บทที่ 1: ลืมตาตื่นในกระท่อมร้างกับก้อนแป้งที่หิวโหย
ความรู้สึกแรกที่ปลุกให้เธอลืมตาตื่นขึ้นมาไม่ใช่แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่สาดส่องผ่านผ้าม่าน หรือเสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ทโฟนราคาแพง ทว่ามันคือความปวดร้าว ร่างกายนี้ช่างหนักอึ้งและไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน กลิ่นอับชื้นของดินโคลนและฟางข้าวเก่าๆ ลอยแตะจมูก ตามมาด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้าไปถึงกระดูกดำ
“พี่ใหญ่ ฮึก พี่ใหญ่ตื่นสิขอรับ ข้าหิวเหลือเกิน”
“พี่ใหญ่ หลินเอ๋อร์เจ็บท้อง หิวข้าว”
เสียงสะอื้นไห้ของเด็กเล็กดังแว่วอยู่ข้างหู เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มันดึงสติที่กำลังล่องลอยอยู่ในความมืดมิดของเธอให้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ แพขนตาบางที่หนักอึ้งขยับสั่นระริก ก่อนที่ดวงตากลมโตจะค่อยๆ ปรือเปิดขึ้น
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานมุงแฝกที่มีรูโหว่ขนาดใหญ่จนเห็นแสงแดดรำไรลอดผ่านลงมา ฝุ่นผงลอยฟุ้งอยู่ในลำแสงนั้น และเมื่อเธอพยายามหันขวับไปตามเสียงสะอื้น ก็พบกับ ‘ก้อนแป้ง’ มอมแมมสองก้อนกำลังนั่งน้ำตาไหลพรากอยู่ข้างเตียงไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ทันใดนั้น ความทรงจำสายหนึ่งก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ภาพเหตุการณ์มากมายที่ไม่ใช่ของเธอสลับซับซ้อนกันจนปวดหนึบที่ขมับ ชื่อของร่างนี้คือ ‘ซูเหมย’ แต่ไม่ใช่ซูเหมย หญิงสาววัยทำงานในยุคปัจจุบันที่เพิ่งถูกโคมไฟระย้าในร้านอาหารร่วงใส่หัวจนสลบไป เธอคือซูเหมยวัยสิบขวบ ตัวประกอบที่ถูกกล่าวถึงเพียงไม่กี่บรรทัดในนิยายแนวทำฟาร์มสร้างเนื้อสร้างตัวที่เธอเพิ่งอ่านจบไปเมื่อคืนนี้ต่างหาก
ในนิยายเรื่อง ‘สตรีพลิกชะตาแห่งต้าฉู่’ เล่าถึงชีวิตของนางเอกที่ทะลุมิติมาสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยในเมืองหลวง แต่ในบทนำของเรื่องมีการกล่าวถึงครอบครัวสกุลซูแห่งหมู่บ้านชิงสุ่ยอันห่างไกล พ่อและแม่ของร่างนี้ประสบอุบัติเหตุตกเขาเสียชีวิตขณะขึ้นไปหาของป่า ทิ้งลูกน้อยสามคนไว้ตามยำถากรรม ญาติพี่น้องต่างก็ยากจนและเห็นแก่ตัว จึงพากันตัดหางปล่อยวัด ฮุบเอาที่ดินทำกินผืนน้อยไป และทิ้งกระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้านไว้ให้
พี่สาวคนโตอย่างซูเหมยในนิยายต้นฉบับนั้น ตรอมใจจากการสูญเสียบิดามารดา ประกอบกับความหิวโหย นางจึงยอมอดอาหาร ยกของกินที่เหลือเพียงน้อยนิดให้น้องๆ จนกระทั่งตัวเองขาดใจตาย ปล่อยให้น้องชายวัยห้าขวบ ‘ซูหมิง’ และน้องสาววัยสามขวบ ‘ซูหลิน’ ต้องกลายเป็นเด็กเร่ร่อนและหนาวตายอยู่ข้างถนนในฤดูหนาวปีนั้น เป็นเพียงโศกนาฏกรรมเล็กๆ ที่ผู้เขียนสร้างขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความโหดร้ายของยุคสมัย
ซูเหมยก้มมองมือของตัวเอง มันเป็นมือที่เล็กจ้อย หยาบกร้าน และผอมจนเห็นกระดูกปูดโปน ผิวพรรณซีดเซียวไร้สีเลือด สลับกับมองใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาของเด็กน้อยทั้งสองที่สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่หลวมโพรก เต็มไปด้วยรอยปะชุนจนแทบมองไม่เห็นสีเดิมของเนื้อผ้า
ทะลุมิติมาทั้งที ทำไมไม่ให้ฉันไปเป็นคุณหนูในจวนขุนนางใหญ่โตที่มีบ่าวไพร่คอยพัดวี มาอยู่ในร่างเด็กสิบขวบที่กำลังจะอดตายเนี่ยนะ สวรรค์ช่างไร้เมตตาเกินไปแล้ว
“พี่ใหญ่ ท่านฟื้นแล้ว ฮือ หมิงเอ๋อร์กลัวเหลือเกิน”
ซูหมิง เด็กชายวัยห้าขวบโผเข้ากอดเอวบางของเธอแน่น ใบหน้าเล็กๆ ซุกไซ้ลงกับหน้าท้องของพี่สาว ซูหลินวัยสามขวบเห็นพี่ชายทำเช่นนั้นก็คลานเตาะแตะเข้ามากอดขาซ้ายของเธอเอาไว้แน่นเช่นกัน สองมือน้อยๆ กำชายเสื้อของซูเหมยไว้ราวกับกลัวว่าที่พึ่งพิงสุดท้ายของชีวิตจะหายวับไป
ความอบอุ่นจากร่างเล็กๆ ที่สั่นเทาทั้งสอง ทำให้หัวใจของคนที่เคยใช้ชีวิตตัวคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวในยุคปัจจุบันเกิดความรู้สึกอ่อนยวบ ความไม่พอใจในโชคชะตาเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น เธอถอนหายใจยาว ยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบกลุ่มผมที่แห้งกร้านราวกับฟางข้าวของน้องๆ อย่างเบามือ สัญชาตญาณความเป็นพี่สาวพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอก
“พี่อยู่นี่แล้ว พี่ใหญ่ไม่เป็นอะไรแล้วนะเด็กดี” เสียงของเธอแหบพร่าและคอแห้งผากราวกับมีทรายอุดอยู่ “พวกเจ้าบอกว่าหิวใช่หรือไม่ ร้องไห้จนตาบวมหมดแล้ว พี่จะลุกไปดูในครัวให้นะว่าพอมีอะไรเหลือให้กินบ้าง”
ซูเหมยค่อยๆ พยุงร่างกายที่อ่อนล้าลุกขึ้นยืน ขาทั้งสองข้างสั่นระริกแทบจะรับน้ำหนักตัวเองไม่ไหว เธอสูดหายใจลึกๆ ก้าวเดินออกจากห้องนอนซอมซ่อไปยังห้องครัวที่อยู่ติดกัน สภาพของบ้านเรียกได้ว่าแค่ลมพัดแรงๆ ก็อาจจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องครัว สภาพที่เห็นทำเอาเธอแทบอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับ เตาดินเผาเย็นเฉียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการจุดไฟมาหลายวัน หม้อดินเผามีรอยร้าวและบิ่น ท่ามกลางความว่างเปล่าของโถใส่เสบียง เธอค้นพบเพียงหัวไชเท้าเหี่ยวๆ เล็กๆ หนึ่งหัวที่มุมห้อง และแป้งธัญพืชสีหม่นหยาบๆ ที่ก้นถุงซึ่งมีปริมาณไม่ถึงหนึ่งกำมือเสียด้วยซ้ำ
นี่มันแย่กว่าที่คิดไว้อีก แค่เอาแป้งนี่มายัดร่องฟันยังไม่พอเลย แล้วจะเอาอะไรไปเติมเต็มกระเพาะน้อยๆ สองกระเพาะนั่นได้
ซูเหมยยืนนิ่งพิงกรอบประตูครัว สมองเริ่มประมวลผลอย่างหนัก เธอคือหญิงสาวยุค 2026 ที่ผ่านการเรียนมหาวิทยาลัย ใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบส่งตัวเองเรียนจนจบ ทำงานมาสารพัด คุ้นเคยกับการทำอาหารและหาทางเอาตัวรอด ในเมื่อสวรรค์ส่งเธอมาอยู่ในร่างนี้ เธอจะไม่ยอมให้ตอนจบของเด็กสองคนนี้ต้องลงเอยด้วยการหนาวตายตามในนิยายเด็ดขาด เธอจะต้องงัดเอาความรู้ยุคใหม่ทั้งหมดที่มีมาใช้เพื่อความอยู่รอด
“เสี่ยวเหมย เสี่ยวเหมย เจ้าฟื้นแล้วหรือยัง”
เสียงเรียกทุ้มกังวานและเต็มไปด้วยความร้อนรนดังขึ้นจากหน้าประตูรั้วบ้านที่ผุพัง ซูเหมยสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยุงร่างตัวเองเดินออกไปดู
ที่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ปรากฏร่างของชายหนุ่มร่างกำยำผิวสีทองแดง สวมชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลหยาบๆ และข้างกายเขามีหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มหมดจด สวมชุดกระโปรงสีกลีบบัวที่แม้จะเก่าแต่ก็สะอาดสะอ้าน นางกำลังถือชามดินเผาใบใหญ่ที่มีควันกรุ่นๆ ลอยออกมา เดินตามชายหนุ่มมาติดๆ
จากความทรงจำของร่างเดิม บุคคลทั้งสองคือ ‘พี่ต้าไห่’ และ ‘พี่เยว่ชิง’ สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นานและอาศัยอยู่บ้านติดกัน พวกเขาเป็นเพียงไม่กี่คนในหมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้ที่คอยเวทนาและหยิบยื่นความช่วยเหลือให้สามพี่น้องอยู่เสมอ หลังจากที่ท่านลุงและท่านป้าสะใภ้ใจดำกอบโกยของมีค่าในบ้านไปจนหมดแล้วไล่พวกเธอมาอยู่กระท่อมท้ายหมู่บ้าน
“พี่ต้าไห่ พี่เยว่ชิง” ซูเหมยเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว พยายามปั้นหน้าน่าสงสารให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
“สวรรค์คุ้มครอง เจ้าสลบไปสองวันเต็มๆ ข้ากับพี่ต้าไห่เป็นห่วงแทบแย่ นึกว่าเจ้าจะ” เยว่ชิงรีบเดินเข้ามาหา ดวงตาของนางมีแววโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด น้ำใสๆ รื้นขึ้นมาที่หางตา นางรีบยื่นชามดินเผาในมือให้ “นี่คือน้ำข้าว ข้าต้มมาเผื่อ รับไปป้อนน้องๆ เถอะ พวกเขาร้องไห้จนเสียงแหบเสียงแห้งหมดแล้ว ข้าได้ยินแล้วปวดใจยิ่งนัก”
ซูเหมยก้มมองชามน้ำข้าวในมือเยว่ชิง มันเป็นเพียงน้ำต้มข้าวขุ่นๆ ที่แทบจะไม่มีเม็ดข้าวปะปนอยู่เลย มีเพียงความร้อนและความหอมจางๆ ของข้าวเท่านั้น แต่นี่คือความปรารถนาดีที่ประเมินค่าไม่ได้ในยามที่ข้าวยากหมากแพง ครอบครัวของต้าไห่เองก็ไม่ได้ร่ำรวย การแบ่งปันเสบียงให้ผู้อื่นในยุคนี้ถือเป็นน้ำใจที่ยิ่งใหญ่มาก
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ขอบคุณพี่ต้าไห่และพี่เยว่ชิงมาก บุญคุณครั้งนี้ เสี่ยวเหมยจะไม่มีวันลืมเลย” ซูเหมยรับชามมาอย่างระมัดระวัง โค้งศีรษะให้อย่างจริงใจจนสุดตัว น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบหลังมือ ไม่ใช่น้ำตาของการแสดง แต่มันคือความซาบซึ้งใจจริงๆ
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก โธ่เอ๊ย เด็กแค่นี้ต้องมาเจอกับเรื่องหนักหนา รีบเอาไปให้ซูหมิงกับซูหลินกินเถอะ หากพรุ่งนี้เช้าขาดเหลืออะไรก็ไปตะโกนเรียกข้าที่ริมรั้วได้เลยนะ คืนนี้เจ้าก็พักผ่อนให้มากๆ อย่าเพิ่งคิดอะไรให้ปวดหัว” ต้าไห่ถอนหายใจยาว ลูบหัวซูเหมยด้วยความเอ็นดูและสงสารจับใจ ก่อนจะพากรรยาเดินกลับไปพักผ่อน
เมื่อแผ่นหลังของเพื่อนบ้านผู้ใจดีลับสายตาไป ซูเหมยก็ประคองชามน้ำข้าวเดินกลับเข้ามาในบ้าน เธอนำชามดินเผาใบเล็กที่บิ่นตรงขอบมาสองใบ จัดการแบ่งน้ำข้าวที่ยังอุ่นๆ ออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กันอย่างยุติธรรมที่สุด แม้ท้องของเธอจะร้องประท้วงเสียงดังลั่น แต่เธอกลับเลือกที่จะเทน้ำข้าวที่เหลือติดก้นชามเพียงเล็กน้อยใส่ปากตัวเอง แค่พอกลั้วคอให้หายแห้งเท่านั้น
“หมิงเอ๋อร์ หลินเอ๋อร์ มานี่เร็วเข้า พี่ใหญ่มีของอร่อยมาให้กิน”
เด็กน้อยทั้งสองที่นั่งกอดกันอยู่บนเตียงตาเป็นประกายทันทีที่ได้กลิ่นหอมของข้าว พวกเขารีบวิ่งเตาะแตะเข้ามาหา ซูเหมยวางชามลงบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ
“ค่อยๆ กินนะ ระวังลวกปาก”
ซูหมิงและซูหลินยกชามขึ้นซดน้ำข้าวอย่างตะกรุมตะกราม ราวกับมันคือน้ำอมฤตหรืออาหารเหลาเลิศรสจากภัตตาคารหรู เสียงกลืนน้ำข้าวดังอึกๆ ทำให้ซูเหมยมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกจุกในอกร้าวรานไปถึงหัวใจ เด็กวัยกำลังโตเช่นนี้ ควรจะได้กินเนื้อ กินผักที่ครบถ้วน ได้วิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่ต้องมาทนหิวจนซูบผอมตัวเหลืองเช่นนี้
“พี่ใหญ่ อร่อยมากเลยขอรับ พี่ใหญ่กินด้วยกันไหม” ซูหมิงเงยหน้าขึ้นมาถาม รอบริมฝีปากเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำข้าว เขายื่นชามที่เหลือน้ำข้าวเพียงก้นๆ มาทางเธอ
“หมิงเอ๋อร์กินเถอะ พี่ใหญ่กินอิ่มแล้ว” ซูเหมยยิ้มกว้าง เอื้อมมือไปเช็ดปากให้น้องชายอย่างเบามือ จากนั้นก็หันไปเช็ดแก้มยุ้ยๆ ของซูหลินที่ตอนนี้กินจนหมดชามแล้วกำลังแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความเสียดาย
หลังจากกินน้ำข้าวประทังหิวและเช็ดเนื้อเช็ดตัวด้วยน้ำสะอาด ซูเหมยก็กล่อมน้องๆ ทั้งสองเข้านอนบนเตียงแข็งๆ ที่ปูด้วยฟางและเศษผ้าห่มบางๆ อากาศยามค่ำคืนในชนบทเริ่มเย็นลง เธอขยับตัวเข้าไปนอนกอดเด็กน้อยทั้งสองไว้ตรงกลางเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นจากร่างกายให้แก่กันและกัน
ซูเหมยนอนลืมตาโพลงจ้องมองเพดานที่มืดมิด เสียงจิ้งหรีดเรไรดังระงมอยู่ภายนอก สมองของเธอเริ่มวางแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้เช้าเธอจะต้องตื่นแต่ตรู่เพื่อเข้าป่าท้ายหมู่บ้าน ความรู้จากการดูสารคดีเอาชีวิตรอด การปลูกผักทำฟาร์ม และสูตรอาหารมากมายในหัวจะต้องถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เธอจะไม่ยอมให้ตัวเองและน้องๆ ต้องอดตาย หรืองอมืองอเท้าโชคชะตา ญาติพี่น้องที่รังแกพวกเธอจะต้องได้เห็นดีกัน และเธอจะเปลี่ยนกระท่อมผุพังหลังนี้ ให้กลายเป็นบ้านที่อบอุ่นที่สุด มีข้าวขาวเม็ดอวบๆ ให้กินทุกมื้อ มีเนื้อหมูย่างหอมๆ และมีเสื้อผ้าฝ้ายหนานุ่มสวมใส่ในฤดูหนาว
คอยดูเถอะ ซูเหมยคนนี้แหละ จะพาน้องๆ สัมผัสชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่แท้จริงให้จงได้ หญิงสาวให้คำมั่นสัญญากับตัวเองในใจ ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับน้องๆ ที่รักของเธอ