ตอนที่ 5: ความลับใต้บทลงโทษ
หลังจากที่พยัคฆ์ร้ายตวาดลั่นและทิ้งหีบสมบัติสี่ใบไว้ให้เป็น 'บทลงโทษ' บรรยากาศในเรือนเหมันต์นิรันดร์ก็ตกอยู่ในความเงียบงันปนสับสน
หลี่ซินเยว่นั่งพับเพียบอยู่หน้าหีบไม้ที่เปิดอ้าซ่า แสงจันทร์สลัวลอดผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบกับประกายอัญมณีและผ้าไหมชั้นเลิศ เสี่ยวชุ่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ ไม่กล้าแตะต้องสิ่งของเหล่านั้นเพราะกลัวจะเป็นกับดัก
“คุณหนูเจ้าขา... บทลงโทษพวกนี้ เราจะต้องทำตามจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ยถามเสียงแผ่ว “ให้ใส่เครื่องประดับหนักๆ เดินไปเดินมาทั้งวัน คอคุณหนูจะเคล็ดเอานะเจ้าคะ”
ซินเยว่ถอนหายใจยาว นางเอื้อมมือไปหยิบปิ่นหยกแกะสลักรูปดอกท้อที่ฝังด้วยทับทิมเม็ดงามขึ้นมาพิจารณา ทว่าเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับเนื้อหยก ความรู้สึกอุ่นวาบก็แล่นปราดเข้าสู่ร่างกาย ความหนาวเย็นที่มักจะเกาะกินปลายนิ้วของนางอยู่เสมอพลันมลายหายไป
นางเบิกตากว้างเล็กน้อย รีบหยิบกำไลและสร้อยคอในหีบขึ้นมาดูอย่างละเอียด
“เสี่ยวชุ่ย... เจ้าลองจับหยกพวกนี้ดูสิ”
เสี่ยวชุ่ยยื่นมือมาแตะ ก่อนจะทำตาโต “อุ่นเจ้าค่ะ นี่มันหยกอัคคีจากแดนใต้ที่หายากยิ่งกว่าทองคำนี่เจ้าคะ ข้าเคยได้ยินหมอเทวดาบอกว่า หยกอัคคีมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลเลือดลม เหมาะสำหรับสตรีที่มีร่างกายเย็นและเจ็บป่วยง่าย... ท่านอ๋องเอาของล้ำค่าปานนี้มาให้ท่านใส่เพื่อถ่วงน้ำหนักงั้นหรือเจ้าคะ”
ซินเยว่ชะงักไปชั่วครู่ สมองอันชาญฉลาดของนางเริ่มประมวลผล นางละสายตาจากหีบเครื่องประดับ หันไปมองหีบหนังสือที่จ้าวหยางเจี้ยนสั่งให้นางอ่านให้หมด
มือเล็กเอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มบนสุดขึ้นมา หน้าปกไม่ได้เขียนชื่อเรื่อง แต่เมื่อเปิดอ่านเนื้อหาด้านใน หัวใจของนางก็เต้นผิดจังหวะ
มันไม่ใช่หนังสือกฎระเบียบจวน ไม่ใช่ตำราสอนหญิงที่น่าเบื่อหน่าย แต่เป็น 'บันทึกการเดินทางท่องแดนใต้' หนังสือหายากที่เล่าเรื่องราวการผจญภัยและของกินเลิศรสต่างๆ ซินเยว่รีบเปิดดูเล่มอื่นๆ ในหีบ มีทั้งนิทานปรัมปรา ตำนานรักขบขัน และหนังสือภาพทิวทัศน์ที่งดงาม
หยาดน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้านางอย่างห้ามไม่อยู่
ในอดีตตอนที่นางยังอยู่ในตระกูลหลี่ นางเคยแอบเก็บเงินซื้อหนังสือพวกนี้มาอ่านแก้เหงา ทว่าเมื่อแม่เลี้ยงจับได้ หนังสือทั้งหมดก็ถูกโยนเข้ากองไฟ นางถูกดุด่าว่าไร้สาระและถูกลงโทษให้อดข้าวไปสองวันเต็ม ตั้งแต่นั้นมา นางก็ไม่เคยได้อ่านเรื่องราวที่นางชื่นชอบอีกเลย
“เขารู้ได้อย่างไร...” ซินเยว่พึมพำเสียงสั่น “เขารู้ได้อย่างไรว่าข้าชอบอ่านหนังสือพวกนี้ รู้ได้อย่างไรว่าข้าป่วยเพราะความเย็น...”
ภาพใบหน้าถมึงทึงและน้ำเสียงตวาดกร้าวของชินอ๋องผุดขึ้นมาในหัว ทว่าคราวนี้ เมื่อนำมาประกอบกับสิ่งของเบื้องหน้า ความดุดันเหล่านั้นกลับดูคล้ายกับเปลือกหอยที่แข็งกระด้าง ซึ่งกำลังพยายามปกป้องไข่มุกเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ภายใน
การลงทัณฑ์ด้วยการให้อ่านหนังสือนิทาน การลงทัณฑ์ด้วยการให้สวมหยกอุ่นรักษาโรค การลงทัณฑ์ด้วยการให้เปลี่ยนชุดผ้าไหมสวรรค์ที่นุ่มสบายที่สุด
นี่มันไม่ใช่บทลงโทษแล้ว นี่มันคือการประเคนทุกสิ่งที่นางเคยถูกพรากไปกลับคืนมาให้ต่างหาก
“คุณหนูร้องไห้ทำไมเจ้าคะ หรือว่าหยกนี่มีพิษ” เสี่ยวชุ่ยตกใจ
“ไม่มีพิษหรอกเสี่ยวชุ่ย” ซินเยว่ปาดน้ำตาออก รอยยิ้มบางๆ ที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงาม “ข้าแค่เพิ่งตระหนักได้ว่า พญายมแห่งเมืองหลวงผู้นี้ แท้จริงแล้วช่างรับมือยากเสียยิ่งกว่าเด็กเอาแต่ใจเสียอีก”
คืนนั้น ซินเยว่ไม่ได้เข้านอนเร็วเหมือนปกติ นางนั่งพิงเบาะนุ่ม อ่านหนังสือบันทึกการเดินทางเล่มนั้นท่ามกลางแสงเทียนสลัว ความสุขที่ห่างหายไปนานเติมเต็มหัวใจจนนางลืมเลือนความหวาดกลัวไปจนหมดสิ้น
เวลาล่วงเลยจนเข้าสู่ยามจื่อ (เที่ยงคืน) อากาศภายนอกเริ่มหนาวเหน็บ ลมพัดกรรโชกแรงจนหน้าต่างไม้สั่นไหว ซินเยว่ที่อ่านหนังสือจนเหนื่อยล้า เผลอหลับไปทั้งที่ยังเอนหลังพิงขอบเตียง หนังสือเล่มหนาร่วงหล่นอยู่บนตัก
ท่ามกลางความเงียบสงัด ประตูเรือนเหมันต์นิรันดร์ถูกผลักให้เปิดออกอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งเสียงกระแทกตึงตังเฉกเช่นยามกลางวัน
ร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยางเจี้ยนก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างเงียบกริบราวกับเงา เขาสวมเพียงชุดคลุมสีเข้ม ไม่ได้สวมเกราะเหล็กที่เย็นเยียบ มู่ไป๋ที่ตามมาด้วยหยุดยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูตามคำสั่ง
มหาอุปราชผู้ยิ่งใหญ่ค่อยๆ ย่อตัวลงคุกเข่าข้างเตียงหยก สายตาคมกริบที่เคยใช้ข่มขู่ผู้คน บัดนี้ทอดมองดวงหน้าหวานที่กำลังหลับสนิทด้วยความอ่อนโยนและหวงแหนอย่างปิดไม่มิด
เขาเห็นหนังสือที่ตกอยู่บนตักนาง จึงค่อยๆ หยิบมันขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะอย่างเบามือ จากนั้นสายตาก็เลื่อนไปเห็นว่านางยังคงสวมกำไลหยกอัคคีที่เขาบังคับให้ใส่เมื่อกลางวัน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ยัยเด็กโง่... ข้าสั่งให้ใส่ถ่วงน้ำหนัก ก็บ้าจี้ใส่นอนจริงๆ หรือ หากพลิกตัวแล้วข้อมือช้ำจะทำอย่างไร”
เขาพึมพำตำหนิเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน มือหนาและหยาบกร้านจากการจับดาบ ค่อยๆ ปลดกำไลหยกออกจากข้อมือเล็กอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับกลัวว่าผิวเนื้อเนียนละเอียดของนางจะแตกหัก
จากนั้น เขาก็สอดแขนเข้าไปใต้ข้อพับเข่าและแผ่นหลัง บรรจงอุ้มร่างบอบบางของนางขยับเข้าไปนอนบนเตียงหยกในท่าที่สบายที่สุด จ้าวหยางเจี้ยนดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมทับจนถึงปลายคางของนาง ทว่าเหมือนเขาจะยังไม่วางใจ เขาจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองที่มีกลิ่นอายอายบุรุษเพศและไออุ่น คลุมทับลงไปบนผ้าห่มของนางอีกชั้นหนึ่ง
การกระทำทั้งหมดนั้นนุ่มนวลและเงียบงัน ทว่า หลี่ซินเยว่ที่เป็นคนตื่นง่าย กลับรู้สึกตัวตั้งแต่ที่เขาปลดกำไลหยกให้นางแล้ว
นางไม่ได้ลืมตาขึ้นมา เพียงแต่แสร้งทำเป็นหลับสนิท ปล่อยให้เขาจัดแจงที่หลับที่นอนให้นาง หัวใจของนางเต้นรัวแรงอยู่ในอก ความอบอุ่นจากเสื้อคลุมของเขากำลังซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง
จ้าวหยางเจี้ยนนั่งมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากนางออกอย่างทะนุถนอม
“หลับให้สบายเถิด” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราด กระซิบแผ่วเบาในความมืด “ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในจวนของข้า จะไม่มีใครกล้าทำร้ายเจ้า หรือบังคับให้เจ้าทำในสิ่งที่ไม่อยากทำอีก เจ้าไม่ต้องฝืนทนสิ่งใดทั้งนั้น เป็นแค่คนเกียจคร้านที่คอยให้ข้าเลี้ยงดูก็พอแล้ว”
เขาประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนของนางอย่างแผ่วเบา เป็นจุมพิตที่ไร้ซึ่งความปรารถนาทางกาย มีเพียงความรักและความต้องการปกป้องอย่างสุดหัวใจ
เมื่อเห็นว่านางยังคงหายใจสม่ำเสมอ จ้าวหยางเจี้ยนก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วเดินเงียบๆ ออกจากห้องไป
ทันทีที่ประตูเรือนปิดลง ซินเยว่ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นในความมืด นัยน์ตาดอกท้อสั่นไหวไปด้วยความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้น นางดึงเสื้อคลุมของเขาเข้ามากอดไว้แน่น กลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์และกลิ่นอายความแข็งแกร่งของเขายังคงติดอยู่บนเนื้อผ้า
“คนปากแข็ง...” นางกระซิบพร้อมกับรอยยิ้มที่งดงามที่สุด ปากบอกว่าลงทัณฑ์ แต่กลับแอบย่องมาห่มผ้าให้นางกลางดึก ปากบอกว่านางเป็นนักโทษ แต่กลับมอบอภิสิทธิ์ให้นางได้เกียจคร้านตามใจชอบ
กำแพงความหวาดกลัวที่นางเคยสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเองจากเขา พังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี
หากนี่คือวิธีที่เขาใช้รักคนๆ หนึ่ง นางก็พร้อมที่จะเล่นตามน้ำ นางจะไม่เป็นนกที่คอยหวาดระแวงภัยอีกต่อไป แต่นางจะใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด จะกินของที่เขาหามาให้ จะอ่านหนังสือที่เขาเลือกให้ และจะเป็นปลาเค็มที่เขาภูมิใจที่จะทะนุถนอมไปตลอดชีวิต
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือน
แสงแดดสาดส่องเข้ามาในเรือนเหมันต์นิรันดร์ จ้าวหยางเจี้ยนก้าวอาดๆ เข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าองอาจและใบหน้าถมึงทึงตามปกติ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เตรียมจะหาเรื่องดุด่าภรรยาตัวน้อยที่บังอาจตื่นสาย
“หลี่ซินเยว่ นี่มันยามเฉิน (เจ็ดโมงเช้า) แล้ว เหตุใดเจ้าถึงยังขลุกอยู่บนเตียง บทลงโทษที่ข้าสั่งเมื่อวาน เจ้าทำไปถึงไหนแล้ว” เขาตวาดเสียงเข้ม
หากเป็นเมื่อก่อน ซินเยว่คงสะดุ้งสุดตัวและรีบลนลานลงจากเตียงด้วยความหวาดผวา
ทว่าวันนี้... หญิงสาวที่นั่งพิงหมอนอยู่บนเตียงหยก กลับไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย นางค่อยๆ วางหนังสือในมือลง ช้อนตาดอกท้อขึ้นมองเขาด้วยประกายหยาดเยิ้มและรอยยิ้มที่หวานละมุนจนคนมองแทบหยุดหายใจ
“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ ท่านอ๋อง” น้ำเสียงของนางหวานใส ไร้ซึ่งความสั่นเครือ “บทลงโทษของท่านช่างหนักหนานัก ข้าอ่านนิทานไปได้ตั้งครึ่งเล่มจนหลับคาโต๊ะเลยเจ้าค่ะ หากไม่ได้เทวดาแถวนี้มาช่วยห่มผ้าให้เมื่อคืน ข้าคงจับไข้ไปแล้ว”
จ้าวหยางเจี้ยนชะงักกึก ใบหน้าคมคายร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เขารีบเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความประหม่า แสร้งทำเป็นกระแอมไอ “ทะ... เทวดาบ้าบออันใด ข้าไม่รู้เรื่อง แล้วเครื่องประดับเล่า ข้าสั่งให้เจ้าใส่ตลอดเวลา ไฉนถึงถอดออก”
ซินเยว่หัวเราะคิกคัก ยื่นข้อมือขาวผ่องที่สวมกำไลหยกอัคคีเรียบร้อยแล้วให้เขาดู “ข้าใส่มันตั้งแต่ตื่นนอนแล้วเจ้าค่ะ หยกของท่านอ๋องอุ่นสบายยิ่งนัก ทำให้ร่างกายข้ารู้สึกดีขึ้นมาก... ขอบพระคุณนะเจ้าคะ ที่ทรงเมตตาลงทัณฑ์ข้าด้วยของล้ำค่าเช่นนี้”
จ้าวหยางเจี้ยนถึงกับใบ้กิน เขาเตรียมคำขู่มาสารพัด แต่กลับถูกรอยยิ้มและความรู้ทันของนางโจมตีจนพังทลาย เขาไม่เคยเห็นนางยิ้มอย่างเบิกบานและผ่อนคลายเมื่ออยู่ต่อหน้าเขามาก่อน
“หึ รู้ตัวก็ดีว่าข้ากำลังลงทัณฑ์” เขาพยายามทำเสียงแข็ง ดึงหน้าให้ตึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ในเมื่อเจ้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว... วันนี้ข้ามีธุระต้องออกไปจัดการนอกจวน เจ้า... เจ้าจะออกไปนั่งรถม้าเล่นกับข้าหรือไม่ ไปดูให้เห็นกับตาว่าจุดจบของคนที่กล้ารังแกเจ้า มันน่าสมเพชเพียงใด”
ซินเยว่มองชายหนุ่มที่กำลังทำฟอร์มชวนนางในแบบฉบับพญายมแล้วก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“ไปสิเจ้าคะ” นางขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้าไปหาเขาด้วยความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้น “แต่ข้ายังปวดเมื่อยอยู่เลย ท่านอ๋องช่วยพยุงข้าไปขึ้นรถม้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”
จ้าวหยางเจี้ยนมองสตรีที่กล้าเข้าใกล้เขาในระยะประชิดด้วยความตกตะลึง ก่อนที่มุมปากของเขาจะกดลึกลงเป็นรอยยิ้มที่แท้จริง เขายื่นแขนแกร่งออกไปให้นางจับ
“อ่อนแอเสียจริง...” เขาบ่นอุบอิบ แต่กลับประคองร่างบางของนางไว้อย่างทะนุถนอมที่สุด “เกาะให้แน่นๆ เล่า หากหกล้มไป ข้าจะลงโทษเจ้าให้งดกินขนมกุ้ยฮวาไปสามวัน”
“ข้าไม่ยอมให้หกล้มหรอกเจ้าค่ะ” ซินเยว่ซบหน้าลงกับต้นแขนของเขา ก่อนจะช้อนตาดอกท้อขึ้นมองบุรุษตัวโตด้วยแววตาออดอ้อน “แต่ท่านอ๋องเจ้าขา ต่อไปนี้ท่านช่วยพูดกับข้าดีๆ ลดน้ำเสียงดุดันลงสักนิด เลิกเอาแต่ขู่ว่าจะลงทัณฑ์ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวหยางเจี้ยนชะงักงันกับสายตาเว้าวอนที่ไร้ซึ่งความหวาดผวานั้น “ขะ... ข้าเป็นพญายม จะให้มาพูดจาหวานเลี่ยนได้อย่างไรกัน ข้าก็แค่... แค่...”
“แค่เป็นห่วงข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางยิ้มหวานจนตาหยี กระชับท่อนแขนแกร่งของเขาแน่นขึ้น “พูดความจริงในใจของท่านออกมาเถิดเจ้าค่ะ หากท่านยอมพูดกับข้าด้วยความอ่อนโยน ข้าก็สัญญาว่าจะยอมเป็นปลาเค็มตัวน้อยที่แสนเกียจคร้าน ให้ท่านอ๋องคอยเลี้ยงดูและกางปีกปกป้องไปตลอดชีวิตเลยเจ้าค่ะ”
คำว่าตลอดชีวิตทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุกวูบและเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก หน้ากากความดุดันที่พยายามปั้นแต่งมาพังทลายลงในพริบตา มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างพ่ายแพ้ทว่าเต็มใจยิ่งนัก
“ได้... ข้าสัญญา” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ตอบกลับมานั้น อ่อนโยนและนุ่มนวลอย่างที่นางปรารถนา “แต่เจ้าห้ามคืนคำเด็ดขาดนะ ยัยปลาเค็มของข้า”
ในที่สุด กรงที่เย็นเยียบ ก็ได้เปลี่ยนเป็นรังอันอบอุ่น และปลาเค็มตัวน้อย ก็พร้อมที่จะก้าวออกไปเผชิญโลกกว้าง ภายใต้การปกป้องของพยัคฆ์ร้ายผู้นี้อย่างเต็มใจแล้ว
