CHAPTER 7 คนนี้ไม่ผิดตัว
ณัทเตชินทร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังสีดำ ดวงตาคมกริบกวาดอ่านเอกสารในมืออย่างละเอียด ทุกตัวอักษรถูกกลืนเข้าไปในความคิดของเขาอย่างไม่ตกหล่น จนกระทั่งสายตาหยุดนิ่งอยู่ที่บรรทัดหนึ่ง สถานะโสด แต่มีบุตร
ปลายนิ้วแกร่งหยุดเคาะโต๊ะไปชั่วขณะ ความเงียบในห้องทำงานหรูดูหนักอึ้งขึ้นมาทันที ราวกับอากาศถูกบีบอัดให้แน่นจนหายใจลำบาก
“คุณแน่ใจนะครับว่าใช่คนนี้” ณภัทรเอ่ยถามเจ้านายด้วยความไม่มั่นใจ
“ต้องใช่คนนี้สิ ถ้าฉันบอกว่าใช่ก็คือใช่” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่ภาพถ่ายหญิงสาวในแฟ้มประวัติ
ณัทเตชินทร์ยกสายตาขึ้นช้าๆ สายตานั้นเย็นเฉียบจนอีกฝ่ายแทบไม่กล้าสบ
“ลูกของเธอกี่ขวบแล้ว”
“สองขวบแล้วครับ” น้ำเสียงของณภัทรแผ่วลงอย่างไม่รู้ตัว
เพียงเท่านั้นมือหนาก็กำเอกสารแน่นจนยับย่น เส้นเลือดปูดขึ้นที่ขมับ ดวงตาที่เคยนิ่งสงบเริ่มสั่นไหวด้วยบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
“ออกไป” เขาโบกมือโดยไม่แม้แต่จะมองหน้า ณภัทรรีบก้มหัวแล้วเดินออกไปทันที
“สวัสดีค่ะ แผนกแม่บ้านขึ้นมาทำความสะอาดค่ะ”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ริญชิฎายกอุปกรณ์ทำความสะอาดขึ้นมากอดไว้ ดวงตากวาดมองบรรยากาศหรูหราของชั้นบนสุดอย่างเกรงใจ
“เชิญด้านในเลยครับ” ณภัทรเอ่ยพลางผายมือไปทางห้องผู้บริหารสีหน้าดูเคร่งเครียดกว่าปกติเล็กน้อย แต่หญิงสาวไม่ได้ทันสังเกต
“ขอบคุณค่ะ” เธอรับคำก่อนจะผลักประตูเข้าไปทันที แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปเต็มตัว ร่างบางก็ต้องชะงัก เมื่อรู้สึกถึงแรงบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหลัง
“ว้าย!” เธอสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมองด้วยความตกใจ “เอ่อ ขอโทษค่ะ ไม่รู้ว่ามีคนอยู่ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้”
“ไม่ต้อง”
คำสั้นๆ แต่หนักแน่นจนเธอหยุดนิ่งไปโดยอัตโนมัติ หญิงสาวค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ หัวใจเริ่มเต้นแรงอย่างไม่มีสาเหตุ
ณัทเตชินทร์ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ดวงตาคมจับจ้องเธอไม่วางตา ก่อนจะเดินผ่านไปอย่างไม่เร่งรีบ แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาเหมือนเจ้าของพื้นที่
“ทำต่อสิ ฉันไม่ว่า” น้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงอำนาจบางอย่างที่กดดันจนหายใจไม่ทั่วท้อง
เธอมองใบหน้าเขาผู้ชายคนนั้นที่เธอทำน้ำหกใส่เมื่อตอนเช้า แต่พอเขารู้ว่ามีคนจ้องหน้าจึงเงยหน้าขึ้นมองเธอเช่นกัน
“ฉันทำไม่สะดวกค่ะ เอาไว้ขึ้นมาอีกทีนะคะ” เธอพยายามพูดให้สุภาพที่สุดแม้ในใจจะเริ่มไม่สบายใจ ชายหนุ่มยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากกระตุกคล้ายยิ้ม แต่สายตากลับเย็นเฉียบ
“มาใกล้ๆ ฉันสิ” เขากวักมือเรียก พร้อมสำรวจร่างบางไปในตัว
“มีแฟนหรือยัง”
คำถามนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากเขาอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่สายตาที่จ้องมองกลับกดดันจนเธอแทบหายใจไม่ออก
“คะ?” เธอชะงักงุนงงกับคำถามที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในสถานการณ์แบบนี้
“หูตึงหรือยังไง” คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย
“ยะ ยัง…มีแล้วค่ะ” เธอรีบตอบแทบไม่ทัน ความรู้สึกบางอย่างบอกให้เธอปฏิเสธเขาให้เร็วที่สุด ไม่อยากให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาวุ่นวายในชีวิต
“งั้นเหรอ” เขาพยักหน้าช้าๆ เหมือนรับรู้ แต่แววตากลับไม่ได้สนใจคำตอบนั้นเลยแม้แต่น้อย ต่อให้มีเขาก็จะแย่งมา
ในเสี้ยววินาทีถัดมา มือหนาก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่น ออกแรงกระตุกเพียงเล็กน้อย
“ว้าย!”
ร่างบางเสียหลักล้มเข้าหาเขาโดยไม่ทันตั้งตัว สองมือเผลอคว้าเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ปะทะเข้าจนหัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
“ทำบ้าอะไรของคุณปล่อยนะ!” เธอดิ้นขลุกขลักพยายามผละออก แต่แขนแกร่งที่โอบรั้งเอาไว้กลับไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว
ชายหนุ่มก้มมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง
“เธอทำเสื้อฉันเปื้อนจะรับผิดชอบยังไง” เสียงทุ้มเอ่ยชิดใบหู ราวกับตั้งใจให้เธอรู้สึกถึงลมหายใจของเขา
“แค่น้ำเปล่า ไม่เห็นจะเปื้อนอะไรปล่อยฉันด้วยค่ะ” เธอพยายามดันอกเขาออก แต่ยิ่งเธอขัดขืน แขนแกร่งกลับยิ่งกระชับแน่นขึ้น ราวกับไม่คิดจะปล่อยง่ายๆ
“ดิ้นเก่งเหมือนเดิมเลยนะ” คำพูดนั้นทำให้เธอชะงักไปเสี้ยววินาที ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
“...”
“เธอหน้าคล้ายกับคนที่ฉันรู้จักเลยนะ” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนิ่งลึกคล้ายกำลังหยั่งเชิง
“ฉันไม่เคยรู้จักคุณ” เธอส่ายหน้าทันที
“เหรอ แต่ฉันอาจจะหน้าคล้ายลูกของเธอก็ได้นะ” มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย
“คุณรู้ได้ยังไง” น้ำเสียงเริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว
สายตาของณัทเตชินทร์เปลี่ยนไปทันที จากการหยั่งเชิงกลายเป็นความมั่นใจที่น่ากลัว ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะจำเขาไม่ได้
“เด็กน้อย” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนที่ปลายนิ้วจะยกขึ้นแตะริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบา เหมือนกำลังครอบครองอะไรบางอย่าง
เพียะ!
ฝ่ามือเล็กฟาดลงบนใบหน้าคมของเขาเต็มแรง จนศีรษะของชายหนุ่มเอียงไปเล็กน้อย บรรยากาศเงียบงันในทันที
“ไอ้โรคจิตฉันไม่รู้จักคุณ อย่ามาวุ่นวายกับฉัน”
คำด่าถูกกลืนหายไปในลมหายใจ เมื่อเขายกมือขึ้นลูบแก้มเธอช้าๆ ราวกับกำลังพิจารณาบางอย่าง สายตาคมฉายแววอันตรายที่ไม่เคยมีใครกล้าท้าทายมาก่อน ไม่เคยมีใครกล้าตบเขา และเธอคือคนแรก
“กล้าดี”
เพียงเสี้ยววินาทีถัดมามือใหญ่ก็รั้งท้ายทอยเธอไว้แน่น ก่อนที่ริมฝีปากหยาบกร้านจะกดทับลงมาอย่างแรง
“อื้อ!” มันไม่ใช่จูบที่อ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์และการเอาชนะ ราวกับต้องการสั่งสอนให้เธอจำว่าเขาเป็นใคร
ริญชิฎาพยายามดิ้นหนีและผลักเขาออก แต่แรงของเขากลับมากเกินไปจนเธอแทบขยับไม่ได้ หัวใจเต้นแรงทั้งโกรธทั้งตกใจ น้ำตาคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ปล่อยนะ!” เธอใช้ฮึดแรงสุดท้ายผลักเขาออกได้ในที่สุด ร่างบางถอยห่างออกมาอย่างรวดเร็ว มือยกขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองแรงๆ เหมือนต้องการลบสัมผัสเมื่อครู่ทิ้งไป
“หรืออยากโดนจูบอีกรอบ”
เพียะ
เธอฟาดฝ่ามือลงบนแก้มสากของเขาอีกครั้งอย่างแรง ก่อนจะรีบผละออกโดยไม่คิดชีวิต ร่างบางหมุนตัววิ่งออกจากห้องทันที หัวใจเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก ข้าวของที่นำขึ้นมาเธอทิ้งไว้โดยไม่แม้แต่จะเหลียวมอง
ณัทเตชินทร์ยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองช้าๆ ปลายนิ้วแตะรอยแดงที่ยังคงร้อนผ่าว ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นต่ำและเย็นเยียบจนชวนให้ขนลุก
“หึ แรงไม่เบาเลยนะ”
“คุณเตชินทร์ทำอะไร…” ณภัทรที่เพิ่งเดินเข้ามาชะงักทันทีเมื่อเห็นรอยฝ่ามือชัดเจนบนใบหน้าของผู้เป็นเจ้านาย คำถามที่เหลือถูกกลืนหายไปโดยไม่ต้องเอ่ย
ก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งสวนกับหญิงสาวคนนั้นพอดีสภาพหน้าตาตื่นตระหนก วิ่งออกไปแทบไม่คิดชีวิต บรรยากาศในห้องกดดันขึ้นอย่างน่ากลัว
“ไปจับตัวเด็กเวรนั่นมา” คำสั่งถูกเอ่ยออกมาเรียบๆ แต่หนักแน่น
“เด็กที่ไหนครับ” ณภัทรขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ลูกของเธอ” สายตาคมตวัดมามองทันที
“แต่ว่าเราทำแบบนี้มันผิดกฎหมายนะครับ” ณภัทรพยายามท้วง แม้เสียงจะเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
ณัทเตชินทร์หัวเราะหึในลำคออีกครั้ง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ สายตาเย็นจัดจนอีกฝ่ายแทบไม่กล้าสบ
“แล้วฉันต้องสนใจหรือไง!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยอำนาจและความเอาแต่ใจที่ไม่มีใครกล้าขัด
“ผมจะจัดการให้ เราจะทำอะไรกับเด็ก”
“จับมาก่อนค่อยว่ากันอีกที”
“ถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นเมื่อ 3 ปีก่อน เท่ากับว่าเด็กก็เป็นลูกของคุณเตชินทร์”
“ฉันรับเป็นลูกแล้วเหรอ ถึงกล้าพูดแบบนั้นเด็กนั่นก็แค่เกิดมาแย่งทุกอย่างไปจากฉันเท่านั้นเอง หรือถ้าไม่ใช่ลูกของฉันก็ฆ่าทิ้งซะ”
น้ำเสียงเขาเย็นเฉียบสายตาแข็งกร้าวอย่างไม่คิดปิดบัง เขาไม่ชอบเด็ก และไม่ชอบที่มีคนมาแย่งหญิงสาวไปจากเขา
