ตอนที่ 4: ชีวิตปลาเค็มในกรงทอง
เวลาล่วงเลยผ่านไปเจ็ดวันเต็ม นับตั้งแต่หลี่ซินเยว่ก้าวเท้าเข้ามาเป็นนักโทษในจวนชินอ๋อง
ในช่วงสามวันแรกนางยังคงหวาดผวา ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ หรือเสียงลมพัดกระแทกหน้าต่าง นางจะสะดุ้งสุดตัวและรีบมุดเข้าไปซ่อนใต้ผ้าห่มไหมปักดิ้นทอง ร้องไห้กระซิกๆ ด้วยความกลัวว่าพยัคฆ์ร้ายจ้าวหยางเจี้ยนจะบุกเข้ามาบีบคอนางในยามวิกาล
ทว่า... เมื่อเวลาผ่านไปจนเข้าสู่วันที่เจ็ด สิ่งที่นางหวาดกลัวกลับไม่เคยเกิดขึ้นเลย
จ้าวหยางเจี้ยนไม่ได้โผล่หน้ามาที่เรือนเหมันต์นิรันดร์อีกเลยนับตั้งแต่วันที่เขาทิ้งสุนัขปีศาจเอาไว้ให้ มีเพียงหัวหน้าสาวใช้ที่นำขบวนสาวใช้นับสิบคนเข้ามาปรนนิบัตินางตั้งแต่เช้าจรดเย็น หน้าที่ของนางในแต่ละวันมีเพียงแค่... ตื่นนอนตอนสาย เพราะไม่มีแม่เลี้ยงมาคอยดุด่าให้ตื่นไปคารวะ อ้าปากรับน้ำแกงรังนกตุ๋นโสม นั่งนิ่งๆ ให้สาวใช้ขัดผิวด้วยผงไข่มุก สวมใส่เสื้อผ้าที่ทอจากไหมฟ้าเนื้อนุ่มละมุน และกินอาหารมื้อหลักที่หรูหราอลังการยิ่งกว่างานเลี้ยงในวังหลวง
ซินเยว่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงหยกขาวบริสุทธิ์ ดวงตาดอกท้อเหม่อมองเพดานม่านสีแดงเพลิงอย่างเลื่อนลอย มือเล็กๆ หยิบผูเถาม่วงไร้เมล็ดที่ปอกเปลือกแล้วเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
“เสี่ยวชุ่ย...” นางพึมพำเสียงยานคาง “นี่เราตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ หรือว่าจวนอ๋องคือแดนสุขาวดีกันแน่”
เสี่ยวชุ่ยที่กำลังนั่งพิงกำแพง ใบหน้ากลมขึ้นกว่าเมื่อเจ็ดวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด กำลังหยิบขนมกุ้ยฮวาชิ้นที่แปดเข้าปาก “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะคุณหนู แต่ถ้าแดนประหารมีของอร่อยเช่นนี้ ข้าก็ยอมถูกประหารทุกวันเลยเจ้าค่ะ”
ซินเยว่ถอนหายใจยาว นางเคยคิดว่าการถูกตัดขาดจากครอบครัวแล้วส่งมาที่นี่คือจุดจบของชีวิต แต่ตอนนี้ ร่างกายของนางที่เคยผ่ายผอมกลับเริ่มมีน้ำมีนวล ผิวพรรณเปล่งปลั่งอมชมพู อาการป่วยไข้ออดๆ แอดๆ หายไปเป็นปลิดทิ้ง นางค้นพบว่าตัวเองได้กลายสภาพเป็นปลาเค็มที่นอนตากแดดรอวันพลิกตัวไปมาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ไม่ต้องทนฟังเสียงด่าทอ ไม่ต้องทำงานบ้านงกๆ ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีกับพี่น้องในตระกูล เพียงแค่นางทำตามกฎเหล็กข้อเดียวของชินอ๋อง นั่นคือ ห้ามก้าวออกจากเรือน นางก็ได้เสวยสุขราวกับเทพธิดา
ตึง
เสียงของหนักๆ กระแทกเข้ากับบานประตูเรือน ซินเยว่สะดุ้งเฮือก สัญชาตญาณความขี้ขลาดกลับมาทำงานทันที นางรีบมุดตัวเข้าไปในโปงผ้าห่ม เหลือเพียงลูกตากลมโตโผล่ออกมามอง
“หงิง...”
ที่แท้ไม่ใช่พยัคฆ์ร้าย แต่เป็นสุนัขปีศาจ เฮยเฟิง ที่ใช้หัวใหญ่โตของมันดันประตูเข้ามา ซึ่งจ้าวหยางเจี้ยนแอบสั่งให้คนเปลี่ยนกลอนประตูให้หลวมขึ้น เพื่อให้หมาสุดที่รักของเขาเข้ามาเล่นกับเมียได้
เฮยเฟิงเดินเตาะแตะเข้ามาที่ข้างเตียงหยก มันคาบลูกบอลผ้าไหมสีแดงมาวางแหมะไว้บนตักของซินเยว่ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหงายโชว์พุงฟูๆ สีดำขลับ ขาหน้าทั้งสองข้างพับเข้าหากันอย่างออดอ้อน ดวงตาสีอำพันกะพริบปริบๆ
ซินเยว่มองสุนัขยักษ์ที่เคยคิดว่าจะฉีกเนื้อนางเป็นชิ้นๆ แล้วถอนหายใจออกมา นางเอื้อมมือไปเกาพุงมันเบาๆ เฮยเฟิงหลับตาพริ้ม ส่งเสียงครางในลำคออย่างมีความสุข
“เจ้าก็เป็นปลาเค็มเหมือนข้าสินะ” นางยิ้มขำ พลางขยับตัวลงจากเตียงไปนั่งพิงร่างฟูฟ่องของมันแทนเบาะอิง “ช่างเถอะ เป็นปลาเค็มในกรงทองของพญายม ก็ยังดีกว่าเป็นนกไร้รังข้างนอกนั่นล่ะนะ...”
ณ ห้องหนังสือฝั่งตะวันออกของจวนอ๋อง
จ้าวหยางเจี้ยนกำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์ บนโต๊ะเต็มไปด้วยม้วนฎีกาและแผนที่ทางทหาร ทว่าสายตาของเขากลับไม่ได้สนใจที่ตัวอักษรเหล่านั้นเลย ในหัวของเขามีแต่ภาพใบหน้าซีดเซียวและหยาดน้ำตาของสตรีตัวน้อยเมื่อเจ็ดวันก่อน
เขาจงใจไม่ไปหานาง เพราะกลัวว่าใบหน้าถมึงทึงและกลิ่นอายคาวเลือดของตนจะทำให้นางหวาดกลัวจนจับไข้ขึ้นมาอีก เขาอยากให้นางคุ้นชินกับจวนอ๋องเสียก่อน
“มู่ไป๋” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยเรียกองครักษ์เงาที่ยืนอยู่มุมห้อง
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”
“นาง... เป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวหยางเจี้ยนแสร้งทำเสียงดุ “นางคงจะร้องไห้ฟูมฟายที่ถูกข้าขังไว้สินะ คงจะผ่ายผอมลงเพราะกินไม่ได้นอนไม่หลับล่ะสิ”
มู่ไป๋กลอกตาไปมา แอบถอนหายใจในใจก่อนจะรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทูลท่านอ๋อง... พระชายาทรง ทุกข์ทรมาน ยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ” จ้าวหยางเจี้ยนลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ สีหน้าตื่นตระหนกปิดไม่มิด “พวกสาวใช้ดูแลนางไม่ดีหรือ ข้าสั่งไว้แล้วว่าอย่าให้นางระคายเคืองแม้แต่ปลายเล็บ”
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ สาวใช้ปรนนิบัติดีเยี่ยม ทว่า... พระชายาทรงทรมานจากการต้องทนฝืนกินไก่ฟ้าตุ๋นโสมจนหมดหม้อเมื่อเย็นวาน ยามเช้าก็ต้องจำใจซดรังนกไปอีกสองชามใหญ่ บัดนี้พระชายาผ่ายผอมลง... เอ้อ... น่าจะมีน้ำมีนวลขึ้นสักสองชั่ง (ราวๆ 1 กิโลกรัม) ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ แก้มของนางตอนนี้แดงปลั่งเป็นลูกท้อเลยเชียว”
จ้าวหยางเจี้ยนชะงัก ขมวดคิ้วแน่น “แล้วนางไม่ได้พยายามจะหนี หรือโวยวายเลยรึ”
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ” มู่ไป๋พยายามกลั้นขำ “พระชายาทรงปฏิบัติตามกฎเหล็กของท่านอ๋องอย่างเคร่งครัด นางไม่ยอมก้าวเท้าออกจากเรือนเลยแม้แต่ก้าวเดียว... อันที่จริง นางแทบจะไม่ก้าวลงจากเตียงหยกเลยด้วยซ้ำพ่ะย่ะค่ะ วันนี้นางเอาเจ้าเฮยเฟิงมาทำเป็นเบาะพิงหลัง แล้วนอนอ่านหนังสือนิทานปรัมปราพร้อมกับกินผูเถา(องุ่น)ไปแล้วครึ่งตะกร้า ช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
ได้ยินดังนั้น จ้าวหยางเจี้ยนก็ค่อยๆ นั่งลงที่เดิม มุมปากที่เคยกดลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ อย่างลืมตัว
หึ... ยัยลูกนกของข้า ปรับตัวเก่งไม่เบา เขาโล่งใจที่นางไม่ล้มป่วย ทว่าลึกๆ กลับรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ... นี่นางไม่คิดจะเรียกร้องความสนใจจากข้าเลยหรือ ไม่คิดจะให้สาวใช้มาทูลขอร้องให้ข้าไปเยี่ยมบ้างหรืออย่างไร เป็นนักโทษประสาอะไร ทำไมถึงผ่อนคลายกับการถูกจองจำนัก
“เตรียมตัว ข้าจะไปตรวจตราเรือนเหมันต์นิรันดร์” จ้าวหยางเจี้ยนผุดลุกขึ้น ปั้นหน้ายักษ์อีกครั้ง “ข้าต้องไปสั่งสอนนางเสียหน่อย ปล่อยให้สุขสบายเกินไปเดี๋ยวจะลืมไปว่าที่นี่คือแดนลงทัณฑ์”
มู่ไป๋โค้งรับคำสั่ง “รับทราบพ่ะย่ะค่ะ เอ้อ ท่านอ๋อง จะให้กระหม่อมสั่งให้ห้องเครื่องเตรียมขนมเปี๊ยะกุหลาบที่พระชายาชอบไปลงทัณฑ์ นางเพิ่มด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหยางเจี้ยนถลึงตาใส่องครักษ์คนสนิท “หุบปาก ข้าไปตรวจความเรียบร้อย ไม่ได้ไปเอาใจสตรี”
พูดจบก็เดินตึงตังออกไป ทิ้งให้มู่ไป๋ส่ายหน้าอย่างระอา ปากบอกไปตรวจความเรียบร้อย แต่ก้าวเท้าไวปานลมพายุเชียวนะพ่ะย่ะค่ะ
ณ เรือนเหมันต์นิรันดร์
หลี่ซินเยว่กำลังหลับตาพริ้ม สัมผัสความนุ่มฟูของขนเจ้าเฮยเฟิง เสี่ยวชุ่ยกำลังนวดขาให้นายหญิงอย่างเบามือ บรรยากาศเงียบสงบและผ่อนคลายขั้นสุด
ปัง!
ประตูเรือนถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง (อีกแล้ว) บานประตูไม้สลักลายที่เพิ่งซ่อมเสร็จสั่นกราวราวกับจะหลุดออกจากบานพับ
ซินเยว่ลืมตาโพลง สติที่กำลังล่องลอยอยู่ในแดนปลาเค็มบินเตลิดกลับเข้าร่างทันที นางหวีดร้องเบาๆ ก่อนจะตะเกียกตะกายหนีจากพุงหมา ลนลานขึ้นไปคุกเข่าตัวสั่นอยู่บนเตียงหยก
จ้าวหยางเจี้ยนก้าวอาดๆ เข้ามาในห้อง ใบหน้าหล่อเหลาแผ่รังสีอำมหิตเย็นเยียบ เขากวาดสายตามองสภาพภายในห้อง เสี่ยวชุ่ยหมอบกราบตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า เจ้าเฮยเฟิงสะดุ้งตื่น หันมามองเจ้านายด้วยสายตาเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบวิ่งหางจุกตูดออกไปนอกห้อง ปล่อยให้ซินเยว่เผชิญชะตากรรมลำพัง
“ขะ... ข้าน้อยถวายบังคมท่านอ๋อง” ซินเยว่เสียงสั่นเครือ ก้มหน้าหลบสายตาดุดัน
จ้าวหยางเจี้ยนเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง เขามองร่างเล็กที่สวมชุดไหมสีฟ้าอ่อน ร่างกายของนางดูมีน้ำมีนวลขึ้นจริงๆ แก้มใสๆ นั้นอมชมพูระเรื่อดูสุขภาพดีต่างจากวันแรกลิบลับ ทว่าท่าทางหวาดผวาราวกับเห็นผีสางนั้นกลับทำให้เขาไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
นางกลัวข้าขนาดนั้นเชียวหรือ ข้าออกจะหล่อเหลาปานนี้
“เงยหน้าขึ้น” เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม
ซินเยว่สะดุ้ง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ นัยน์ตาดอกท้อสั่นระริก
จ้าวหยางเจี้ยนเพ่งมองใบหน้าหวาน ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นบางอย่างติดอยู่ที่มุมปากของนาง คราบน้ำตาลจากขนมกุ้ยฮวา
เทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่หรี่ตาลง เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะเช็ดคราบนั้นออกให้ ทว่าซินเยว่กลับเข้าใจผิดคิดว่าเขาจะลงไม้ลงมือ นางจึงหลับตาปี๋ หดคอหนีด้วยความหวาดกลัว
มือใหญ่ชะงักค้างกลางอากาศ จ้าวหยางเจี้ยนรู้สึกปวดหนึบในอก เขาขบกรามแน่น เปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นการกระทำที่หยาบกระด้าง เขาใช้ปลายนิ้วโป้งที่มีรอยด้านถูคราบน้ำตาลออกจากมุมปากนางอย่างแรงจนผิวขาวๆ แดงเถือก
“โอ๊ย...” ซินเยว่หลุดเสียงครางเบาๆ ด้วยความเจ็บ
“สกปรก” จ้าวหยางเจี้ยนแสร้งทำเป็นรังเกียจ สะบัดมือออก “กินอาหารประสาอะไรเลอะเทอะปานนี้ นี่เจ้าคิดว่าจวนของข้าเป็นโรงเตี๊ยมงั้นหรือ ถึงได้ทำตัวเกียจคร้าน เอาแต่นอนกินนั่งกินเช่นนี้”
ซินเยว่น้ำตาคลอเบ้า “หม่อมฉันขอประทานอภัย หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ...”
“ขออภัยแล้วมันหายงั้นหรือ” จ้าวหยางเจี้ยนตะคอก “ในเมื่อเจ้าว่างนัก ข้าก็จะหาอะไรให้เจ้าทำ มู่ไป๋เอาเข้ามา”
มู่ไป๋ก้าวเข้ามาพร้อมกับทหารอีกสี่นาย แต่ละคนแบกหีบไม้ใบใหญ่เข้ามาวางเรียงรายกันกลางห้องจนเต็มพื้นที่
ซินเยว่เบิกตากว้าง หีบพวกนั้น หรือว่าจะเป็นอุปกรณ์ทรมาน แซ่หนัง มีดสั้น หรือเข็มพิษ นางหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกยิ่งกว่าเดิม
“เปิดออก”
ทหารเปิดฝาหีบทั้งสี่ใบพร้อมกัน ประกายแสงวูบวาบสาดส่องไปทั่วห้องจนซินเยว่ต้องหรี่ตา
หีบใบแรกเต็มไปด้วยเครื่องประดับทองคำ ฝังเพชรนิลจินดาหลากสีสัน หีบใบที่สองอัดแน่นไปด้วยผ้าไหมทอลายทองจากแดนใต้ หีบใบที่สามเป็นเครื่องหอมและเครื่องประทินโฉมที่หายากที่สุดในแคว้น และหีบใบสุดท้าย เต็มไปด้วยหนังสือภาพ หนังสือนิทาน และบทละครร่ายรำที่ชาวเมืองหลวงกำลังฮิตกัน
ซินเยว่อ้าปากค้าง มองของล้ำค่าเหล่านั้นสลับกับมองหน้าชินอ๋องด้วยความงุนงง
“นี่คือบทลงโทษของเจ้า” จ้าวหยางเจี้ยนประกาศกร้าว ชี้หน้าสตรีบนเตียง “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องสวมเครื่องประดับพวกนี้ทุกวันเพื่อเป็นตรวน ถ่วงน้ำหนักไม่ให้เจ้าเดินเหินได้สะดวก ผ้าไหมพวกนี้เจ้าต้องนำไปตัดชุดใส่เปลี่ยนวันละสามเวลา ส่วนหนังสือพวกนี้ เจ้าต้องอ่านมันให้หมดทุกเล่ม หากข้ามาสุ่มตรวจแล้วเจ้าตอบไม่ได้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร ข้าจะลงโทษเจ้ายิ่งกว่านี้ เข้าใจหรือไม่”
ซินเยว่กะพริบตาปริบๆ สมองอันชาญฉลาดของนางกำลังประมวลผลอย่างหนัก
สวมเครื่องประดับราคาแพง ตัดชุดสวยๆ ใส่ และบังคับให้อ่านนิยายประโลมโลก
นี่มัน... นี่มันการทรมานแบบใดกัน
แม้นางจะสับสน แต่น้ำเสียงดุดันและใบหน้าถมึงทึงของเขาก็ทำให้นางไม่กล้าเอ่ยถาม นางรีบพยักหน้ารัวๆ “หม่อมฉันเข้าใจแล้ว ยินดีจะรับโทษแต่โดยดีเพคะ”
“ดี” จ้าวหยางเจี้ยนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แสร้งทำเป็นสะบัดชายเสื้อ “จงจำไว้ หลี่ซินเยว่ เจ้าอย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขในจวนของข้า”
กล่าวจบ พยัคฆ์ร้ายก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างองอาจ ทิ้งไว้เพียงหีบสมบัติสี่ใบที่เปิดอ้าซ่า และสตรีบอบบางที่นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง
เมื่อเสียงฝีเท้าของทหารเงียบหายไป เสี่ยวชุ่ยที่เพิ่งฟื้นคืนสติก็คลานเข้าไปเกาะขอบหีบสมบัติ ตาวาวโรจน์ด้วยความตื่นเต้น
“คุณหนูเจ้าขา” เสี่ยวชุ่ยหยิบปิ่นทองคำฝังทับทิมเม็ดเท่าไข่นกกระทาขึ้นมาดู “บทลงโทษของท่านอ๋องช่างโหดร้ายทารุณยิ่งนัก ข้าว่าพรุ่งนี้คอคุณหนูคงเคล็ดแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ”
ซินเยว่มองกองสมบัติแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางเอนตัวลงนอนแผ่หราบนเตียงหยกอีกครั้ง หยิบผูเถาเข้าปากเคี้ยวช้าๆ ดวงตาดอกท้อฉายแววปลงตก
“ช่างเถิดเสี่ยวชุ่ยในเมื่อเขาอยากจะลงทัณฑ์ ข้าด้วยวิธีนี้ ข้าก็จะยอมเป็นปลาเค็มที่ถูกประดับประดาด้วยทองคำไปก็แล้วกัน”
หากพญายมผู้นี้จะบ้าบอถึงเพียงนี้ นางก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้วล่ะมั้ง แต่แค่ได้ยินเสียงเตะประตู นางก็ยังคงสะดุ้งอยู่ดี
