ตอนที่ 6: ทัณฑ์เนรเทศที่มองไม่เห็น
สายลมฤดูเหมันต์พัดกรรโชกผ่านประตูเมืองหลวง แสงแดดซีดเผือดไม่อาจให้ความอบอุ่นแก่ขบวนนักโทษที่กำลังก้าวเดินอย่างทุลักทุเลได้เลย ภาพเบื้องหน้าคืออดีตขุนนางตระกูลหลี่ที่เคยรุ่งเรือง บัดนี้กลับสวมชุดผ้าป่านเนื้อเลว สองเท้าถูกพันธนาการด้วยตรวนเหล็ก เสียงเหล็กกระทบพื้นดังกราวราวกับเสียงสวดส่งวิญญาณ
ใต้เท้าหลี่เดินหลังค่อม ใบหน้าตอบซูบซมซาน ฮูหยินรองและหลี่อวี้หรงร้องไห้คร่ำครวญทุกก้าวที่ขยับ พยายามอ้อนวอนขอความเมตตาจากทหารคุมกัน ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการตวาดและปลายหอกที่จ่อหลัง
ไม่ไกลจากประตูเมืองนัก รถม้าคันใหญ่สีดำทมิฬที่ไม่มีตราประทับใดๆ จอดซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของโรงเตี๊ยมริมทาง ภายในรถม้าบุด้วยนวมหนานุ่ม กลิ่นหอมของกำยานจันทน์หอมโชยละมุนขัดกับบรรยากาศหดหู่ภายนอก
หลี่ซินเยว่นั่งขดตัวอยู่บนตักกว้างของจ้าวหยางเจี้ยน ซึ่งนางถูกบังคับให้ขึ้นมานั่งโดยคำสั่งที่ว่า หากเจ้าไม่นั่งตรงนี้ ข้าจะสั่งตัดขาพวกนักโทษนั่นเสียเดี๋ยวนี้ ร่างกายบอบบางของนางสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อมองผ่านช่องม่านเล็กๆ เห็นคนในครอบครัวเดิมถูกผลักไสเหมือนสุนัขข้างถนน
“หวาดกลัวหรือ” น้ำเสียงทุ้มต่ำดุดันกระซิบข้างใบหู พร้อมกับวงแขนแกร่งที่โอบรัดเอวบางไว้อย่างแน่นหนา
ซินเยว่พยักหน้าเบาๆ หยาดน้ำตาคลอเบลอ “หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่เคยคิดว่าบิดาจะพ่ายแพ้จนมีสภาพเช่นนี้เพคะ”
จ้าวหยางเจี้ยนเค่นเสียงเหอะในลำคอ ดวงตาคมกริบจ้องมองขบวนนักโทษด้วยสายตาอำมหิต “พ่ายแพ้งั้นหรือ นั่นยังน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับคนที่กล้าโยนเจ้าเข้าสู่กองไฟเพื่อรักษาชีวิตตนเอง” เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นจนซินเยว่แทบจะจมหายไปในแผงอก “หลี่ซินเยว่ จงดูให้เต็มตา... คนพวกนั้นไม่คู่ควรกับน้ำตาของเจ้าแม้แต่หยดเดียว”
ซินเยว่ซุกหน้าลงกับไหล่หนา นางรู้ดีว่าคนตระกูลหลี่ไร้น้ำใจ แต่ในฐานะนกน้อยที่ถูกเลี้ยงมาในกรงทองของความกตัญญูที่จอมปลอม นางยังคงรู้สึกหวั่นใจ ทว่าในความหวาดกลัวนั้น กลับมีความรู้สึกสะใจลึกๆ ที่ซ่อนอยู่
“ท่านอ๋อง...” นางกระซิบเสียงสั่น “ท่านจะทำอย่างไรกับพวกเขาต่อไปหรือเพคะ เนรเทศไปชายแดนใต้หนทางยาวไกลนัก พวกเขาจะรอดหรือ”
“รอดสิ” จ้าวหยางเจี้ยนยิ้มเย็น เป็นยิ้มที่ทำให้พญายมยังต้องหลบตา “ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขาตายง่ายๆ การตายคือการปลดปล่อย แต่การมีชีวิตอยู่อย่างอดสู... นั่นคือการตกนรกที่แท้จริง” เขาก้มลงมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าอยากแก้แค้นพวกมันหรือไม่”
ซินเยว่ชะงัก นางกะพริบตาปริบๆ “หม่อม... หม่อมฉันทำได้หรือเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงแค่สตรีอ่อนแอตัวเล็กๆ”
“หึ เจ้าทำไม่ได้ แต่ข้าทำได้” จ้าวหยางเจี้ยนเชิดคางนางขึ้น “แต่ข้าจะไม่ลงมือเปิดเผย ข้าอยากให้พวกมันคิดว่าเป็นเพียงโชคร้ายและอยากให้เจ้าเป็นคนลงมือเองแบบแนบเนียน เจ้าอยากเห็นพวกมันสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไปทีละอย่างหรือไม่”
ซินเยว่มองเข้าไปในดวงตาของเขา เห็นเงาสะท้อนของความคลั่งรักที่บิดเบี้ยว เขากำลังหยิบยื่นอำนาจให้นางใช้ผ่านมือของเขาเอง นางจึงพยักหน้าช้าๆ “หม่อม... หม่อมฉันอยากให้พวกเขาได้รับรู้รสชาติของการถูกทอดทิ้งเพคะ”
“ดีมาก” จ้าวหยางเจี้ยนพึงพอใจยิ่งนัก เขาหันไปตะโกนสั่งคนข้างนอก “มู่ไป๋ เริ่มแผนการ”
ที่หน้าขบวนนักโทษ ฮูหยินรองตระกูลหลี่แอบลูบคลำหน้าท้องของตนเองที่นั่นนางแอบซ่อนตั๋วเงินและทองคำแท่งขนาดเล็กไว้ในสายรัดเอวชั้นในอย่างแนบเนียน มันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่นางลอบเก็บไว้เพื่อใช้ติดสินบนทหารระหว่างทางและใช้ชีวิตที่ชายแดนใต้
“พวกเจ้าหยุดเดิน” ทหารคุมกันนายหนึ่งตะโกนขึ้นกะทันหัน
ขบวนนักโทษหยุดชะงักด้วยความตกใจ ทหารนายนั้นเดินตรงเข้ามาหาฮูหยินรองด้วยใบหน้าถมึงทึง “ข้าได้รับรายงานว่า มีนักโทษลอบซุกซ่อนทรัพย์สินราชการที่ถูกยึด ค้นตัวพวกมันทุกคนเดี๋ยวนี้”
“ไม่นะคะ พวกเราไม่มีอะไรจริงๆ” ฮูหยินรองร้องเสียงหลง หน้าซีดเผือด
ทหารกระชากตัวนางออกไปอย่างรุนแรง แล้วเริ่มทำการค้นตัวอย่างหยาบคาย เพียงไม่นานตั๋วเงินและทองคำที่นางซ่อนไว้ก็ถูกดึงออกมาท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนตระกูลหลี่
“นี่มันอะไร กล้าซ่อนเงินหลวงงั้นหรือ” ทหารตบหน้าฮูหยินรองจนล้มคว่ำ “ในเมื่อพวกเจ้ามีเงินมากนัก งั้นเสบียงสำหรับวันนี้และอีกเจ็ดวันข้างหน้าตัดทิ้งให้หมด ให้พวกมันกินแต่น้ำค้างพอ”
“ไม่ ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย” หลี่อวี้หรงร้องไห้โฮเมื่อเห็นสมบัติปลิวหายไปต่อหน้าต่อตา ทว่าใต้เท้าหลี่กลับก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว เพราะเขาก็กลัวจะถูกโดนโบยไปด้วย
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของการตรวจค้นนักโทษ ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่า ทหารนายนั้นคือคนของจวนชินอ๋องที่ปลอมตัวมา และทองคำเหล่านั้น ก็จะถูกนำกลับไปสมทบเป็นค่าขนมให้พระชายาในภายหลัง
ภายในรถม้า ซินเยว่มองภาพนั้นด้วยความทึ่ง “ท่าน... ท่านทำได้อย่างไรเพคะ”
จ้าวหยางเจี้ยนไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับหยิบผ้าเช็ดหน้าไหมมาซับน้ำตาให้นางอย่างเบามือ(แม้ท่าทางจะดูเหมือนกำลังถูพื้นบ้านมากกว่าก็ตาม “นี่คือบทเรียนแรก... การดึงความหวังสุดท้ายของศัตรูออกมาแล้วเหยียบย่ำมันทิ้ง คือการฆ่าที่เยือกเย็นที่สุด”
เขากระชับร่างนางเข้าหาตัวอีก “คนพวกนั้นคิดว่าการมีเงินซ่อนไว้จะทำให้รอด บัดนี้พวกมันไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ข้าวน้ำก็ไม่มีตกถึงท้องเป็นเวลาเจ็ดวัน เจ้าคิดว่าหลังจากเจ็ดวันผ่านไป พวกมันจะยังรักกันดีอยู่หรือไม่”
ซินเยว่ขนลุกซู่ นางเริ่มเข้าใจเจตนารมณ์ของเขาแล้ว ความกดดัน ความหิวและความสิ้นหวัง จะทำให้สันดานดิบของคนออกมา พ่อจะแย่งชิงอาหารจากลูก แม่จะหักหลังสามี... นี่คือการทำลายตระกูลหลี่จากภายใน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือของคนในรถม้านี้เลย
“ท่านอ๋อง... ท่านช่างโหดร้ายเหลือเกินเพคะ” ซินเยว่กระซิบ พลางซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นนั้นอย่างลืมตัว
“ข้าโหดร้ายกับคนทั้งโลก เพื่อให้โลกทั้งใบเกรงกลัวเจ้า” จ้าวหยางเจี้ยนเอ่ยเสียงพร่า พลางจุมพิตที่หน้าผากนางเบาๆ “นกน้อยของข้า... เจ้าเพียงแค่นอนเป็นปลาเค็มในจวนของข้าไปก็พอ เรื่องสกปรกพวกนี้ ข้าจะจัดการให้เอง”
ด้านนอกรถม้า มู่ไป๋และเสี่ยวชุ่ยยืนเฝ้าอยู่ริมทาง มู่ไป๋อยู่ในชุดชาวบ้านธรรมดาเพื่อพรางตัว ส่วนเสี่ยวชุ่ยกำลังนั่งแทะน่องไก่อบน้ำผึ้งอย่างเอร็ดอร่อย
“ท่านองครักษ์” เสี่ยวชุ่ยพูดทั้งที่อาหารเต็มปาก “คุณหนูของข้าดูเหมือนจะมีความสุขดีนะเจ้าคะ ข้าเห็นนางซุกอกท่านอ๋องไม่ยอมห่างเลย”
มู่ไป๋มองรถม้าแล้วถอนหายใจยาว “มีความสุขสิเสี่ยวชุ่ย... มีใครบ้างจะไม่ชอบที่มีหมาบ้าคอยไล่กัดศัตรูให้ โดยที่ตัวเองไม่ต้องออกแรงแม้แต่นิดเดียว ท่านอ๋องผู้นี้นะ... ยอมเอาเกียรติยศเทพสงครามมาแลกกับการกลั่นแกล้งนักโทษเพื่อเอาใจเมีย ข้าล่ะกลัวจริงๆ ว่าหากวันหนึ่งพระชายาอยากได้ดวงจันทร์ ท่านอ๋องคงจะสั่งให้ข้าไปต่อบันไดขึ้นไปเก็บมาให้แน่ๆพ่ะย่ะค่ะ”
เสี่ยวชุ่ยหัวเราะคิกคัก “งั้นท่านก็รีบฝึกต่อบันไดไว้เถอะเจ้าค่ะ เพราะข้าว่าคุณหนูของข้า เริ่มจะชอบรสชาติของการเป็นปลาเค็มที่มีพยัคฆ์คุ้มกันเสียแล้วล่ะ”
รถม้าเริ่มออกเดินทางกลับสู่จวน ทิ้งภาพขบวนนักโทษที่กำลังแตกคอกันเรื่องเศษเสี้ยวความหวังที่หายไปไว้เบื้องหลัง หลี่ซินเยว่หลับตาลงในอ้อมแขนของทรราชคลั่งรัก นางรู้ดีว่านับจากนี้ นางจะไม่ใช่คนของตระกูลหลี่อีกต่อไป แต่เป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่จ้าวหยางเจี้ยนจะปกป้องไว้ด้วยชีวิต และใครก็ตามที่บังอาจทำให้ปลาเค็มตัวนี้ต้องหลั่งน้ำตา พวกมันจะต้องชดใช้อย่างสาสม
