บท
ตั้งค่า

CHAPTER 4 ไม่เคยท้อ

แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาภายในรถ ณัทเตชินทร์นั่งเอนตัวอยู่บนเบาะหนังสุดหรู ท่าทางดูเหนื่อยล้าไม่น้อย สายตาคมทอดมองออกไปด้านนอกอย่างเหม่อลอย

เมื่อคืนเขาต้องจัดการงานหลายอย่าง กว่าจะเคลียร์ทุกอย่างเสร็จก็เกือบสว่าง ชายหนุ่มยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วๆ

ตอนนี้เขาทำได้เพียงนั่งรอให้ลูกน้องลงไปซื้อน้ำเต้าหู้กลับมา เขาหยิบแว่นกันแดดมาสวมแล้วหันไปมองร้านน้ำเต้าหู้

“เท่าไหร่ครับ แม่ค้าคนสวย” ศิวะกรยิ้มโปรยเสน่ห์ทันทีที่รับน้ำเต้าหู้จากมือหญิงสาว

“สี่สิบจ้ะ” หญิงสาวตอบยิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“นี่เงินครับ มากับพี่สาวเหรอแล้วท้องได้กี่เดือนแล้ว” ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสาวอีกคนที่ใส่ชุดคลุมท้อง หญิงสาวสวมใส่แมสทำให้เขามองหน้าไม่ถนัด

“ใช่จ้ะ นี่เงินทอน” แม่ค้าตอบแทน

“ไม่ต้องทอนครับ” ศิวะกรยื่นเงินให้ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วหันหลังเดินกลับขึ้นรถ

แต่พอขึ้นไปนั่งแล้วเขากลับนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองออกไปนอกรถอีกครั้ง ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างยังคงติดอยู่ในหัว

“มองอะไรวะ” ณภัทรถามเพื่อน

“แม่ค้าขายน้ำเต้าหู้นี่สวยจริงๆ อีกคนใส่แมสปิดหน้ายังสวยทะลุแมส แถมยังท้องอีกคุ้นหน้ามาก”

“คงไม่ใช่เมียเก่ามึงหรอกนะ เห็นคนสวยไม่ได้”

“มึงจะบ้าหรือไงกูยังไม่มีเมีย แต่คุ้นหน้าจริงๆ” ศิวะกรยังพูดต่อ

ณัทเตชินทร์นั่งนิ่งอยู่ในรถ สายตาคมเผลอทอดมองออกไปนอกรถโดยไม่ตั้งใจท่ามกลางผู้คน เขาเห็นหญิงสาวสองคนกำลังยืนอยู่หน้าร้าน

แต่กลับมีเพียงคนเดียวที่ดึงสายตาเขาไว้ถึงอย่างนั้น เขากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด สายตาคมหรี่ลงเล็กน้อย เหมือนพยายามจะนึกบางอย่างออก

แต่ก่อนที่จะนึกบางอย่างออกรถก็เคลื่อนตัวออกไปแล้ว ณัทเตชินทร์เอนหลังพิงเบาะ ก่อนจะสลัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ

บ้านหลังเล็กในชุมชนแออัดดูคับแคบแต่ก็อบอุ่นไปอีกแบบ กลิ่นน้ำเต้าหู้หอมอ่อนๆ ยังลอยคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากขายของเสร็จ

“เดือนนี้พอค่าเช่าบ้านอยู่จ้ะ”

“พี่ขอบคุณแตงโมมากนะ ที่มาช่วยพี่” ริญชิฎาหันไปยิ้มให้เด็กสาวข้างบ้าน มือบางลูบหน้าท้องนูนของตัวเองเบาๆ

“ขอบคุณอะไรกัน พี่เรนนี่ท้องใกล้คลอดแล้ว จะไปขายน้ำเต้าหู้คนเดียวได้ยังไง” แตงโมยิ้มกว้างตอบกลับอย่างจริงใจ

“นี่ค่าจ้าง” เธอหยิบเงินเล็กน้อยยื่นให้ แต่เด็กสาวรีบส่ายหน้า

“แตงโมไม่เอาหรอก พี่เรนนี่เก็บไว้เถอะ” เด็กสาวเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าเขินๆ “แต่หนูขออย่างหนึ่งได้ไหม”

“ว่ามาสิ” เธอมองอย่างเอ็นดู

“พี่ไผ่จะมาอีกวันไหนเหรอจ๊ะ” แตงโมบิดตัวไปมาเล็กน้อยก่อนจะถามเสียงเบา

“เด็กแก่แดด” เธอแกล้งว่าเบาๆ พร้อมส่ายหน้าอย่างขำๆ

“ก็หนูชอบพี่ไผ่นี่น่า เขาไม่ใช่พ่อของเด็กๆ ใช่ไหม” แตงโมยิ้มเขินๆ ก่อนจะถามต่ออย่างอยากรู้

“ใช่ที่ไหนล่ะ ไผ่เขาเป็นเพื่อนพี่”

“สารเลวคนไหนที่มันทำพี่น้องแล้วไม่รับผิดชอบ เขาจะรู้ไหมในท้องมีตั้ง 2 ชีวิต” เด็กสาวขมวดคิ้วสีหน้าไม่พอใจ

“อย่าไปพูดถึงคนอื่นเลย” น้ำเสียงของเธอเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเจ็บลึกที่ไม่อยากรื้อฟื้น

“หรือว่ามันตายไปแล้วนะ”

ริญชิฎานิ่งไปครู่หนึ่งสายตาเหม่อลอยไปไกล เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือแม้กระทั่งยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

“ฮัดเช้ย!”

เสียงจามของณัทเตชินทร์ดังขึ้นกลางห้องทำงาน ทำให้ลูกน้องหลายคนหันมามองทันที

“คุณเตชินทร์ไม่สบายเหรอครับ” ณภัทรเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

ชายหนุ่มยกมือปาดจมูกลวกๆ จนปลายจมูกแดงก่ำก่อนจะตอบเรียบ

“ไม่เป็นอะไร” เขาเงยหน้าขึ้น สายตาคมกลับมาเย็นเฉียบเหมือนเดิม

“เรื่องที่ให้ตามไปถึงไหนแล้ว”

คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที เขาเฝ้ารอมาหลายเดือน แต่ทุกอย่างไม่เป็นดั่งที่หวังไว้ ณภัทรชะงักเล็กน้อยก่อนตอบ

“ยังไม่มีข่าวคราวอะไรเลยครับ”

“พวกโง่! นี่มันจะครบเก้าเดือนอยู่แล้วนะ!” เพียงแค่คำตอบสั้นๆ ก็ทำให้แววตาของณัทเตชินทร์เปลี่ยนไป

“ขอเวลาอีกนิดครับ” ณภัทรรีบพูดขึ้น แม้จะรู้ดีว่าคำขอนั้นแทบไม่มีน้ำหนัก

“ชาตินี้ตามหาไม่เจอ ไม่ต้องโผล่หน้ามาให้เห็น!”

“ผมจะกำชับนักสืบให้”

สิ่งที่เจ้านายของเขาให้ตามหาไม่มีทั้งชื่อ ไม่มีแม้แต่เบาะแสสำคัญ มีเพียงความทรงจำเลือนรางกับภาพสเก็ตช์ใบหน้าเท่านั้น และนั่นทำให้การตามหาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ต้นไผ่นั่งมองหน้าเพื่อนสาวเงียบๆ ผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียว แต่หัวใจกลับแข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

“พอคลอดแล้วจะไปทำงานเลยเหรอ รอลูกโตกว่านี้ไม่ได้เหรอ” เขาถามเสียงเบาแฝงความเป็นห่วงชัดเจน

“ต้องรีบทำงานสิ ไม่งั้นจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงลูก”

“ก็มีทางนะ ถ้าเรนนี่ไม่ต้องไปจ่ายหนี้พนันแทนพ่อ ตัวเองก็ลำบากอยู่แล้วยังต้องอุ้มท้อง ต้องแบกท้องหนี้เจ้าหนี้พ่อ” เขาพูดตรงๆ

“เรื่องมันผ่านมาแล้ว” หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเรียบๆ

“ถ้าให้เรารับผิดชอบแทน เรนนี่ก็ไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอก”

“อย่าพูดแบบนั้นเลย ใครจะกล้าดึงคนดีๆ มาลำบากด้วย” เธอส่ายหน้าเบาๆ

คำพูดนั้นทำให้ต้นไผ่เงียบไป เขารู้ดีว่าเธอกำลังปิดกั้นตัวเอง ไม่ยอมให้ใครเข้ามาในชีวิตอีก เพราะกลัวว่าจะต้องพาใครมาลำบาก

“ไอ้ผู้ชายเฮงซวยที่ไหนวะ ทำคนท้องแล้วก็หายหัวไปแบบนี้” เขาพึมพำเสียงต่ำ ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ในใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเกลียดผู้ชายคนนั้นสุดหัวใจ

“เรนนี่ไม่ยอมบอกเราเลยว่าใครคือพ่อเด็ก คืนนั้นถูกมันย่ำยีเหรอ” เขาถามอีกครั้ง พอริญชิฎาได้ยินคำถามนี้มักจะเงียบทุกที

“อย่าถามอีกเลยถือว่าเราขอร้อง” เธอไม่ได้ถูกย่ำยีเพราะในคืนนั้น เธอเผลอไหลไปตามสัมผัสของเขาอย่างไม่อาจต้านทาน ไม่ได้รังเกียจแม้ในยามที่เขาแตะต้องเรือนร่างของเธอ

“ต่อจากนี้เราจะไม่ถามอีกแล้ว ว่าแต่เรนนี่ตั้งชื่อไอ้เด็กแสบจอมซนนี่หรือยัง”

“เราตั้งไว้แล้ว”

“ชื่ออะไรบ้าง” เขาถามด้วยความตื่นเต้น ถึงแม้จะไม่ชอบพ่อของเด็ก แต่หากเป็นลูกของริญชิฎาเขาก็จะรักให้มากๆ

“ชื่อเล่นน้องพอร์ชน้องพีทซ์”

“ให้เราเซ็นรับรองบุตรให้ไหม” ต้นไผ่ยิ้มบางๆ ขณะมองหน้าท้องของเธออย่างอ่อนโยน

“ไผ่เราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ” คำพูดนั้นทำให้ริญชิฎาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

“เราเข้าใจแล้ว รู้ว่าเรนนี่ไม่มีทางยอมหรอก แต่ถ้าวันไหนใจอ่อนก็บอกเราได้นะ” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ แม้แววตาจะซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ไม่มิด

“แต่ถ้าวันไหนใจอ่อนก็บอกเราได้นะ”

“ขอบคุณนะที่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน แต่เราคิดกับไผ่แค่เพื่อน” เธอเงยหน้ามองเขา ดวงตาเริ่มแดงก่ำ

“ตอกย้ำจังเลย ถ้าเกิดวันหนึ่งเจอพ่อของลูกจะทำยังไง”

คำถามของต้นไผ่ทำให้หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ ทั้งที่แววตาเจือความเจ็บลึกอยู่ข้างใน

“คงไม่มีวันนั้นหรอก ชาตินี้เราคงหากันไม่เจอ” เพราะแม้แต่ใบหน้าของเขา เธอยังไม่เคยเห็นชัดเจนด้วยซ้ำ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel