ตอนที่ 3: ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับ
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลายดอกท้อเข้ามาในเรือนเหมันต์นิรันดร์ ทว่าความอบอุ่นนั้นกลับไม่อาจละลายความหนาวเหน็บในใจของร่างบอบบางที่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มไหมปักดิ้นทองได้เลย
หลี่ซินเยว่ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกมึนงง คราบน้ำตายังคงแห้งเกรอะกรังอยู่บนสองแก้ม นางกะพริบตาถี่ๆ มองเพดานม่านสีแดงเพลิงที่หรูหราอลังการ ก่อนที่ความทรงจำอันโหดร้ายของเมื่อคืนจะหลั่งไหลกลับเข้ามา ตระกูลหลี่ทอดทิ้งนาง หนังสือตัดขาดและพยัคฆ์ร้ายนามจ้าวหยางเจี้ยน
นางรอดชีวิตผ่านคืนแรกมาได้ ทว่าในจวนอ๋องที่เต็มไปด้วยไอสังหารแห่งนี้ วันพรุ่งนี้ของนางจะจบลงเช่นไรก็สุดจะรู้
“คุณหนู คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เปิดออก สาวใช้ตัวน้อยวิ่งถลารีบเข้ามาที่เตียงหยก ใบหน้าของเสี่ยวชุ่ยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนประหลาดใจ
ด้านหลังของเสี่ยวชุ่ย มีสาวใช้ในชุดสีเขียวอ่อนนับสิบคนเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ แต่ละคนในมือประคองถาดใส่ของล้ำค่า ทั้งอ่างล้างหน้าที่ทำจากทองเหลืองสลักลาย ผ้าเช็ดหน้าไหมเนื้อนุ่ม เครื่องประทินโฉมที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล และชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ดูงดงามราวกับชุดของเทพธิดา
“นี่มัน... อะไรกัน...” ซินเยว่ผุดลุกขึ้นนั่ง กอดผ้าห่มแน่นด้วยความหวาดระแวง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเห็นคนแปลกหน้ามากมาย
หัวหน้าสาวใช้ก้าวล่วงหน้ามาค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม “หม่อมฉันถวายบังคมพระชายาเพคะ ท่านอ๋องมีรับสั่งให้พวกหม่อมฉันมาปรนนิบัติพระชายาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ และรับประทานอาหารเช้าเพคะ”
เสี่ยวชุ่ยกระซิบข้างหูนายหญิงเสียงสั่น “คุณหนูเจ้าขา... ข้าไปแอบดูที่โรงครัวมา พวกเขาต้มโจ๊กใส่โสมคนร้อยปีให้ท่านด้วยเจ้าค่ะ ข้าละกลัวเหลือเกินว่านี่จะเป็นมื้อสุดท้ายก่อนส่งเราไปลานประหาร หรือไม่ ท่านอ๋องอาจจะขุนท่านให้อ้วนก่อนแล้วค่อยเอาไปต้มกิน”
แม้คำพูดของเสี่ยวชุ่ยจะฟังดูไร้สาระ แต่สำหรับซินเยว่ที่กำลังหวาดกลัวจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางกลับรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้สูงมาก ชินอ๋องเป็นคนวิปริตเช่นนั้น อาจจะชอบทรมานเหยื่อช้าๆ ให้ตายใจก่อนลงมือ
“ขะ... ข้าจัดการตัวเองได้ พวกเจ้าออกไปเถิด” ซินเยว่เอ่ยเสียงสั่น พยายามขับไล่คนพวกนี้ออกไป
“มิได้เพคะ” หัวหน้าสาวใช้รีบคุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าตื่นตระหนก “ท่านอ๋องรับสั่งไว้ว่า หากพวกหม่อมฉันปรนนิบัติพระชายาไม่ดี ปล่อยให้พระชายาต้องเหนื่อยยากแม้แต่นิดเดียว ท่านอ๋องจะสั่งโบยพวกหม่อมฉันคนละห้าสิบไม้ แล้วขายเป็นทาสใช้แรงงานเพคะ โปรดเมตตาพวกหม่อมฉันด้วยเถิด”
สาวใช้อีกนับสิบคนรีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นตามทันที
หลี่ซินเยว่เบิกตากว้าง ความรู้สึกผิดและหวาดกลัวตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ ชินอ๋องช่างโหดร้ายทารุณนัก เอาชีวิตของคนบริสุทธิ์มาข่มขู่นาง นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้ารับอย่างจำยอม ยอมให้สาวใช้เหล่านั้นเข้ามาจับนางอาบน้ำขัดตัวและแต่งตัวราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
เมื่อสวมชุดผ้าไหมเสร็จ หัวหน้าสาวใช้ก็หยิบปิ่นทองคำประดับมุกระย้าหลายอันมาปักลงบนผมของนาง ซินเยว่รู้สึกหนักอึ้งที่ศีรษะจนแทบจะผงกหัวไม่ขึ้น
“ทำไมต้องใส่เครื่องประดับมากมายถึงเพียงนี้...” นางพึมพำเสียงแผ่ว
เสี่ยวชุ่ยที่ยืนมองอยู่ห่างๆ น้ำตาคลอเบ้า “คุณหนู... ท่านอ๋องคงตั้งใจจะทรมานท่านด้วยน้ำหนักของทองคำแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ ดูสิ คอท่านแทบจะหักอยู่แล้ว”
ซินเยว่ก้มหน้ามองเงาตัวเองในกระจกทองเหลือง สตรีในกระจกงดงามราวกับภาพวาด ทว่าดวงตากลับหม่นหมองและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง นางคือเครื่องบรรณาการที่ถูกจับแต่งตัวเพื่อรอวันถูกฉีกกระชาก
ปัง เสียงประตูเรือนถูกผลักออกอย่างแรงทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้งสุดตัว สาวใช้ทั้งสิบคนรีบถอยกรูไปหมอบกราบอยู่ริมกำแพงราวกับนกกระจอกแตกรัง เสี่ยวชุ่ยรีบมุดเข้าไปซ่อนใต้โต๊ะอาหาร ทิ้งให้ซินเยว่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง
จ้าวหยางเจี้ยนก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าดุดัน วันนี้เขาไม่ได้สวมชุดเกราะ แต่สวมชุดคลุมผ้าไหมสีดำขลิบทอง แผงอกกว้างและไหล่หนาดูทรงพลังราวกับภูเขาผา ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างบอบบางในชุดสีชมพูอ่อน
ดวงตาของจ้าวหยางเจี้ยนวูบไหวไปชั่วขณะเมื่อเห็นความงดงามของนาง... นกน้อยของข้า งดงามถึงเพียงนี้เชียว
ทว่าเมื่อสายตาของเขาเลื่อนไปเห็นใบหน้าที่ซีดเผือด และอาการสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำของนาง คิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันทันที เขาหงุดหงิด หงุดหงิดที่นางเอาแต่กลัวเขา หงุดหงิดที่พวกสาวใช้ดูแลนางประสาอะไรถึงได้ปล่อยให้นางหน้าซีดเช่นนี้
“พวกเจ้าปรนนิบัตินางอย่างไร ทำไมนางถึงดูเหมือนคนใกล้ตายเช่นนี้” จ้าวหยางเจี้ยนตวาดลั่นหันไปทางพวกสาวใช้ “เลี้ยงเสียข้าวสุก ไปรับหวายคนละยี่สิบไม้เดี๋ยวนี้”
“ท่านอ๋องโปรดประทานอภัย ท่านอ๋องโปรดประทานอภัย” สาวใช้ต่างร้องไห้คร่ำครวญโขกศีรษะจนเลือดซึม
ซินเยว่ตกใจจนหัวใจแทบหลุดจากขั้ว นางทนเห็นคนถูกลงโทษเพราะนางไม่ได้ ร่างบางรีบถลาคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขา สองมือเล็กสั่นเทาเอื้อมไปจับชายเสื้อคลุมสีดำของเขาไว้อย่างลืมตัว
“ทะ... ท่านอ๋อง อย่าลงโทษพวกนางเลยนะเจ้าคะ ข้า... ข้าผิดเอง ข้านอนไม่หลับ ร่างกายจึงอ่อนเพลีย ไม่ใช่ความผิดของพวกนางขอท่านอ๋องโปรดเมตตา...” นางเงยหน้าขึ้นอ้อนวอน น้ำตาใสๆ รื้นขึ้นมาคลอเบ้าตาอีกครั้ง
จ้าวหยางเจี้ยนก้มมองมือเล็กที่จับชายเสื้อเขาไว้ หัวใจที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ากระตุกอย่างรุนแรง สัมผัสแผ่วเบานั้นราวกับกระแสไฟที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ทว่าเมื่อเห็นหัวเข่าของนางกระแทกกับพื้นกระเบื้องแข็งๆ ความห่วงใยก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธที่แสดงออกผิดวิธีทันที
เขาสะบัดชายเสื้อออก ซินเยว่สะดุ้งคิดว่าเขารังเกียจ แล้วเอื้อมมือหนาไปคว้าต้นแขนเล็กของนาง กระชากตัวนางให้ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
“ใครสั่งให้เจ้าคุกเข่า” เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน แสร้งทำหน้ายักษ์ “เข่าของเจ้ามีไว้กราบไหว้ข้าเท่านั้น ห้ามคุกเข่าให้ใคร หรือแม้แต่พื้นกระเบื้องโง่ๆ นี่ก็ห้าม หากเจ้าทำให้ผิวเนื้อเป็นรอยช้ำ ข้าจะถลกหนังพวกสาวใช้ให้หมด”
ซินเยว่กลั้นหายใจ น้ำตาหยดแหมะลงมาอาบแก้ม นางรีบพยักหน้ารัวๆ “หม่อมฉันจะไม่ทำอีกแล้วเพคะ”
โธ่เว้ย ร้องไห้อีกแล้ว จ้าวหยางเจี้ยนสบถในใจ เขาแทบอยากจะตบปากตัวเองที่พูดจาข่มขู่นางไปแบบนั้น แต่ลุคเทพสงครามมันค้ำคอ เขาจึงได้แต่ทำหน้าตึง ปล่อยแขนนางแล้วหันไปสั่งหัวหน้าสาวใช้
“ไปเอายามา”
ซินเยว่ใจหายวาบ... ยา ยาอะไร ยาพิษงั้นหรือ
เพียงครู่เดียว หัวหน้าสาวใช้ก็ยกถาดที่มีถ้วยกระเบื้องสีดำใบหนึ่งเข้ามา กลิ่นขมปร่าของสมุนไพรลอยคละคลุ้ง น้ำสีเข้มในถ้วยดูน่ากลัวจนซินเยว่เผลอก้าวถอยหลัง
“ดื่มซะ” จ้าวหยางเจี้ยนสั่งเสียงห้วน
ซินเยว่มองถ้วยยาด้วยความหวาดผวา นางนึกถึงหนังสือตัดขาดในมือเมื่อคืน ในเมื่อนางไม่มีครอบครัวให้กลับไป ไม่มีใครรอคอยนางอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว หากนี่คือยาพิษที่เขาประทานให้เพื่อจบชีวิตอันไร้ค่าของนาง... นางก็จะยอมรับมัน
มือเล็กที่สั่นเทาเอื้อมไปรับถ้วยยามา นางหลับตาปี๋ กลั้นใจยกถ้วยยาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
รสชาติขมฝาดบาดคอทำเอานางนิ่วหน้า ทว่าเมื่อน้ำยานั้นไหลลงสู่กระเพาะ มันกลับไม่ได้สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างที่คิด กลับกัน... มันแผ่ความอบอุ่นซ่านไปทั่วร่างกายที่เคยหนาวเหน็บ อาการปวดหัวจากการร้องไห้หนักเมื่อคืนค่อยๆ ทุเลาลง
จ้าวหยางเจี้ยนมองหยาดน้ำตาที่เกาะอยู่บนขนตางอนยาวของนางแล้วลอบพยักหน้าอย่างพึงพอใจ โสมหิมะพันปีกับบัวหิมะบนยอดเขาที่ข้าสั่งให้มู่ไป๋ไปควานหามาทั้งคืน ออกฤทธิ์ดีเยี่ยม เลือดฝาดเริ่มกลับมาบนแก้มของนางแล้ว
“ดีมาก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “หากเจ้าป่วยตายไปเสียก่อน ข้าคงหมดสนุก... มู่ไป๋ เอาเข้ามา”
สิ้นคำสั่ง มู่ไป๋ก็เดินจูง บางสิ่ง เข้ามาในเรือน ทันทีที่ซินเยว่เห็นสิ่งนั้น นางก็แทบจะเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นอีกรอบ หากไม่ได้มือหนาของจ้าวหยางเจี้ยนคว้าเอวบางเอาไว้เสียก่อน
มันคือสุนัขตัวมหึมา ขนสีดำขลับของมันฟูฟ่อง ตัวใหญ่พอๆ กับลูกวัว ดวงตาสีเหลืองอำพันดูดุร้ายน่าเกรงขาม เขี้ยวแหลมคมโผล่พ้นริมฝีปาก มันหายใจฟืดฟาดราวกับสัตว์ประหลาดจากขุมนรก
เสี่ยวชุ่ยที่แอบอยู่ใต้โต๊ะถึงกับกรี๊ดร้องในลำคอ เอามือปิดปากแน่น สวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์
“นี่คือ เฮยเฟิง (ลมกรดสีดำ)” จ้าวหยางเจี้ยนประกาศเสียงกร้าว ชี้ไปที่สุนัขยักษ์ “มันจะคอยเฝ้าอยู่หน้าเรือนเหมันต์นิรันดร์ของเจ้า จงจำไว้ หลี่ซินเยว่ หากเจ้าคิดหนี หรือก้าวเท้าออกจากเรือนนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต เฮยเฟิงจะฉีกเนื้อเจ้าเป็นชิ้นๆ”
ซินเยว่ตัวสั่นงันงก นางกลัวสุนัขเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอสุนัขปีศาจตัวนี้นางยิ่งวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง นางหลับตาแน่น ซุกหน้าเข้ากับแผงอกกว้างของบุรุษที่กอดเอวนางอยู่โดยไม่รู้ตัว มือเล็กกำเสื้อคลุมของเขาแน่นราวกับเป็นที่พึ่งพิงสุดท้าย
“ข้าไม่หนี ข้าไม่หนีไปไหนทั้งนั้น เอามันออกไปที ฮืออ...” นางร้องไห้สะอึกสะอื้น
จ้าวหยางเจี้ยนตัวแข็งทื่อเมื่อจู่ๆ ร่างนุ่มนิ่มก็โผเข้ามากอด กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาจากตัวนางทำเอาสติของเขาแทบกระเจิดกระเจิง เขาพยายามปั้นหน้าขรึม ทว่ามุมปากกลับกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ในขณะที่ซินเยว่กำลังหวาดกลัวสุดขีด เจ้าเฮยเฟิง สุนัขปีศาจแห่งค่ายทหาร กลับสะบัดหางฟูๆ ของมันไปมาอย่างร่าเริง มันเดินเตาะแตะเข้ามาใกล้ ดมกลิ่นหอมๆ จากตัวซินเยว่ ก่อนจะแลบลิ้นสีชมพูออกมาเลียหลังมือของนางแผล็บๆ แล้วเอาหัวใหญ่โตถูไถกับชายกระโปรงของนางอย่างออดอ้อน
“หงิง...” เฮยเฟิงส่งเสียงครางเบาๆ ราวกับลูกหมาตัวน้อยเรียกร้องความสนใจ
ซินเยว่ชะงัก ลืมตาขึ้นมามองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง สุนัขปีศาจที่พร้อมจะฉีกเนื้อนาง ทำไมถึงกำลังทำตัวเหมือนก้อนสำลีขี้อ้อนเช่นนี้
จ้าวหยางเจี้ยนเห็นดังนั้นก็หน้าดำทะมึนทันที เขาจ้องหน้าเจ้าเฮยเฟิงด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ไอ้หมาทรยศ ข้าอุตส่าห์เอาแกมาสร้างความน่าเกรงขาม แกกลับมาทำตัวน่ารักแย่งซีนข้า แถมยังกล้าเอาหน้ามาซุกกระโปรงเมียข้าอีก
“พามันออกไปผูกไว้หน้าเรือน” จ้าวหยางเจี้ยนตวาดใส่มู่ไป๋เสียงห้วน หึงกระทั่งหมา
มู่ไป๋กลั้นขำจนไหล่สั่น รีบกระตุกเชือกจูงเจ้าเฮยเฟิงที่กำลังทำหน้างงออกไปด้านนอก จ้าวหยางเจี้ยนหันกลับมามองร่างเล็กที่ยังคงเกาะเสื้อเขาแน่น เขากระแอมในลำคอ ค่อยๆ คลายอ้อมกอดออกอย่างอ้อยอิ่ง
“จำคำข้าไว้ให้ดี กินอาหารให้หมด ดื่มยาทุกวัน และห้ามออกจากเรือน” เขาตอกย้ำกฎเหล็กอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินตึงตังออกไป ทิ้งความสับสนระคนหวาดกลัวไว้ให้ซินเยว่อีกตามเคย
ภายนอกเรือนเหมันต์นิรันดร์
เสี่ยวชุ่ยที่เพิ่งคลานออกมาจากใต้โต๊ะ รีบวิ่งตามมู่ไป๋ออกมาที่ลานหน้าเรือน สาวใช้ตัวน้อยชี้หน้าเจ้าเฮยเฟิงที่กำลังนอนหงายกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นหญ้าด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านองครักษ์ พวกท่านมันโหดร้ายทารุณที่สุด เอายาพิษให้คุณหนูข้าดื่มยังไม่พอ ยังจะเอาหมาป่ามากินนางอีกหรือ”
มู่ไป๋หันมามองเสี่ยวชุ่ยพลางส่ายหน้าอย่างระอา “ยาพิษบ้านเจ้าสิ นั่นมันโสมหิมะพันปีผสมบัวหิมะบนยอดเขา ถ้วยเดียวนั่นซื้อจวนตระกูลหลี่ของเจ้าได้ทั้งหลังเลยนะรู้ไหม ท่านอ๋องเห็นพระชายาหน้าซีด กลัวนางจะจับไข้ เลยถีบข้าให้ไปปลุกหมอหลวงมาต้มให้ตั้งแต่ยามอิ๋น (03.00 น.)”
เสี่ยวชุ่ยอ้าปากค้าง “ละ... แล้วหมาป่านี่ล่ะ”
“หมาบ้าอันใดเล่า” มู่ไป๋ชี้ไปที่เจ้าเฮยเฟิงที่กำลังเอาขาหน้าเกาพุงตัวเอง “เฮยเฟิงมันเป็นหมาที่เชื่องที่สุดในค่ายทหาร ท่านอ๋องใช้เวลาฝึกมันเป็นเดือนๆ สอนไม่ให้มันเห่าเสียงดังเพราะกลัวจะทำให้พระชายาตกใจตื่นตอนกลางคืน ที่เอามาเฝ้าหน้าเรือน ก็เพื่อกันไม่ให้พวกสายลับหรือนักฆ่าลอบเข้ามาทำร้ายพระชายาต่างหากเล่า”
มู่ไป๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างปลงตก “เจ้านายของข้านี่ช่าง... ปากหนัก ปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจเสียจริง อยากปกป้องเขาก็ทำเป็นวางมาดข่มขู่ แสร้งสร้างกรงทองที่น่ากลัวขึ้นมา แต่ข้างในกลับบุด้วยนุ่นและขนนก... ข้าละกลัวใจจริงๆ ว่าวันหนึ่ง หากพระชายาหวาดกลัวจนทนไม่ไหวแล้วหนีไปจริงๆ ท่านอ๋องคงได้กระอักเลือดตายเป็นแน่”
เสี่ยวชุ่ยยืนกะพริบตาปริบๆ มองหมาป่ายักษ์ที่กำลังหาวหวอดๆ สลับกับมองประตูเรือนที่ปิดสนิท...
ตกลงว่า... ชินอ๋องผู้นี้ เป็นพญายมผู้โหดเหี้ยม... หรือเป็นแค่คนบ้าที่ทำตัวไม่ถูกกันแน่เนี่ย
