบายให้น้องๆ ที่มายืนเกาะขอบประตูครัวดูอย่างสนอกสนใจฟัง

รอจนกระทั่งชิ้นมันป่าเริ่มใสและนุ่มจนสามารถใช้ตะเกียบไม้ไผ่แทงทะลุได้ง่ายๆ ซูเหมยจึงใส่เห็ดนางฟ้าที่ฉีกไว้ตามลงไป ปรุงรสด้วยเกลือเม็ดหยาบๆ เพียงเล็กน้อยเพื่อดึงรสชาติความหวานตามธรรมชาติของวัตถุดิบออกมา

ทันทีที่เห็ดสุก กลิ่นหอมหวานของน้ำแกงก็ลอยคลุ้งไปทั่วห้องครัวแคบๆ มันเป็นกลิ่นหอมที่บริสุทธิ์และชวนให้น้ำลายสอ ซูเหมยโรยผักชีล้อมป่าลงไปเป็นขั้นตอนสุดท้าย กลิ่นหอมฉุนเล็กน้อยของผักชีล้อมผสมผสานกับความหวานของเห็ดได้อย่างลงตัว

“อื้อฮือ หอมจังเลยขอรับพี่ใหญ่” ซูหมิงกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ดวงตากลมโตจับจ้องไปที่หม้อดินเผาไม่วางตา

“หม่ำๆ หลินเอ๋อร์จะหม่ำๆ” เด็กน้อยวัยสามขวบกระโดดหยองแหยง ร้องประท้วงด้วยความหิว

“สุกแล้วๆ ระวังร้อนนะเด็กๆ”

ซูเหมยใช้ผ้าขี้ริ้วจับหูหม้อดินเผายกมาวางบนโต๊ะไม้เตี้ยกลางลานบ้าน นางตักน้ำแกงมันป่าใส่ชามที่บิ่นตรงขอบสามใบ แจกจ่ายให้น้องๆ คนละใบ ควันสีขาวกรุ่นพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมที่กระตุ้นความอยากอาหารขั้นสุด

ซูหมิงไม่รอช้า เขาใช้ช้อนไม้ตักชิ้นมันป่าและเห็ดขึ้นมาเป่าฟู่ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะส่งเข้าปาก ทันทีที่ลิ้นสัมผัสกับรสชาติ ดวงตาของเด็กชายก็เบิกกว้างราวกับไข่ห่าน

“อ๊ะ หวาน พี่ใหญ่ มันหวานมากเลยขอรับ ไม่เห็นขมเหมือนที่เขาพูดกันเลย แถมเห็ดก็นุ่มมากๆ เคี้ยวเพลินสุดๆ” ซูหมิงอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะก้มหน้าก้มตาซดน้ำแกงและเคี้ยวมันป่าตุ้ยๆ เต็มสองแก้ม

ส่วนซูหลินนั้นไม่ต้องพูดถึง นางใช้สองมือประคองชาม ซดน้ำแกงเสียงดังซวบๆ สลับกับเคี้ยวมันป่าจนแก้มพองลม รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าเปื้อนคราบฝุ่น

ซูเหมยมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ นางค่อยๆ ตักน้ำแกงเข้าปากตนเองบ้าง รสชาติหวานละมุนของเห็ดป่าและความนุ่มหนึบของมันป่าที่ต้มจนเปื่อย แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ความร้อนของน้ำแกงไหลลื่นลงสู่กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่า สร้างความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายที่เคยสั่นเทาด้วยความหนาวเย็น

นี่คือมื้ออาหารที่ไม่ได้มีเครื่องปรุงเลิศหรู ไม่ได้มีเนื้อสัตว์ราคาแพง เป็นเพียงของป่าที่คนยุคนี้มองข้าม แต่มันกลับเป็นมื้ออาหารที่อร่อยและเติมเต็มหัวใจของสามพี่น้องได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

เมื่อได้กินจนอิ่มท้อง พละกำลังและความหวังก็เริ่มกลับคืนมา ซูเหมยมองดูใบหน้าที่เปื้อนยิ้มและมีเลือดฝาดของน้องๆ นางลอบกำหมัดแน่นในใจ วันนี้นางพิสูจน์แล้วว่าความรู้ที่มีสามารถพลิกแพลงเพื่อเอาชีวิตรอดได้ พรุ่งนี้นางจะเริ่มแผนการจับปลา และหลังจากนั้น นางจะหาวิธีสร้างรายได้เพื่อซื้อผ้าฝ้ายผืนหนาๆ มาทำเสื้อกันหนาวให้เด็กๆ ก่อนที่ฤดูเหมันต์อันโหดร้ายจะมาเยือน

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในชนบทที่เต็มไปด้วยความยากจนนี้ บางที มันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด หากรู้จักใช้สองมือและสมองในการไขว่คว้าหาความสุขที่เรียบง่ายรอบตัว.
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel