ตอนที่7 ยอมทุกอย่าง
“พี่จะรีบกลับ”
คำสัญญาที่ดังขึ้นพร้อมกับกดจูบลงริมฝีปากโดยไม่ได้รุกล้ำ ก่อนร่างสูงของปฐวีจะออกจากบ้านไปเมื่อมีงานด่วนเข้า
ทิ้งให้หญิงสาวเคลิบเคลิ้มอารมณ์คั่งค้างไม่น้อย กว่าจะจัดการตัวเองให้กลับมาสงบได้อีกครั้งก็ใช้เวลาพักใหญ่
ใช้เวลาเพื่อไม่ฟุ้งซ่านด้วยการซักเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ซื้อมา กินเวลาร่วมชั่วโมงกว่าจะจัดการเข้าตู้หลังอบแห้ง
ปัดกวาดเช็ดถูบ้านหลังใหญ่แบบที่เธอไม่มีโอกาสได้อาศัยในวันวาน แต่ตอนนี้กลับเป็นบ้านของสามีในทะเบียนตัวเอง ดูแลกว่าจะทั่วถึงก็กินเวลาหมดวันพอดี เลยเตรียมอาหารเย็นรอคนรักกลับมา
งานบ้านงานเรือนเรียบร้อยทุกอย่าง นั่งรออยู่ที่โซฟาใกล้ประตู พื้นที่บรรเลงสวาทน่าตื่นเต้นยามบ่ายที่จบลงอย่างน่าเสียดาย ยิ่งนึกก็ยิ่งวูบวาบ ยิ่งคิดถึงก็ยิ่งโหวงเหวงในช่องท้อง
ตัดสินใจลุกขึ้นห้องนอน อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมใส่ชุดนอนผ้าบางแสนเย้ายวนที่ปฐวีเป็นคนเลือกสรรให้ด้วยตัวเอง เฝ้ารอการกลับมาของเขาด้วยหัวใจเต้นรัว หัวนึกภาพที่อีกฝ่ายเปิดประตูมาเห็นเธอในชุดนี้
เวลาทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไปจริงๆ นะ อย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนแก้ผ้าเดินต่อหน้ากันก็ไม่อาย ชุดนอนแบบนี้แม้คนละราคาแต่ก็สวมใส่บ่อยๆ จนเหมือนชุดนอนทั่วไป แต่ตอนนี้กลับตื่นเต้น เอาแต่นึกคิดถึงวินาทีที่เผชิญหน้ากัน เฝ้ารอด้วยหัวใจลุ้นระทึก
สามปีกว่าแล้วที่เราไม่ได้เห็นร่างกายของกันและกัน แม้ช่วงที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันแรกๆ เขาจะถอดเสื้ออวดรอยสักมากมายที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นแทบไม่ชินตา แต่ก็แค่ส่วนบนที่เปิดเปลือย ส่วนเธอก็ยังไม่คุ้นชินจนต้องหอบหิ้วเสื้อผ้าเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำทุกครั้ง
ส่วนการสัมผัสไม่เคยเกิดเลยมากกว่าการกอดหอม วันนี้ถือว่ามากสุดในรอบสี่ปี และคืนนี้อาจจะมากกว่าเดิมเพื่อต่อจากเหตุการณ์เมื่อบ่ายพร้อมหวนคืนเส้นทางที่เขาครอบครองมาตลอดเพียงผู้เดียว(?)
แต่การเฝ้ารอของเธอกลับไร้ค่า เมื่อใครอีกคนกลับไม่แยแส
“วันนี้นอนนี่ไหมครับพี่” กฤษณ์ถามลูกพี่ของตัวเองขึ้น
“ไม่ เมียรออยู่บ้าน” ร่างสูงตอบกลับก่อนกระดกเหล้าขึ้นดื่มอย่างไม่รีบร้อน
ปากบอกเมียรออยู่บ้าน แต่งานเสร็จตั้งแต่หกโมงเย็น ตอนนี้เกือบจะสี่ทุ่มแล้วแต่เขากลับยังอยู่ที่เดิม นั่งดื่มกับลูกน้องของตัวเองในห้องทำงานบนคลับที่ดูแล
“สวยไหมครับ พวกผมอยากเห็น” หนึ่งในลูกน้องถามขึ้นอย่างตื่นเต้น ไม่เคยเห็นใครที่ลูกพี่ออกปากเรียกเมียสักคน แม้แต่ผู้หญิงสวยๆ ที่เข้ามาอยากทำความรู้จัก สุดท้ายก็ได้แค่คนละไม่กี่คืน
“สวย” เพราะสวยเลยชอบและเข้าไปจีบ ต่อให้สุดท้ายจะคบเพราะความน่ารักทั้งน่าตาและนิสัย แม้จะมีนิสัยเสียบ้างดีบ้าง แต่รักไปแล้วก็ดีไปหมด รับได้ทุกอย่าง
ยอมทุกอย่าง
“พามาเปิดตัวหน่อย ให้ลูกน้องเพื่อนฝูงรับรู้กันทั่วหน้า” โฬมเพื่อนที่พึ่งสนิทกันได้ปีกว่าหลังมาทำงานร่วมกันพูดขึ้น
“เห็นไปก็แค่นั้น” เพราะเห็นได้ไม่นาน ก็อาจจะไม่เห็นแล้ว
“ไม่บีบคอตายก่อนให้พวกมันเห็นนะ” ตุลาเพื่อนสนิทที่คบหากันตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่นชั้นดี และชักชวนมาร่วมงานด้วยกันหลังออกจากซังเตมา
นั่นแปลว่าย่อมรับรู้ทุกอย่างในชีวิตเพื่อน และการตัดสินใจบางอย่างของเพื่อนอย่างปฐวี
“กูใจเย็นพอที่จะทำอะไรค่อยเป็นค่อยไป เพื่อผลตอบแทนที่สาสมกว่า” มุมปากกระตุกยิ้มร้าย แววตาเลือดเย็นเมื่อหวนนึกถึงใบหน้าสวยของเมียในทะเบียนที่รออยู่บ้าน
“รักเขาขนาดนั้น จะทนไหว?” โฬมก็พอรู้คร่าวๆ เพราะการที่ปฐวีจะลงมือทำอะไร คนรอบตัวต้องร่วมมือกันไว้เผื่อสถานการณ์เผชิญหน้า
แต่ปฐวีก็ไม่ได้เล่าละเอียดมาก แค่คร่าวๆ ที่ออกไปก็เป็นอันเข้าใจดี
“เพราะรักมากไง” เลยเดินมาสู่เส้นทางนี้ได้
“ทำอะไรก็ระวังใจตัวเองล่ะ” โฬมเตือนเพื่อนขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเรื่องแบบนี้ดันควบคุมยากจนความมั่นหน้าอาจจะแตกไม่เหลือซาก
“เกิดมาควรโง่กับเรื่องเดิมครั้งเดียว” ปฐวีตอบกลับอย่างมั่นใจ
รักมากก็ไม่ได้แปลว่าจะได้รับความรักที่ซื่อสัตย์กลับมา
ในเมื่อให้ใจไปแล้วไม่เห็นค่า ก็แค่ทำลายกลับให้สาสมก็เท่านั้น
เวลาล่วงเลยข้ามวันใหม่หลังเที่ยงคืน คนที่มีเมียรออยู่บ้านจึงลุกขึ้นร่ำลาลูกน้องและเพื่อนฝูง ก่อนจะออกจากคลับตรงกลับบ้านไป
ความสว่างของไฟไม่ได้ถูกเปิดไว้ทุกดวง แต่ก็ให้ความสว่างกับการเดินเข้าบ้านได้อย่างง่ายดายไม่สะดุดตกบันได
ห้องนอนของเขาที่มีใครอีกคนร่วมอาศัย ถูกเปิดเข้าไปพร้อมกับความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศ
คนที่คิดว่าอาจจะหลับกลับยังคงอยู่ ตากลมปรือมองมาทางเขาเหมือนง่วงเต็มทน ทำให้เห็นแล้วอดยกยิ้มส่งไปให้ไม่ได้
“ทำไมยังไม่นอน” เดินเข้าไปหาคนบนเตียงที่เอนพิงหัวเตียงคลุมผ้าพร้อมทีวีที่เปิดไว้
“รอพี่ไง” ตอบกลับด้วยความรู้สึกน้อยใจ เขาไม่โทรบอกเหมือนอดีต ปล่อยให้เธอเฝ้ารออย่างไร้จุดหมาย
“งานพึ่งเสร็จ” คำโกหกปั้นแต่งให้อีกฝ่าย พร้อมลูบหัวอย่างเอ็นดู
ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงโทรตามยิกๆ จิกยิ่งกว่าแม่ไก่ แต่ตอนนี้ข้อความสักฉบับก็ไม่มี
“ทำไมไม่โทรหา”
“กลัวพี่ปืนทำงานอยู่” ไม่รู้เขาทำงานอะไร เขาไม่ได้บอกรายละเอียดเรื่องงาน แต่ก็บอกอยู่ว่าเป็นงานสีเทา แต่ไม่ถึงกับผิดกฎหมายจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน
“ก็ใช่ ไม่โทรน่ะดีแล้ว แต่คราวหลังก็ทิ้งข้อความไว้สักฉบับ ถ้าว่างพี่จะตอบ”
“แล้วทำไมพี่ไม่ส่งหามีนเอง”
“งานพึ่งเสร็จครับ” บอกเสียงหวาน ตาก็หวานเหมือนกันเพราะดื่มเหล้ามาพอสมควร
“แล้วทำไมมีกลิ่นเหล้า” งานพึ่งเสร็จแต่สภาพมึนๆ กรึ่มๆ
“รับลูกค้า คุยงานในวงเหล้า เลยต้องกินเอาใจ” โกหกทั้งเพ แต่เขาก็ไม่รู้สึกผิดสักนิด ทุกอย่างถูกคิดถูกเตี้ยมมาตั้งแต่บนรถแล้ว
“แล้วทำไมถึงขับรถ มันอันตราย”
“ไม่ได้เมา แค่กรึ่มๆ” ถึงจะเลวขนาดนี้ แต่เมาไม่ขับหรอก
สามัญสำนึกเมื่อก่อนน่ะมี แต่ตอนนี้ไม่ได้มีเท่าไหร่ เพียงแต่เป็นห่วงตัวเองนี่แหละ เกิดขึ้นอะไรขึ้นยังไงก็กระทบ ไม่อยากเข้าไปในนั้นอีกแล้ว เบื่อ ไร้อิสระ อยากอยู่ข้างนอกจนแก่ตาย
“เป็นห่วงเหรอ” ขยับใบหน้าถามด้วยรอยยิ้ม
“ห่วงสิ” ไม่อายจะบอกความจริง ห่วงเขาตลอด ห่วงเขาเสมอ อดีตที่เขาทำงานเลิกดึกแม้ไม่มีเหล้าเบียร์ยังห่วง ยิ่งตอนนั้นเป็นจักรยานยนต์ยิ่งห่วงกว่าเก่า
“ไม่ให้เมียเป็นหม้ายเพราะผัวตายหรอก” หยอกล้อใส่คนสวยตรงหน้าให้อารมณ์ดี
“เหม็นเหล้า ไปอาบน้ำเลย” ดันหน้าหล่อออกอย่างหมั่นไส้
คนที่ปกติกินเหล้าน้อยแต่พอรู้จักกันอีกครั้งกลับกินเก่งเหมือนน้ำเปล่า
“เหม็นผัวเหรอ”
“ใช่”
“ใช่หมายถึงอะไร...”
“เหม็น หรือ ผัว”
“ไปอาบน้ำได้แล้ว มีนง่วงแล้ว” ไล่เขาอีกครั้ง ยิ่งหยอดก็ยิ่งเขิน ยิ่งเขินก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก
คนๆ นี้เมื่อก่อนเรื่องเซ็กซ์ใช่ย่อย วันไหนกระดกเบียร์แค่กระป๋องเดียวก็อึดกว่าปกติแล้ว ตอนนี้ไม่รู้ว่ายังเหมือนก่อนอยู่ไหม ร่างกายที่ได้รับแอลกอฮอล์มาน่ะ
“ถ้าอาบตามเมียสั่ง ให้อะไรตอบแทนคะ”
“ไม่มี ง่วงแล้ว!” ตอบตัดความเขิน ทิ้งตัวนอนคลุมโปงหนีหน้าคนเมาแสนหื่น
“ไม่มี แต่ก็จะเอา”
