CHAPTER 6 เขาหน้าคล้ายลูกของเธอ
ยามเช้าริญชิฎาตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เธอรีบจัดเตรียมอาหารเช้าเตรียมนมวางเรียงไว้ให้ลูก ก่อนจะหันไปมองร่างเล็กสองร่างที่ยังงัวเงียอยู่บนที่นอน
“แม่ไม่ไป ไม่ได้เหยอ” พีทซ์กะพริบตาปริบๆ เสียงอ้อนจนหัวใจคนเป็นแม่แทบละลาย
“ถ้าแม่ไม่ไปทำงาน แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อหม่ำๆ ให้ลูกล่ะคะ” คำตอบอ่อนโยน แต่แฝงความจำเป็นเอาไว้
“เดี๋ยวหนูไปเองงง!” น้องพอร์ชรีบลุกพรวด วิ่งเตาะแตะมากอดขาแม่แน่น ทำเอาคนเป็นแม่หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“ตัวแค่นี้เก่งจังเลยนะเรา ตอนเย็นแม่จะซื้อขนมมาฝากนะคะ อยู่กับป้าใจห้ามดื้อนะ” เธอลูบผมลูกอย่างเอ็นดู
“ไม่ดื้อๆๆ!” สองแฝดรีบตอบพร้อมกัน เสียงใสแข่งกันดังลั่นบ้าน หญิงสาวยิ้มอ่อนก่อนจะก้มลงจูบแก้มลูกทั้งสองคนเบาๆ
บริษัทในยามเช้าดูเงียบกว่าทุกวัน ริญชิฎาได้รับมอบหมายให้ขึ้นมาทำความสะอาดชั้นบนสุด ชั้นที่เธอไม่เคยมีโอกาสย่างกรายเข้ามาเลยตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา
หญิงสาวค่อยๆ เปิดประตูห้องชงกาแฟ เธอเริ่มจัดการเช็ดโต๊ะล้างแก้ว และจัดของให้เข้าที่อย่างคล่องแคล่ว
เช้าตรู่แบบนี้ยังไม่มีพนักงานคนไหนเข้ามา ความเงียบทำให้เธอมีเวลาอยู่กับความคิดของตัวเอง หากวันนั้นเธอเรียนจบ บางทีตอนนี้เธออาจได้นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์เย็นสบาย ไม่ต้องคอยก้มหน้าทำความสะอาดแบบนี้
“นี่เทน้ำเปล่าใส่แก้วให้หน่อย” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย
“รอสักครู่ค่ะ” เธอรีบหยิบแก้วขึ้นมาเทน้ำอย่างระมัดระวัง ก่อนจะยื่นให้เขา
แต่จังหวะที่เธอหมุนตัว ร่างสูงกลับก้าวเข้ามาใกล้เกินไปน้ำในแก้วกระฉอกออกมา เปียกซึมลงบนเสื้อสูทราคาแพงทันที
“ขะ ขอโทษค่ะ!” เธอรีบพูดเสียงสั่น มือไม้ลนลานไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“มีตาไหม” ชายหนุ่มก้มมองคราบน้ำบนเสื้อ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบกดดัน
คำพูดสั้นๆ แต่เย็นชาจนทำให้บรรยากาศรอบตัวแข็งตัวไปในทันที หญิงสาวก้มหน้าลงแทบไม่กล้าสบตา
“ขอโทษจริงๆ ค่ะ เดี๋ยวฉันจะเช็ดให้” มือบางยื่นออกไปอย่างลังเล แต่ก็ต้องชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากสายตาของเขาที่จ้องมาไม่วางตา
เขาคว้ามือของเธอไว้ทันที เมื่อหญิงสาวกำลังจะยื่นมือไปเช็ดคราบน้ำบนเสื้อ แรงจับนั้นไม่ได้รุนแรง แต่แน่นพอให้เธอขยับไม่ได้
สายตาคมจ้องมองใบหน้าของเธอไม่วางตา หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาด ราวกับมีบางอย่างดึงรั้งความรู้สึกเอาไว้
“ปล่อยมือด้วยค่ะ” เสียงของหญิงสาวสั่นเล็กน้อย
“เงยหน้าขึ้นมา” น้ำเสียงเข้มจนไม่อาจขัดขืน
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ก่อนจะรวบรวมความกล้า เงยหน้าขึ้นช้าๆ และในวินาทีนั้นสายตาของทั้งสองสบตากันพอดี
ริญชิฎานิ่งงันหัวใจเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ ใบหน้าของเขาคุ้นตาเกินไป เหมือนกับลูกของเธอแทบทุกอย่าง ความตกใจฉายชัดในแววตาจนเธอลืมหายใจไปชั่วครู่
ส่วนณัทเตชินทร์เองก็ชะงัก ภาพบางอย่างในความทรงจำเลือนราง กำลังซ้อนทับกับใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า
เขามัวแต่จ้องใบหน้าของอีกฝ่ายราวกับถูกสะกด ก่อนจะเผลอดึงเธอเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างทั้งสองหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาแผ่วผ่านแก้มของเธอ
“คุณเตชินทร์ครับ ถึงเวลาแล้ว” เสียงเรียกจากด้านนอกดังขึ้นพอดี เหมือนเป็นสัญญาณปลุกให้เธอได้สติ
“ปล่อยนะ!”
หญิงสาวผลักเขาออกสุดแรง ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้องทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบ และความรู้สึกบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่
ณัทเตชินทร์ยืนอยู่กับที่สายตายังคงมองไปทางประตูที่เธอวิ่งหายไป มือหนาหยิบป้ายชื่อขึ้นมาตอนที่หญิงสาวเผลอ เขาแอบดึงมันออกมา
“ริญชิฎา ธนเกียรติโกศล” เขาอ่านชื่อเบาๆ
“มีอะไรครับ เมื่อกี้ผมเห็น เอ๊ะเสื้อคุณเปียก” ณภัทรสงสัยว่าเจ้านายเป็นอะไร
“ไม่ต้องเช็ด เอานี่ไป” เขายื่นป้ายชื่อพนักงานให้
“คุณเตชินทร์จะให้ผมเรียกแม่บ้านมาตักเตือนไหมครับ หรือไล่ออกดี”
“ไปสืบมา! เป็นใครมาจากไหนเสร็จประชุมฉันต้องได้ประวัติ”
“เอ่อ ครับ” ณภัทรก้มมองป้ายชื่อที่มีรูปพนักงานเล็กๆ ติดอยู่ เขาคุ้นหน้ามาก
“ทำไมหน้าคุ้นจังเลย” ณภัทรเงยหน้าสบตากับเจ้านาย
“ไปได้แล้ว”
หญิงสาวรีบปิดประตูห้องพักพนักงานทันที แผ่นหลังแนบชิดกับบานประตูมือสั่นเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงจนได้ยินชัดในอกของตัวเอง
“ทำไมหน้าเขาถึงคล้ายกับเจ้าแฝดจัง” เธอพึมพำเบาๆ อย่างไม่อยากเชื่อ
ภาพใบหน้าของชายคนนั้นยังติดอยู่ในหัวไม่จางดวงตาคิ้วสันจมูกเหมือนกับลูกของเธอราวกับถอดแบบกันมา หญิงสาวส่ายหน้าแรงๆ เหมือนพยายามปฏิเสธความคิดนั้น
“ไม่ใช่หรอก” เรื่องแบบนั้นจะบังเอิญได้ขนาดนี้ได้ยังไง อีกอย่างท่าทางของเขาก็เหมือนไม่รู้จักเธอเลยสักนิด
“น้องเรนนี่อยู่ข้างในไหม”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ริญชิฎาจะรีบเช็ดหน้า เปิดประตูออกไป
“สวัสดีค่ะคุณสัตยา”
“จะคุณอะไร พี่บอกให้เรียกพี่เฉยๆ ก็พอ” ชายหนุ่มสายไอทียิ้มกว้างพยายามทำตัวให้เป็นกันเอง
“เย็นนี้ไปทานข้าวกับพี่ไหม”
“เรนนี่ต้องกลับบ้านค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าแทบจะทันที
คำตอบเดิมๆ ทำให้สัตยาถอนหายใจ เขาเฝ้ามองหญิงสาวตั้งแต่เข้ามาทำงานใหม่ๆ ตอนแน่ใจว่าไม่มีใครเลยตัดสินใจตามจีบ
“กลับบ้านอีกแล้ว ชวนทีไรก็กลับแต่บ้านมีใครรออยู่เหรอ” เขาถามเสียงล้อเล่น แต่แฝงความสงสัย
“ลูกรออยู่ค่ะ”
“ลูก?” คำตอบนั้นทำให้รอยยิ้มของเขาชะงัก สัตยาทวนคำสีหน้าดูไม่เชื่อ
“เรนนี่มีลูกกับใคร อย่ามาโกหกพี่เลย” เขาหัวเราะเบาๆ เหมือนคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น
“เรนนี่ไม่ได้โกหกค่ะ”
“เห็นพี่ลดตัวลงมาจีบหน่อยก็เล่นตัว รู้ไหมสาวๆ ที่เขามีการศึกษาสวยกว่าเรนนี่พี่ก็สอยมาแล้ว แล้วเราจะเล่นตัวทำไมนักหนา”
“คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ฉันไม่ได้คิดอะไรกับคุณ”
“จนแล้วยังไม่เจียมตัว ทำงานจนตายก็ไม่มีทางได้ดีหรอก โอ๊ยย”
สัตยาก้มลงที่พื้นชายหนุ่มมองตัวต้นเหตุ เมื่อป้าแม่บ้านวัยกลางคนถีบเขาสุดแรง แบบไม่ไว้หน้ากันเลยทีเดียว
“ไอ้แก่นี่สงสัยไม่อยากเก็บปากไว้กินข้าว”
“กลับไปเลยนะ เห็นอะไรอยู่ในมือมั้ย” ป้าแม่บ้านหยิบไม้กวาดเตรียมจะฟาดอีกฝ่าย
“เออ ฝากไว้ก่อนนะ” เขาชี้หน้าริญชิฎา หมายมั่นว่าจะต้องได้หญิงสาว
“ขอบคุณพี่จูนมากนะ”
“เรนนี่ พี่สอนให้สู้คนเห็นไหมพวกนั้นมันมารังแกตลอด”
“เรนนี่ไม่อยากมีปัญหา” หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย
“คราวหลังอย่าไปอยู่ใกล้พวกมันอีก” คำตอบนั้นทำให้พี่จูนถอนหายใจยาว
“ค่ะ”
“บ่ายขึ้นไปทำความสะอาดที่ห้องท่านประธานด้วยนะ หัวหน้าแจ้งมา”
“แต่เรนนี่เพิ่งจะขึ้นไปเองนะ”
“หัวหน้าสั่งเราอย่าขัดเลย”
ทำไมเธอถึงรู้สึกแปลกๆ ความไม่สบายใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอก จนหายใจไม่ทั่วท้อง หรือเพราะผู้ชายคนนั้นคนที่เผลอทำน้ำหกใส่
แค่เสื้อสูทตัวเดียวก็ดูมีราคาสูงเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ อาจจะแพงยิ่งกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของเธอด้วยซ้ำ
ถ้าเขาเอาเรื่องขึ้นมา และให้เธอชดใช้จริงๆ แล้วเธอจะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย ริญชิฎากำมือแน่นความกังวลถาโถมเข้ามาไม่หยุด
